|
พระอาณาจักรของพระเจ้า (ตอนจบ) โดย บาทหลวงชัยยะ กิจสวัสดิ์ |
|
|
Wednesday, 17 December 2008 |
เพื่อจะรู้จักความคิดและความปรารถนาของพระเจ้า จำเป็นต้องรู้จัก "พระเยซูเจ้า" เพราะพระองค์ตรัสว่า
"ผู้ที่เห็นเรา ก็เห็นพระบิดาด้วย" (ยน 14:9) และ "เราเป็นหนทาง
ความจริง และชีวิต ไม่มีใครไปเฝ้าพระบิดาได้นอกจากผ่านทางเรา" (ยน 14:6)
"พระคัมภีร์" คือแหล่งรวมเรื่องราวเกี่ยวกับ "พระเยซูเจ้า" ดังที่ศิษย์ของยอห์นยืนยันว่า "นี่คือศิษย์ที่เป็นพยานถึงเรื่องราวเหล่านี้
และเขียนบันทึกไว้ พวกเรารู้ว่าคำพยานของเขานั้นเป็นความจริง ยังมีเรื่องราวอื่น ๆ
อีกมากมายที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำ ซึ่งถ้าจะเขียนลงไว้ทีละเรื่องทั้งหมด
ข้าพเจ้าคิดว่า โลกทั้งโลกคงไม่พอบรรจุหนังสือที่จะต้องเขียนนั้น" (ยน 21:24-25)
ด้วยเหตุนี้ นักบุญเยโรมจึงกล่าวว่า "ไม่รู้จักพระคัมภีร์คือไม่รู้จักพระคริสตเจ้า"
อนึ่ง นักบุญยอห์นได้พูดถึงวัตถุประสงค์ของพระคัมภีร์ไว้ว่า
"เรื่องราวเหล่านี้ถูกบันทึกไว้ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า
พระเยซูเจ้าเป็นพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้า
และเมื่อมีความเชื่อนี้แล้ว ท่านทั้งหลายก็จะมีชีวิตเดชะพระนามของพระองค์"
(ยน 20:31)
หากที่ผ่านมาเราอ่านพระคัมภีร์แล้วยังไม่บรรลุถึงวัตถุประสงค์ดังที่นักบุญยอห์นกล่าวไว้
นั่นอาจเป็นเพราะเราไม่รู้จักวิธีอ่านหนังสือพระคัมภีร์
ปกติ วิธีอ่านหนังสือย่อมแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของหนังสือแต่ละชนิด
ดังเช่น
• หนังสือที่เขียนเพื่อให้ข้อมูลหรือเพื่อการศึกษา
เช่นสารานุกรม ตำราเรียน ฯลฯ เราต้องอ่านช้า ๆ ขีดเส้นใต้ ย่อ อ่านซ้ำ
จนกว่าจะจดจำเนื้อหาได้
• หนังสือที่เขียนเพื่อความสนุกสนานหรือหย่อนใจ
เช่นหนังสือการ์ตูน นวนิยาย
เราอาจอ่านผ่านไปได้เร็ว ๆ
• หนังสือภาคปฏิบัติ เช่น ตำราอาหาร
เราต้องอ่านไปทำไป
สำหรับหนังสือพระคัมภีร์
มีผู้ให้คำจำกัดความไว้ว่าเป็น "พระวาจาของพระเจ้า ที่ปรากฏในคำพูดของมนุษย์
เพื่อความรอดของเรา" ซึ่งก็คือการมีชีวิตเหมือนพระเจ้าในพระอาณาจักรของพระองค์
ในเมื่อหนังสือพระคัมภีร์ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อให้เรา
"เชื่อ" และมี "ชีวิต" (ยน 20:31)
วิธีอ่านพระคัมภีร์จึงต้องแตกต่างจากหนังสือตำราเรียนหรือตำรากับข้าวอย่างแน่นอน
ในฐานะที่พระคัมภีร์เป็น "พระวาจาของพระเจ้า"
แปลว่าพระเจ้ากำลังตรัสกับเรา และเมื่อพระองค์ตรัสกับเรา
เราต้อง...
