หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow หน้าหลัก
หน้าหลัก
รู้จักยส
ข่าวย้อนหลัง
ค่ายยุวสิทธิมนุษยชน
อยู่กับปวงประชา
สิทธิมนุษยชนสนทนา
ข่าวด้านสิทธิฯ / landmine
ผู้ไถ่ : รายงานสถานการณ์
การศึกษาเพื่อสิทธิ&สันติภาพ
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
กิจกรรม ยส.
คลังภาพ ยส.
เว็บบอร์ด ยส.
สมุดเยี่ยม
ติดต่อ ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
Facebook ยส.

ยส. (ยุติธรรมและสันติ)



จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 85 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 104:"พลังครอบครัวเข้มแข็ง สร้างสังคมยั่งยืน"

 วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ ๑๐๔ 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 2 และ3

 หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร
ภาคที่ 2 และ3
 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 1

หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร ภาคที่ 1



หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือแปล
Jesus CEO :
พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ



หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา


พระสมณสาสน์ความรักในความจริง : Caritas in Veritate

หนังสือแปล
Caritas in Veritate :

พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง



โปสเตอร์ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ พ.ศ.2532

โปสเตอร์
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
แห่งสหประชาชาติ
พ.ศ.2532


เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCI

ACPP - Hotline Asia


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

หน่วยงานองค์กรคาทอลิก

บทความล่าสุด

   อนึ่ง บทความ หรือข้อเขียนทั้งหมดที่นำลงเว็บไซต์ jpthai.org เป็นทัศนะเฉพาะของผู้เขียน
และไม่ผูกพันกับคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ

ทางเว็บไซต์ jpthai อนุญาตให้คัดลอกบทความ/ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้
แต่กรุณาระบุชื่อผู้เขียน และแหล่งที่มาด้วย ขอบคุณค่ะ

 

Donation / สนับสนุนการดำเนินงาน

ร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน ของ
คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม แผนกยุติธรรมและสันติ (ยส.) 

  • โอนเข้าบัญชี ในนาม
    คณะกรรมการฯ แผนกยุติธรรมและสันติ 
    ธนาคารกสิกรไทย สาขาห้วยขวาง บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 002-8-02590-4
    (กรุณา Fax สำเนาการโอนเงินมาที่ 0 2692 4150)
    (หรือส่งสำเนาการโอนเงินทางอีเมล์ ccjpthai@gmail.com)

  • ทางธนาณัติ สั่งจ่ายในนาม “ปริญดา วาปีกัง” ตู้ ปณ. สุทธิสาร (10321)
    114 (2492) ถ.ประชาสงเคราะห์ ซอย 24 ดินแดง กรุงเทพฯ 10400
อนาคตระบบการศึกษาไทย...บนเส้นทางสุขหรือทุกข์ของชีวิต? : องอาจ เดชา เรื่อง/สัมภาษณ์ พิมพ์
Wednesday, 05 April 2017

 จากวารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 102 (กันยายน - ธันวาคม 2559)

 

 

อนาคตระบบการศึกษาไทย

...บนเส้นทางสุขหรือทุกข์ของชีวิต?


องอาจ เดชา เรื่อง/สัมภาษณ์

 



"ระบบการศึกษาไทย  เน้นการแข่งขัน  คนชนะเท่านั้นจึงจะมีที่ยืนในสังคม  ส่วนคนแพ้ถูกเขี่ยให้ออกจากระบบ เป็นการจัดระบบการศึกษาให้เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม มากกว่าการส่งเสริมให้เด็กได้ค้นพบทางของตนเอง เด็กต้องเรียนหนัก แต่ไม่รู้ทักษะการใช้ชีวิตที่แท้จริง ความเข้มแข็งภายในน้อย เวลาเจอปัญหามักหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้ ทุกข์ง่ายและมีความสุขยาก"

"ครูถูกพัฒนาแต่ในด้านขององค์ความรู้  แต่ไม่ถูกพัฒนาด้านจิตสำนึกหรือจิตวิญาณของความเป็นครูและบทบาทหน้าที่ที่แท้จริงของครู ทุกวันนี้ ครูที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างแท้จริงมีน้อยมาก..." 

"ยังไม่สอดคล้องกับเด็กไทยนะ การศึกษาของไทยยังด้อยมาก ครูทำงานโดยสร้างภาพมากกว่าเนื้อหาที่เด็กจะได้รับ อีกทั้งยังมีค่านิยมที่ว่าต้องเลือกโรงเรียนดังๆ ให้ลูกเรียน ทำให้เหนื่อย ทั้งเด็กทั้งผู้ปกครอง"

"ระบบการศึกษาไทยเรายังคงเน้นที่หลักสูตรและตัวชี้วัด ซึ่งเหมือนกันทั้งประเทศ ทั้งมาตรฐานการศึกษาต่างๆ  หลักสูตร เราบังคับให้เด็กเป็นไปในแบบที่เราต้องการ  เติบโตพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน  โดยไม่ได้สนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลเหมือนที่ พ.ร.บ.การศึกษา ได้บัญญัติไว้อย่างงดงามแต่อย่างใด"

"โดยสรุป การศึกษาของไทยใช้เงินเยอะมาก  ใช้เวลาเยอะมาก คุณครูก็ตั้งใจ  นักเรียนก็ตั้งใจ  แต่ทำไมการศึกษาของไทยจึงมีปัญหา แล้วเราจะสามารถปรับห้องเรียน เปลี่ยนอนาคตประเทศไทยกันได้อย่างไร"

"เราจำเป็นต้องมีการศึกษาที่หลากหลาย เพื่อรองรับความหลากหลายของคนในสังคม ที่มีหลากหลายศักยภาพ หลากหลายชาติพันธุ์ และหลากหลายพื้นที่ เพื่อให้การเรียนรู้เป็นการเรียนรู้ที่เต็มศักยภาพ และสร้างพลเมืองได้อย่างแท้จริง...มันถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องกระจายอำนาจไปสู่ผู้เรียน สถานศึกษา ชุมชน ท้องถิ่น และสังคม"

...นั่นเป็นนานาทัศนะ มุมมองความเห็นของผู้ปกครองและคนทำงานด้านการศึกษา ที่บอกย้ำให้เราได้ฉุกคิดกันต่อ... ว่าที่สุดแล้ว ทิศทางของระบบการศึกษาของไทยเราจะไปในทางใดในอนาคต บนเส้นทางความสุข หรือความทุกข์ของชีวิต?

ซึ่งแน่นอนว่า ปัญหาการศึกษาในประเทศไทยที่ผ่านมา ยังคงตกหลุม ตกหล่ม และติดกับดักปัญหาซ้ำๆ เดิมๆ อยู่นั่นเอง แม้ว่าภาครัฐและหลายองค์กรพยายามหาทางแก้ไขปรับปรุงแนวคิดนโยบายการทำงาน แต่สุดท้ายก็ยังวนอยู่ไปมา 

 

ทีดีอาร์ไอ เผยในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา

ครูมีสวัสดิการดี นักเรียนขยันเรียนมาก แต่การศึกษายังไม่ไปถึงไหน


เมื่อไม่นานมานี้  ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ออกมาพูดถึง "ประเทศไทย กับ อนาคตใหม่ทางการศึกษา" เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า แต่เดิมประเทศไทยเคยมีปัญหาเรื่องการขาดทรัพยากรในการจัดการศึกษา การศึกษาของไทยจึงมีคุณภาพไม่ดี แต่วันนี้เหตุการณ์ดังกล่าวอาจเปลี่ยนไปแล้ว เงินเดือนของครูได้เพิ่มขึ้นจากในอดีตที่เคยด้อยกว่าหลายอาชีพ เมื่อมีการแยกฐานเงินเดือนของครู หรือบัญชีเงินเดือนของครูแต่ละคนที่รับราชการ จะมีผลตอบแทนไม่ได้ด้อยกว่าอาชีพอื่นอีกแล้ว ถือเป็นข่าวดีสำหรับระบบการศึกษาของไทย

ในขณะที่ ‘เด็กไทย' ในสายตาของ ดร.สมเกียรติ มองว่า เด็กไทยเป็นเด็กที่ขยันเรียน หรือหลักสูตรการศึกษาไทยบังคับให้เด็กๆ ขยันเรียนหรือเปล่าไม่อาจทราบได้ แต่เด็กไทยใช้เวลาอยู่ในห้องเรียนไม่น้อยกว่าเด็กชาติอื่นๆ ในโลก หากเปรียบเทียบแล้ว เด็กของเราจะต้องอยู่ในห้องเรียน ๑,๐๐๐ ชั่วโมงต่อปี ในขณะที่เด็กชาติอื่นๆ ในโลก หากเปรียบเทียบดูเฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้ว จะมีเวลาอยู่ในห้องเรียนน้อยกว่าประเทศไทย คือไม่ถึง ๘๐๐ ชั่วโมงต่อปี และเด็กของประเทศที่ถือได้ว่ามีการศึกษาดีที่สุดประเทศหนึ่งในโลกคือ ประเทศฟินแลนด์นั้น อยู่ในห้องเรียนน้อยลงไปอีก

"ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เด็กไทยเองก็ขยันเรียนดีนะ แล้วหากเป็นเด็กไทยในระดับมัธยมศึกษา จะมีชั่วโมงเรียนสูงถึง ๑,๒๐๐ ชั่วโมง/ปี ซึ่งก็ถือเป็นระดับที่สูงกว่าระดับเฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้ว และเป็นระดับที่สูงกว่าประเทศฟินแลนด์อย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน แต่ทำไมเมื่อดูผลการสอบไม่ว่าจะเป็นการสอบในประเทศไทย คือสอบเพื่อการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (Ordinary National Education Test) หรือรู้จักกันในชื่อ O-NET กลับมีคะแนนต่ำลงเรื่อยๆ และในการสอบแต่ละปี มีผู้สอบผ่านเกินครึ่งน้อยมาก ส่วนใหญ่ตกกัน จนมีคนไปล้อกันว่า หากเอาลิงไปสอบยังได้คะแนนสูงกว่านี้ ฟังดูแล้วก็รู้สึกอ่อนอกอ่อนใจอย่างยิ่ง การสอบ O-NET ที่ผ่านมามีคนได้คะแนนเต็ม ๑๐๐ จำนวนหนึ่ง ในเวลาเดียวกันก็มีคนได้ ๐ คะแนน ซึ่งการได้ ๐ คะแนนในหลายวิชานั้นเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าน่าจะทำได้ยากกว่าทำได้ ๑๐๐ คะแนนเต็มอีก การได้ ๐ คะแนนนั้น แปลว่าทำไม่ถูกเลยแม้แต่ข้อเดียว เป็นไปได้อย่างไร สิ่งนี้อาจจะสะท้อนได้ว่าการศึกษาไทยอาจจะมีปัญหา"

ดร.สมเกียรติ กล่าวอีกว่า น้องๆ บางคนที่ไปสอบ O-NET มา อาจจะบอกว่า "มาโทษพวกเราอาจจะไม่ค่อยแฟร์" เพราะจริงๆ แล้วข้อสอบ O-NET เองก็มีปัญหา และเป็นเรื่องที่ถูกนำมาล้อกันทุกปี แต่ว่าเมื่อไปดูข้อสอบที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากลอย่างข้อสอบโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกันนานาชาติ (Programme for International Student Assessment: PISA) ที่เป็นการจัดสอบเทียบประเทศไทย กับ ๓๐ ประเทศในโลก คะแนนของเราก็อยู่ในระดับที่ไม่ดีเลย และมีแนวโน้มต่ำลงไม่ว่าจะเป็นการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์

"เพราะฉะนั้น มันเกิดอะไรขึ้นกับการศึกษาของประเทศไทย...โดยสรุป การศึกษาของไทยใช้เงินเยอะมาก ใช้เวลาเยอะมาก คุณครูก็ตั้งใจ นักเรียนก็ตั้งใจ แต่ทำไมการศึกษาของไทยจึงมีปัญหา เราจะสามารถปรับห้องเรียน เปลี่ยนอนาคตประเทศไทยกันได้อย่างไร"

 

เด็กอยู่ในห้องเรียน ๑,๐๐๐ - ๑,๒๐๐ ชั่วโมงต่อปี

แต่ครูหายไปไหน ๘๔ วัน ต่อปี 

ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ยังได้ตั้งประเด็นให้หลายคนได้ฉุกคิดกันต่อว่า ปัญหาใหญ่ของการศึกษาไทยก็คือ จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย แม้ว่าจะมีเด็กอยู่ในห้องเรียนปีละ ๑,๐๐๐ - ๑,๒๐๐ ชั่วโมง คุณครูก็ตั้งใจจะสอน แต่คุณครูไม่มีโอกาสอยู่ในห้องเรียนอย่างที่ควรจะอยู่ การเรียนรู้ของนักเรียนจะเกิดขึ้นได้เมื่อนักเรียนได้เจอกับครู อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมา ว่าต้องเป็นอย่างนี้แหละ แต่ในความเป็นจริงก็คือ ของที่ดูง่ายๆ ว่าจะเกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้น 