1. เปิดใจ ต้อนรับพระวาจา ไม่ใช่ยึดติดกับอคติส่วนตัวเช่นพระคัมภีร์ยากเกินกว่าจะเข้าใจ
หรือยึดมั่นกับทฤษฎีของตนแล้วหาพระวาจาที่สอดคล้องมาสนับสนุนความคิดของตน
2. รับฟัง สิ่งที่ต้องฟังคือพระวาจาที่พระเจ้ากำลังตรัสกับเรา
ต่างจากเวลาเรียนคำสอนที่เราตั้งใจฟังสิ่งที่พระสงฆ์หรือครูคำสอนกำลังสอนเรามากกว่า
3. ไตร่ตรอง สิ่งที่พระเจ้าตรัสกับเราให้เข้าใจถ่องแท้และ
"รู้แจ้งเห็นจริง" ด้วยตัวของเราเอง
4.
ปฏิบัติ ตามสิ่งที่ได้รับจากการไตร่ตรองจนกระทั่งชีวิตของเราคือการปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าทุกขณะจิต
ท่าทีทั้งสี่ประการนี้คือสิ่งที่จำเป็นสำหรับการ "สวดภาวนา" ดังตัวอย่างคำภาวนาของซามูแอลที่กล่าวว่า
"โปรดตรัสเถิดพระเจ้าข้า ข้ารับใช้ของพระองค์กำลังฟังอยู่"
(1 ซมอ 3:10)
นอกจากเป็นพระวาจาของพระเจ้าแล้ว
พระคัมภีร์ยังเป็นหนังสือที่เขียนด้วย "ภาษามนุษย์"
หลายยุคหลายสมัยด้วยกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม
วิธีคิด วิธีสื่อสาร ฯลฯ แตกต่างจากสมัยเรา
จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าใจพระคัมภีร์ทุกตอน
ด้วยเหตุนี้เราจำเป็นต้อง "ศึกษา" พระคัมภีร์ อย่างน้อยให้รู้ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ รูปแบบการเขียน ฯลฯ
เพื่อจะเข้าใจความหมายของพระวาจาที่พระเจ้าตรัสกับเราได้ดีขึ้น
ประการสุดท้าย แม้พระคัมภีร์จะถูกเขียนในอดีตประมาณ
1,000 ปี ก.ค.ศ. จนถึง ปี ค.ศ. 125 แต่มีไว้ "เพื่อความรอด" ของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย
เงื่อนไขเดียวเพื่อจะได้รับความรอดคือเราต้อง "คิดและปรารถนาเหมือนพระเจ้า" และ "ดำเนินชีวิต" ตามที่พระองค์ตรัสกับเราในพระคัมภีร์
ที่สุด เนื่องด้วยข้อเขียนในพระคัมภีร์เป็นบันทึกประสบการณ์ความเชื่อและประเพณีศักดิ์สิทธิ์ของ
"กลุ่มชน"
ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรซึ่งได้แก่ชาวอิสราแอลในพระธรรมเก่าและพระศาสนจักรในพระธรรมใหม่ จึงกล่าวได้ว่าพระคัมภีร์มีต้นกำเนิดมาจาก "กลุ่มชน" และเป็นหนังสือของ "กลุ่มชน"
มากกว่าเป็นข้อเขียนส่วนตัวของผู้เขียนพระคัมภีร์แต่ละคน
ดังนั้น พระคัมภีร์จึงมีความหมายและเข้าใจได้ง่ายกว่าเมื่ออยู่ใน
"กลุ่มชน" หากเราอยู่คนเดียวโดดเดี่ยว
เราจะเข้าใจความหมายของพระวาจาที่สอนให้ "รักกันและกัน" หรือ "จงให้อภัยซึ่งกันและกัน" ได้ลึกซึ้งเพียงใดกัน ?
การ "แบ่งปันพระวาจา" จึงเป็นการเรียนรู้พระคัมภีร์ที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิกในกลุ่ม
ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในวัด และระหว่างวัดต่าง ๆ ในสังฆมณฑล
แต่ไม่ว่าจะศึกษาพระคัมภีร์เป็นการส่วนตัวหรือเป็นกลุ่ม
สิ่งที่ต้องระลึกอยู่เสมอคือเราไม่ได้กำลังศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์หรือประวัติศาสตร์ซึ่งจะต้องจดจำรายละเอียดในอดีตให้ได้ทั้งหมด แต่เรากำลังศึกษา "ข่าวดี" ของพระเยซูเจ้าเพื่อจะได้รู้จักพระองค์มากขึ้น รักพระองค์เพิ่มขึ้น
และติดตามพระองค์ได้ใกล้ชิดขึ้น
โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ "มีชีวิต" (ยน 20:31)
"ชีวิต" ที่เหมือนพระเจ้า !
********************************
Powered by AkoComment 2.0! |