"จากการสำรวจพบว่าเวลาที่ครูใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้ครูไม่สามารถอยู่ในห้องเรียนได้มีถึง ๘๔ วัน/ปี ปีหนึ่งมี ๓๖๕ วัน มีวันเสาร์ วันอาทิตย์ หักวันหยุดต่างๆ ออกไปจะเหลือเวลาประมาณ ๒๐๐ กว่าวัน เพราะฉะนั้นเมื่อครูต้องไปอยู่นอกห้องเรียนถึง ๘๔ วันที่ต้องทำการเรียนการสอนกันแล้ว ก็แปลว่าเวลาที่ครูจะได้เจอนักเรียนหายไป ๔๒% ดังนั้น หากเราคิดว่านักเรียนไทยอยู่ในห้องเรียน ๑,๐๐๐  ชั่วโมง แต่ได้เจอครูเพียง ๖๐% เวลา ๑,๐๐๐ ชั่วโมง ก็เหลือเพียง ๖๐๐ ชั่วโมง นี่คือปัญหาสำคัญ ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของการปรับห้องเรียนประการแรก จะต้องคืนครูสู่ห้องเรียนให้ได้" 

 

ชี้สาเหตุเวลาที่หายไปของครู

คือมัวทำเรื่องประเมิน สมศ.และการเลื่อนตำแหน่ง

ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ชี้ว่า ครูใช้เวลาทำอะไรกัน เมื่อไม่อยู่ในห้องเรียน มี ๓ เรื่องใหญ่ๆ คือ การใช้เวลาการประเมินจากหน่วยงานภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการประเมินตัวโรงเรียนเอง โดย สำนักงานรับรองมาตรฐานการประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. การประเมินตัวครูเพื่อให้ได้เลื่อนตำแหน่ง และการประเมินนักเรียนโดยการให้นักเรียนไปสอบแข่งขันต่างๆ เหล่านี้ใช้เวลาถึง ๔๓ วัน/ปี อีก ๒๙ วัน/ปี ใช้ไปกับการแข่งขันทางวิชาการ และอีก ๑๐ วัน/ปี ใช้ไปกับเรื่องของการจัดกิจกรรมต่างๆ

จากรายละเอียดปฏิทินจะเห็นว่าในแต่ละปี เวลาของครูสูญหายไปในส่วนไหนบ้าง สำหรับ ๙ วันหายไปกับการประเมินของ สมศ., ๒ วันไปกับการประเมินวิทยฐานะ, ๒ วันไปกับเขตพื้นที่, ๒ วันประเมินโรงเรียน, ๒ วันไปกับประเมินโรงเรียนพระราชทาน และประเมิน ๕ ส. อีก ๑ วัน ฯลฯ หากนับไปเรื่อยๆ ทีละวันสองวันสะสมไปเรื่อยๆ ปีหนึ่งก็ครบ ๘๐ วัน

นี่ก็คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เวลาของครูที่ตั้งใจจะมาสอนนักเรียน ส่วนนักเรียนก็ตั้งใจมาหาความรู้ในโรงเรียน หายไปเพราะว่าครูไม่ได้อยู่ในห้องเรียน

ในขณะกิจกรรมต่างๆ ที่ครูต้องไปทำนอกห้องเรียนบางอย่างมีประโยชน์และสมควรทำ ส่วนบางอย่างก็มีเครื่องหมายคำถามว่าสมควรต้องไปทำมากมายขนาดนั้นหรือไม่ กิจกรรมที่อยู่ในการสำรวจ ที่ครูตอบว่ามีประโยชน์ คือ การไปแข่งขันด้านวิชาการ โดยครู ๔๐% คิดว่ากิจกรรมนี้มีประโยชน์ การสอบ O-NET มีประโยชน์ การไปอบรมของครู ครู ๑๕% คิดว่ามีประโยชน์

"แต่กิจกรรมที่ครูคิดว่าไม่มีประโยชน์ ๓ อันดับแรก คือ การประเมินโรงเรียนจาก สมศ.ตอบข้อนี้ประมาณ ๔๖% ว่ากันว่าเป็นกิจกรรมที่ทรมานและไม่ได้นำไปสู่การพัฒนาการศึกษา"

ในขณะที่มีการสำรวจพบว่า การอบรมมีประโยชน์ มี ๑๕% แต่ขณะเดียวกัน ๒๐% บอกว่า การอบรมโดยเฉพาะของกระทรวงศึกษาฯ นั้นไม่มีประโยชน์ เช่น การที่เชื่อว่าครู ถ้าสามารถสอนการศึกษาที่ไปสู่ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ นั้นจะต้องทำโปรเจกต์ หรือโครงงานต่างๆ ซึ่งการจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ครูจะต้องผ่านการฝึกสอนให้ทำ แต่การอบรมที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทุกท่านคงเห็นด้วยใช่ไหมว่าเป็นการอบรมที่พาคนเข้ามาอยู่ในห้องเดียวกัน แล้วสอนแบบเลคเชอร์เพื่อให้ครูไปสอนแบบใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning) หากเปรียบเทียบกันแล้วเหมือนกับจะสอนว่ายน้ำ หรือสอนปั่นจักรยาน แล้วสอนโดยการเลคเชอร์ ว่าวิธีว่ายน้ำต้องชูแขนอย่างไร วิธีปั่นจักรยานจะต้องทรงตัวอย่างไร โดยที่ไม่มีโอกาสลองกับสระว่ายน้ำ หรือลองกับจักรยานจริงๆ แล้วจะให้ครูสอนแบบใช้โครงงานเป็นฐานได้อย่างไร นี่คือสาเหตุที่ครู ๒๐% ตอบว่าไม่มีประโยชน์


ระบบการศึกษาไทยปัจจุบัน ไม่เหมาะกับเด็กไทย 

ยังเน้นหลักสูตรและตัวชี้วัด ที่เหมือนกันทั้งประเทศ

สอดคล้องกับ นรินทร์ทร-พรนิมิต ชิตมินทร์ สองสามีภรรยา ผู้ปกครองเด็ก และยังทำงานในแวดวงการศึกษาอีกด้วย ได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวในเรื่องระบบการศึกษาไทยปัจจุบันนี้ว่า  ยังไม่เหมาะกับเด็กไทย เนื่องจากยังคงเน้นหลักสูตรและตัวชี้วัดที่เหมือนกันทั้งประเทศ ทั้งมาตรฐานการศึกษาต่างๆ หลักสูตร เราบังคับให้เด็กเป็นไปในแบบที่เราต้องการ เติบโตพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน โดยไม่ได้สนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลเหมือนที่ พ.ร.บ.การศึกษา ได้บัญญัติไว้อย่างงดงามนั้นเลย 

"ซึ่งในความเป็นจริง  การเรียนรู้ของเรา ไม่มีทางเป็นมาตรฐานเดียวกันได้หรอก  ทั้งความหลากหลายของการเป็นอยู่  ฐานะทางเศรษฐกิจ  สังคม  อาชีพ  ความพร้อม  การเรียนรู้แบบบูรณาการ แบบที่เราเคยใช้เคยปฏิบัติกันมาได้ถูกทำลาย ด้วยการแบ่งออกเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้  นี่ยังไม่รวมหนังสือหนังหาจำนวนมากที่ต้องแบกไปโรงเรียนจนหลังแทบหักนะ"  

ที่สำคัญ คือ ผู้บริหารข้างบน และองค์กรที่เข้ามาเกี่ยวข้องมีอิทธิพลมากเกินไป บ่อยครั้ง ที่นโยบายเปลี่ยนแปลงหลักสูตรตลอดเวลา ทำให้กลายเป็นรีบเร่งและยัดเยียดให้แก่เด็กจนเกิดความเครียดและถอยหลัง

ว่ากันว่า องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ก็เข้ามามีอิทธิพลกับระบบการศึกษามากเกินไป อาทิ สมศ.[๑],  สทศ.[๒] เราจัดการเรียนการสอนตามนโยบาย รายภาคเรียน ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี  หรือทุกครั้งที่รัฐมนตรีมีแนวความคิดใหม่ๆ เรื่อยๆ แนวนโยบายการจัดการศึกษาตามกระแส ไม่ว่าจะเป็น ประวัติศาสตร์ อาเซียน หน้าที่พลเมือง ที่เพิ่มเข้ามาโดยคิดแยกเป็นรายวิชา ทั้งที่สามารถบูรณาการเข้าไปในวิชาสังคมก็ได้...แต่ล่าสุด รัฐมนตรีมีแนวนโยบายให้กลับมาใช้การสอนแบบบูรณาการแบบเดิมอีกครั้ง

ปัจจุบัน ยังมีการปรับโครงสร้างการเรียน โดยให้เน้นภาษาต่างประเทศให้แก่นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้น ป.๑ ให้มีภาษาอังกฤษ ๕ ชั่วโมง/สัปดาห์ ทั้งที่ควรจะเน้นภาษาไทยและคณิตศาสตร์พื้นฐานกันไปก่อน ถ้าคิดกลับไปสมัยข้าพเจ้าเรียน เราเพิ่งท่อง อะแบท อะแคท  อะแรท  กันตอน ป.๕ ด้วยซ้ำ

"ในขณะนักเรียนระดับชั้นอนุบาล ซึ่งความน่าจะเป็น ควรเป็นเรื่องการเตรียมความพร้อมทางร่างกาย  อารมณ์  สังคม  และจัดกิจกรรมสนุกสนาน พัฒนาทางด้านกล้ามเนื้อมือ แขน ขา  แต่ปัจจุบันเรากลับเห็นนักเรียนอนุบาล ๑ ไปติวหนังสือ เพื่อขึ้นระดับชั้นประถมกันแล้ว  พอขึ้น ป.๑ ปุ๊บ ต้องอ่านออกเขียนได้ ต้องวิเคราะห์ให้เป็นกันเลยทีเดียว  ทำให้เด็กไม่ได้มีการพัฒนาตามวัย  แต่ต้องมาเจอหลักสูตรที่เราเร่ง เรายัดเยียด และมุ่งเรื่องการแข่งขันเพื่อชื่อเสียงของโรงเรียน หรือเพื่อรองรับการประเมินจากหน่วยงานภายนอก"  

อีกทั้งกิจกรรม ‘ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้' จัดได้ว่าเป็นแนวนโยบายที่งดงาม เพราะมุ่งเน้นให้นักเรียนเกิดทักษะชีวิตเพื่อการแก้ปัญหาและการพัฒนาอาชีพในอนาคต หากแต่ขาดการประเมินอย่างจริงจังต่อเนื่อง หลายโรงเรียนที่ประสบในตอนนี้ก็คือ กลับกลายเป็นงานสร้างเอกสารเท็จเพื่อให้ภาพงานออกมาสวยหรู แล้วรายงานเบื้องสูงต่อไป ทั้งที่ในทางปฏิบัติจริงๆ นักเรียนบางส่วนกลับไม่ได้รับประสบการณ์ใดๆ เลย นอกจากกิจกรรมที่ครูอยากจัดให้ ไม่ใช่ที่นักเรียนต้องการอยากจะรู้จริงๆ 

จึงไม่แปลกใจ ที่ครูบางคนเปิดหนังให้นักเรียนดูทุกสัปดาห์ บ้างทำอาหารทุกอาทิตย์ บ้างโยนบอลให้เด็กหมดไปชั่วโมงๆ ในขณะ ‘คาบแนะแนว' ที่ครูแนะแนวควรจะทำหน้าที่แก้ไข ค้นหา พัฒนา ส่งเสริม ให้นักเรียนรู้จักตัวเองให้มาก กลับกลายเป็นชั่วโมงแห่งการติว เพราะผลจากกราฟเปรียบเทียบพัฒนาการของแต่ละโรงเรียนที่เขตพื้นที่การศึกษาส่งมากดดันเป็นประจำทุกปี  

เมื่อหันมามอง ‘วิสัยทัศน์ผู้บริหาร' ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญ ว่าโรงเรียน นักเรียน และครูจะไปในทิศทางไหน จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร บางโรงเรียนรับมาหมดทุกโครงการนำร่อง บางโรงเรียนเน้นกิจกรรม บางโรงเรียนเน้นวิชาการ บางโรงเรียนเน้นความสวยงามทางกายภาพ  บางโรงเรียนเน้นกีฬา รวมถึงปัญหาการบริหารจัดการ จัดซื้อตำราเรียนของโรงเรียนกับบริษัทต่างๆ ที่มีการจัดสรรเปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่งส่วนลด โดยไม่ได้คำนึงถึงเนื้อหาตำรา ซึ่งล้วนส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนในทางตรง

เมื่อถามความเห็นในฐานะผู้ปกครองที่มีลูกชายวัย ๑๓ ขวบ กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น และลูกสาววัย ๙ ขวบ กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.๔ นั้น จะเลือกโรงเรียนไหนให้เหมาะสมกับตัวเด็กๆ ครอบครัว     ชิตมินทร์ บอกว่า ผลผลิตนักเรียนแต่ละโรงเรียน เรียกว่ามีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ผู้ปกครองบางคนเลือกโรงเรียนที่ได้รับรางวัลมากที่สุด บางคนเลือกโรงเรียนที่มีนักเรียนสอบเข้าโรงเรียนดังๆ ได้มากที่สุด

"ส่วนตัวข้าพเจ้า เลือกโรงเรียนที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้กล้าคิด สร้างสรรค์  ได้กล้าแสดงออกอย่างมีมารยาท  มีน้ำใจช่วยเหลือแบ่งปัน และมีความเป็นตัวเองมากที่สุด เพราะทุกวันนี้ เราอยู่ร่วมกับผู้คนในสังคมและกฎเกณฑ์ต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ก็ย่อมมีอุปสรรคมากมายในการคิด การเลือก   สำหรับลูกแล้ว อยากให้เขามีชีวิตที่มีความสุขอย่างพอเพียงตามฐานะ ไม่เบียดเบียน และช่วยเหลือผู้อื่นตามเหมาะสม รักษ์สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะ มีศาสนาเป็นเครื่องกำกับชีวิต  จะส่งเสริมลูกตามความถนัดและความสามารถของเขา ทุกวันนี้ ส่งเสริมในทุกๆ ด้านที่เขาต้องการเพื่อให้เขาค้นหาตัวเองให้พบ ต้องการให้เขาสามารถพึ่งตัวเองได้ ต้องการให้เขาคิดเป็น เพราะหากคิดเป็นแล้ว เราก็จะวางใจ เพราะไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหน หรือทำอะไรในอนาคต เขาจะสามารถคิด เลือก และตัดสินใจอย่างถูกต้องได้"  

เมื่อถามมุมมองความเห็น ถึงระบบการศึกษาในฝันที่อยากได้ในอนาคต

นรินทร์ทร - พรนิมิต ชิตมินทร์ บอกว่า อยากได้ระบบการศึกษาที่มีการสนับสนุนการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ ทั้งระยะเวลา และงบประมาณ ทรัพยากรแหล่งเรียนรู้ มีโรงเรียนทางเลือกอย่างพอเพียง และหลากหลาย ให้นักเรียนเรียนรู้ได้ตามศักยภาพความสนใจเต็มที่ องค์ความรู้สากลและท้องถิ่นสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง มีหลักสูตรที่ลึกซึ้งในแต่ละโรงเรียน แต่ยึดหลักใหญ่เดียวกัน คือคุณธรรม จริยธรรม ในขณะที่ผู้บริหารก็รู้ซึ้งถึงปัญหา และมีความสามารถในการจัดการปัญหาได้อย่างถูกต้อง ที่สำคัญต้องมีคุณธรรม มีสถาบันที่ผลิตและกลั่นกรองครูที่มีคุณภาพจริงๆ


ผู้ปกครองและครูชี้ ครูถูกพัฒนาผิดด้าน

พัฒนาองค์ความรู้ แต่ไม่พัฒนาจิตสำนึก จิตวิญญาณความเป็นครู

เช่นเดียวกับ ณภาชญา เกียรติ์ขจร ซึ่งเป็นทั้งครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และยังเป็นแม่ของลูกๆ อีกหลายคน ก็มองระบบการศึกษาไทยเราว่า ระบบการศึกษาถูกพัฒนาให้เป็นสากลมากขึ้น ทำให้เด็กตื่นตัวและเป็นการเปิดโลกทัศน์ของเด็กให้กว้างขึ้น แต่สิ่งที่สวนกระแสของการพัฒนาระบบการศึกษาของครูนั้น กลับพบว่า ครูมีการเข้ารับการอบรมมากขึ้น แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษายังด้อยและต่ำลงกว่าเดิม

"อาจเป็นเพราะระบบการศึกษาถูกพัฒนา ในขณะที่ครูก็ถูกพัฒนา แต่ผิดด้าน ครูถูกพัฒนาแต่ในด้านขององค์ความรู้  แต่ไม่ถูกพัฒนาด้านจิตสำนึกหรือจิตวิญญาณของความเป็นครูและบทบาทหน้าที่ที่แท้จริงของครู ทุกวันนี้ครูที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างแท้จริงมีน้อยมาก หากจะเปรียบให้เห็นภาพก็คือ ระบบการศึกษาก็เหมือนเครื่องมือ เครื่องจักรที่ถูกพัฒนาไปตามยุคตามสมัย หากแต่ ครู เปรียบเสมือนผู้ใช้ ที่ไม่พยายามพัฒนาตนเอง ไม่เรียนรู้ หรือมีใจที่จะศึกษาคู่มือการใช้เครื่องมือหรือเครื่องจักรนั้นๆ อย่างถูกต้อง และใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ระบบการศึกษาไทยอยู่ในระดับที่ดีแล้วในปัจจุบัน แต่ครูรุ่นใหม่ต่างมุ่งมาหาอาชีพครู สืบเนื่องมาจาก อัตราค่าจ้างที่สูงเกินความจำเป็น ทำให้อาชีพครูเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ขาดคุณภาพ เพราะลึกๆ แล้วรักเงินมากกว่างาน"

เธอเสนอทางออกว่า ควรปลุกจิตสำนึก หรือไม่ก็ควรเพิ่มข้อกำหนดในการประกอบอาชีพครู ให้มากกว่านี้ ‘ใบประกอบวิชาชีพครู' ควรจะได้จากการผ่านการประกอบวิชาชีพครูอย่างแท้จริง เป็นตัววัดผล ไม่ใช่แค่เรียนหรือสอบผ่านก็สามารถได้ใบประกอบวิชาชีพ แล้วก็เป็นครูได้เลย เหมือนปัจจุบันที่เป็นอยู่

เมื่อถามมุมมองความเห็นในฐานะเป็นผู้ปกครองของลูกสาวที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยม เธอบอกว่า รู้สึกคิดหนักมากในการเลือกโรงเรียนมัธยมให้ลูก เนื่องจากตัวเองมีอาชีพครูเป็นทุนเดิมและคลุกคลีอยู่กับเด็กมัธยม ทำให้ได้เห็นพฤติกรรมด้านต่างๆ ทั้งดีและเสีย ทั้งยังมีตัวเลือกสถาบันการศึกษาน้อยมาก จึงต้องคิดเยอะมาก แต่สุดท้าย ตัดสินใจเลือกโรงเรียนประจำหญิงล้วน ซึ่งเป็นโรงเรียนสงเคราะห์ หลังจากศึกษาข้อมูลแล้ว จึงคุยกับลูก พร้อมชี้แจงเหตุผลให้เข้าใจอย่างละเอียด ให้ลูกเข้าใจ

"เราจะบอกลูกว่า แม่เห็นความสำคัญของวิชาชีวิตมากกว่าความรู้ในตำรา เพราะความรู้ในตำราเป็นเพียงทฤษฎี ที่เลือกปฏิบัติเพียงบางบทเท่านั้น แต่การเรียนรู้ การใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่น คือสิ่งที่ต้องเรียนรู้ คำที่บอกกับลูก จนลูกยอมรับเลยคือ แม่ให้ชีวิตใหม่ให้กับหนูแล้ว จงรับผิดชอบและใช้ชีวิตของหนูอย่างมีประสิทธิภาพ แม่จะอยู่ดูแลหนูห่างๆ แม่ไม่ได้ทิ้งหนู แต่จะเป็นพี่เลี้ยงที่ดูแลอยู่ห่างๆ ตลอดเวลา..."

ปัจจุบัน เธอให้ลูกสาวเรียนที่โรงเรียนเจ้าฟ้าอุบลรัตน์ เธอบอกว่า ที่ตัดสินใจเลือกโรงเรียนนี้เพราะเป็นโรงเรียนที่พระราชวงศ์ทรงดูแลกำกับอยู่ และมีกฎระเบียบชัดเจน และสุดท้ายคือ อุปกรณ์การเรียนและสื่อการสอนครบและสภาพดีเยี่ยม ดีกว่าโรงเรียนบางแห่งที่เสียเงินแพง แต่ได้ไม่คุ้มเสีย และที่สำคัญ โรงเรียนแห่งนี้เรียนฟรี เหมาะกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ต้องคอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลา

"ตอนนี้ ลูกสาวอยู่ชั้น ม.๓ แต่เป็นวัยรุ่นที่สวนกระแส คือ ไม่กล้านุ่งห่มสั้นๆ ออกจากบ้าน เวลาขึ้นรถทัวร์ กระเป๋ารถทัวร์แจกของว่างให้บนรถ ก็ยกมือไหว้พร้อมกล่าวคำว่าขอบคุณอย่างอัตโนมัติ ทำให้คนเป็นแม่ดีใจและภูมิใจที่ตัดสินใจถูกต้องแล้ว ทุกวันนี้ลูกสาวก็ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือเป็นของตนเองเลย"

เธอบอกว่า ในฐานะที่เป็นทั้งครูและผู้ปกครองของลูกทั้งสามคน ก็จะเน้นให้เป็นคนรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด แล้วเรื่องอื่นที่ดีจะตามมาเอง การมีลูกสามคน แต่ละคนมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน และแม้ว่าทุกวันนี้เธอจะเป็นครูสอนพิเศษด้วย แต่ก็ไม่เคยบังคับให้ลูกมาเรียนพิเศษกับแม่ ไม่เคยติว่าลูกโง่

"เราจะไม่สอนวิชาการให้ลูก แต่ทำหน้าที่แม่คือ สอนทักษะการใช้ชีวิตให้รับผิดชอบตนเอง เช่น เริ่มจากล้างชามที่ตนใช้ก่อน แล้วสอนให้รับผิดชอบผู้อื่น ดูแลผู้อื่นด้วยการสอนให้เขาจัดยาให้คุณตา อำนวยความสะดวกให้คนวัยชรา เป็นต้น"


ผู้ปกครองย้ำ การศึกษาไทย เน้นแข่งขัน

เด็กเรียนหนัก แต่ไม่รู้ทักษะการใช้ชีวิตจริง

พรทิพย์ ฝนหว่านไฟ คุณแม่ลูกสอง พื้นเพมาจากต่างจังหวัด แต่เข้ามาเรียนและทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ มาหลายสิบปี ปัจจุบัน ลูกสาวคนโต วัย ๙ ขวบ กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.๔ ส่วนลูกชายคนเล็กวัย ๔ ขวบ กำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาล ๒ ก็มีมุมมองความเห็นต่อระบบการศึกษาไทยว่า ทุกวันนี้ ระบบการศึกษาไทยยังคงเน้นการแข่งขัน คนชนะเท่านั้นจึงจะมีที่ยืนในสังคม ส่วนคนแพ้ถูกเขี่ยให้ออกจากระบบ เป็นการจัดระบบการศึกษาให้เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม มากกว่าการส่งเสริมให้เด็กได้ค้นพบทางของตนเอง

"ทุกวันนี้ เด็กต้องเรียนหนัก แต่ไม่รู้ทักษะการใช้ชีวิตที่แท้จริง ความเข้มแข็งภายในน้อย เวลาเจอปัญหา มักหาทางออกให้ตัวเองไม่ได้ ทุกข์ง่าย และมีความสุขยาก"

พรทิพย์ บอกว่า ในฐานะเป็นผู้ปกครอง เรื่องการตัดสินใจเลือกโรงเรียนนั้น ก็จะเลือกโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้านมากที่สุด ให้ลูกๆ ได้เดินทางสะดวก และเลือกโรงเรียนที่เน้นการให้ความสำคัญกับผู้เรียนเป็นหลัก

"ถามว่ามีเป้าหมายและคาดหวังในเรื่องการศึกษาของเด็กๆ ในอนาคตไหม...ก็อยากให้เขาเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด เขาชอบเรียนด้านไหนก็ส่งเสริมเขาไปทางนั้น แต่ที่สำคัญ เขาต้องรู้จักการเคารพสิทธิของผู้อื่นให้มากที่สุด อีกทั้งยังเป็นคนที่ไม่ละเลยกับความทุกข์ยากของเพื่อนร่วมสังคมด้วย และแน่นอน ครอบครัววางแผนกันไว้ว่า อนาคตเราจะพากันกลับบ้านไปทำสวนที่จังหวัดกระบี่"

เช่นเดียวกับมุมมองของ นันธิชา เงินศรีสุข ผู้ปกครองอีกคนหนึ่ง ที่ครั้งหนึ่งเคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศเยอรมัน และต่อมาได้ผันชีวิตครอบครัวจากกรุงเทพฯ ไปอยู่เชียงใหม่ โดยได้ส่งเสียเลี้ยงดูลูกชายและลูกสาวจนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และเข้าเรียนในระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยชื่อดังของเชียงใหม่ ก็บอกว่า มองดูระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันนี้ ยังไม่สอดคล้องกับเด็กไทยนะ การศึกษาของไทยยังด้อยมาก ครูบางคนก็ทำงานโดยสร้างภาพมากกว่าเนื้อหาที่เด็กจะได้รับ ในขณะที่หลายคนยังมีค่านิยมที่ว่า ต้องเลือกโรงเรียนดังๆ ให้ลูกเรียน ซึ่งทำให้เหนื่อยทั้งเด็กและผู้ปกครอง

"ยกตัวอย่าง กรณีระบบการศึกษาที่ประเทศเยอรมัน เขาจะเน้นให้ทุกโรงเรียนนั้นมีคุณภาพและมีมาตรฐานที่เท่าเทียมกันหมด ทำให้เด็กๆ ไม่ต้องเลือกโรงเรียน เด็กไม่ต้องเดินทางไกลไปเรียน ใครอาศัยอยู่ใกล้โรงเรียนไหนก็ไปเรียนที่นั่น ซึ่งแน่นอน มันทำให้ประหยัดงบประมาณหลายๆ ด้าน รวมทั้งยังปลอดภัย และช่วยลดปัญหาการจราจรได้ด้วย"

นันธิชา บอกอีกว่า เรื่องการศึกษาของลูก ที่ผ่านมา ไม่ได้วางแผนอนาคตอะไรมาก ให้ลูกเลือกเรียน ตัดสินใจเอง ให้ลูกดูว่าชอบอะไรและเลือกสิ่งที่ชอบ เพราะเขาจะต้องอยู่กับอาชีพที่เลือกนั้นไปอีกนานแสนนาน แต่ถ้าผู้ปกครองเราไปชี้และบังคับ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อเด็ก เพราะเขาไม่ชอบ แต่ฝืนเพื่อผู้ปกครอง ก็จะทำให้ลูกเครียดและนำไปสู่ความซึมเศร้าได้

"ทุกวันนี้ คาดหวังไว้แค่ว่า ถ้าลูกเรียนวิชาสาขาที่ใช่ที่ชอบ เขาก็คงจะใช้ชีวิตอยู่กับมันอย่างมีความสุข และไม่เป็นปัญหาสังคม แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ เท่าที่ดูทุกวันนี้ ความรู้ที่เด็กได้รับไม่เข้มข้นเหมือนสมัยก่อน เหมือนสมองกลวงๆ ความรู้ไม่รอบด้าน ขาดหลายอย่างที่ควรรู้ แต่มักไปรับรู้ในสิ่งที่ดูเหมือนไร้สาระมากกว่า"


การศึกษาทางเลือก...

คืออีกหนึ่งทางเลือกของการศึกษาในประเทศไทย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้เริ่มเกิดกระแสความตื่นตัวในเรื่องของการศึกษาทางเลือกกันมากขึ้นโดยในแต่ละปี มีผู้ปกครองให้ลูกหลานของตนตัดสินใจเข้าสู่ระบบการศึกษาทางเลือกกันมากขึ้น        ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ เลขาธิการสมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย ​ได้พูดถึง "การศึกษาที่เลือกได้" กับ สถานการณ์การศึกษาทางเลือกในประเทศไทย โดยได้วิเคราะห์ถึงวิกฤติปัญหาของระบบการศึกษาไทย ซึ่งสามารถสรุปได้ ๓ ประเด็นอย่างน่าสนใจว่า

หนึ่ง เป้าหมายการศึกษา ในขณะนี้มีความผิดเพี้ยนไป คับแคบ และเริ่มไม่ตอบโจทย์การพัฒนาศักยภาพผู้เรียน แต่มีเป้าหมายเพียงผลิตคนเพื่อป้อนตลาดแรงงาน ในขณะที่ตลาดแรงงานก็หดตัวแคบลง

สอง กระบวนการเรียนรู้ ทุกวันนี้ยังคงเป็นการเรียนในห้อง-ท่องจำ-สอบ-เลื่อนชั้น แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้ก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง เราต้องปรับการเรียน เปลี่ยนการสอน เพื่อให้รู้จริง รู้จัง รู้แจ้ง รู้เท่า รู้ทัน รู้กัน รู้แก้ รู้รอบ

และสาม คือ การบริหารแบบรวมศูนย์และแยกส่วน ทุกวันนี้ การบริหารการศึกษายังเป็นการรวมศูนย์และผูกขาดจากส่วนกลาง แต่กลับทำงานแยกส่วนกันหมด ไม่ประสานงานกัน ยึดติดกับโครงสร้าง และเปลี่ยนแปลงไปตามการเมือง ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน   

"เราต้องพิจารณาว่า ศักยภาพของมนุษย์นั้นมีความแตกต่างหลากหลาย เรามีกลุ่มชาติพันธุ์ไม่น้อยกว่า ๕๐ กลุ่ม กระจายตัวอยู่ในประเทศไทย แต่เรากลับใช้วิธีเรียนเหมือนกันหมด...การศึกษาที่แท้จริง คือการพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ พัฒนาความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างสังคมที่ดีในอนาคต"   

สมาคมสภาการศึกษาทางเลือก จึงปรับวิสัยทัศน์ใหม่ จากเดิมที่การศึกษาทางเลือกคือช่องทางเล็กๆ สำหรับคนที่ไม่เข้าศึกษาในกระแสหลัก เป็นการศึกษาที่ทุกคนมีสิทธิเลือกรูปแบบการเรียนที่เหมาะสมกับชีวิตของตนเอง เหมาะกับศักยภาพ ความรัก ความชอบ ความถนัด และความใฝ่ฝันของตนเอง และเมื่อเราได้เลือกการศึกษาที่เหมาะกับเรา เราก็จะมีความสุข มีพลังในการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้ที่เต็มศักยภาพ ไม่ใช่การบังคับให้เราไปเรียนในสิ่งที่เราไม่อยากเรียน                                     

ซึ่งในงานวิจัย พบว่า ปัจจุบันในประเทศไทยมีการศึกษาทางเลือกอยู่แล้ว อย่างน้อย ๗ แบบ ได้แก่

๑.      การจัดการเรียนรู้โดยครอบครัว (Home School) จัดตั้งเป็นสมาคมบ้านเรียนไทย มีสมาชิก ๔๐๐ - ๕๐๐ ครอบครัว และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

๒.     สถาบันการเรียนรู้ทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม และอื่นๆ เช่น ตาดีกา ปอเนาะ ดอยผาส้ม สัมมาสิกขา เป็นต้น

๓.     การจัดการศึกษาโดยครูภูมิปัญญา เช่น โครงการสืบสานภูมิปัญญาที่มีครูภูมิปัญญากว่า ๑๐๐ ท่าน เปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้มากกว่า ๓๐ แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ และขยายตัวไปในจังหวัดอื่นๆ และเกือบ ๒๐ ปีที่ผ่านมา มีครูภูมิปัญญากว่าหมื่นคนทั่วประเทศ ที่ไม่สามารถเชื่อมเข้ากับระบบการศึกษากระแสหลักได้

๔. การจัดการศึกษาที่อิงระบบ เช่น เป็นกลุ่มครู หรือโรงเรียนขนาดเล็กที่จัดการศึกษาที่เชื่อมโยงบ้าน-วัด-โรงเรียน-ชุมชนเข้าด้วยกัน หรือโรงเรียนเอกชนที่จัดตั้งเป็นโรงเรียนทางเลือกที่มีเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน เช่น โรงเรียนทอสี รุ่งอรุณ ไตรสิกขา ปัญญาประทีป อมาตยกุล เป็นต้น

๕.   การจัดการศึกษาโดยสถาบันนอกระบบ เช่น มูลนิธิโรงเรียนชาวนา โรงเรียนกรรมกร โรงเรียนประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน วิทยาลัยวันศุกร์ เป็นต้น

๖.      กลุ่มกิจกรรมการเรียนรู้ มีไม่น้อยกว่า ๖๐,๐๐๐ กลุ่ม เป็นกลุ่มเรียนรู้และมีกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เช่น กลุ่มป่าชุมชน กลุ่มเกษตรอินทรีย์ กลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมือง กลุ่มออมทรัพย์ เป็นต้น

๗.     แหล่งเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้ เช่น ศูนย์การเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ สื่อที่จัดการเรียนรู้ เช่น TPBS วิทยุและโทรทัศน์ชุมชน หรือรายการทุ่งแสงตะวัน เป็นต้น

"เราจำเป็นต้องมีการศึกษาที่หลากหลาย เพื่อรองรับความหลากหลายของคนในสังคม ที่มีหลากหลายศักยภาพ หลากหลายชาติพันธุ์ และหลากหลายพื้นที่ เพื่อให้การเรียนรู้เป็นการเรียนรู้ที่เต็มศักยภาพ และสร้างพลเมืองได้อย่างแท้จริง เพราะมันถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องกระจายอำนาจไปสู่ผู้เรียน สถานศึกษา ชุมชน ท้องถิ่น และสังคม"  ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ บอกย้ำเอาไว้


เมื่อผู้ปกครองลุกขึ้นมาค้นหาทางออก...

วิถีบ้านเรียน (Home School) : การศึกษาเลือกได้        

ทำไมถึงต้องมีการศึกษาบ้านเรียน ทำไมต้องมีโฮมสคูล?!     

เชื่อว่าหลายคนคงแอบตั้งคำถาม เพราะยังเป็นเรื่องใหม่ในวงการศึกษาของไทยเรา ทั้งที่มีหลายครอบครัวได้ลงมือทำกันมานานแล้วหลายสิบปี...

มีผู้ปกครองเด็กคนหนึ่ง ได้อธิบายไว้ให้เข้าใจว่า บ้านเรียน (Home School) คือ การจัดการศึกษาโดยครอบครัว แต่การเรียนรู้ของเด็กไม่ได้หมายถึงเรียนที่บ้าน แต่หมายถึง การเรียนรู้จากทุกคนที่เจอ ทุกที่ที่ไป เรียนรู้ได้ทุกเวลา ทั้งนี้รูปแบบการเรียนรู้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบ้าน แต่เท่าที่ได้มีประสบการณ์ทุกบ้านจะมีจุดร่วมเดียวกันคือ เด็กมีอิสระในการเรียนรู้ตามความสนใจของเด็ก เน้นกระบวนการการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ มากกว่าการนั่งเรียน หรือท่องจำ...

ทุกปี กลุ่มบ้านเรียนล้านนา จะร่วมกันจัดกิจกรรม  "My Way : วิถีบ้านเรียน การศึกษาเลือกได้" ที่หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อให้เด็กนักเรียนและผู้ปกครองทั่วไปได้เข้ามาเรียนรู้ เกี่ยวกับ บ้านเรียน หรือที่หลายๆ คนรู้กันดีในนาม โฮมสคูล โดยภายในลานกิจกรรม มีพ่อแม่ผู้ปกครองที่จัดการศึกษาให้กับลูกๆ ด้วยตนเอง นำเสนอผลงานกิจกรรมที่น้องๆ แต่ละคนได้ลงมือทำกันมาแสดงให้คนทั่วไปได้ชมกันด้วย  

หากใครได้มาสัมผัสเรียนรู้ กลุ่มวิถีบ้านเรียนล้านนาแล้ว จะชอบแนวคิดของคนเล็กๆ และเมื่อได้เห็นพัฒนาการของเด็กๆ เหล่านี้ ซึ่งสีหน้าแววตาแต่ละคนนั้นล้วนเปี่ยมสุข ทุกคนสนุกสนานได้เล่นกิจกรรมที่อยากเล่น ได้สัมผัสโอบกอดความรักจากพ่อแม่อย่างใกล้ชิด สดใส ร่าเริงมากกว่าเด็กๆ ทั่วไปอีกมากมายหลายคนที่ทุกวันต้องงัวเงียตื่นแต่เช้ามืด รีบแต่งชุดนักเรียน แบกเป้อันหนักอึ้ง นั่งรถไปโรงเรียน ครั้นพอเลิกเรียนแล้วก็ต้องไปนั่งติวเรียนพิเศษ เป้าหมายเพื่อให้เรียนเก่งๆ กว่าคนอื่น และสอบได้คะแนนเยอะๆ จบแล้ว ออกมาหางานทำ ให้ได้เงินเดือนสูงๆ มีครอบครัว มีลูก แล้วก็เดินไปบนสายพานซ้ำๆ เดิมๆ ส่งลูกเข้าโรงเรียน เหมือนกับที่พ่อแม่ได้เดินผ่านมา

ในงาน ยังมีกิจกรรมล้อมวงแลกเปลี่ยนการจัดการเรียนรู้ของเด็กบ้านเรียนของแต่ละครอบครัว พ่อแม่และลูกร่วมกันบอกเล่าประสบการณ์ของตนเองให้ทุกคนฟังกันอย่างน่าสนใจ

ยกตัวอย่าง วีรวัฒน์ กังวานนวกุล พ่อของน้องแปลนและปูน เจ้าของบ้านเรียนแปลนปูน ซึ่งไปก่อร่างสร้างครอบครัวกันที่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย และตัดสินใจทำบ้านเรียนให้กับลูกชายทั้งสองคน

"มาอยู่ชนบทแบบนี้ ตั้งใจจะเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด ไม่เบียดเบียนชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งหลายคนมักมองว่าชนบทนั้นไม่เจริญ น่าสงสาร แต่ตัวเองมองว่า ชุมชนชนบทนั้นมีคุณค่าความงามมากกว่า จึงเลือกให้การศึกษาแก่ลูกแบบบ้านเรียนที่นี่ เพราะเชื่อว่าชุมชนมีสิ่งดีงาม มีคุณค่ามากมายหลายอย่าง เขาฝึกลูก ให้เรียนรู้การช่วยเหลือตนเอง ไม่ได้บังคับ แต่จะมองลูกว่าจะพัฒนาให้ลูกมีศักยภาพได้อย่างไร"

พอแปลนเริ่มโตได้ไม่กี่ขวบ ก็เริ่มไปเล่านิทานให้เด็กๆ ในศูนย์เด็กเล็กในชุมชน แล้วเริ่มพัฒนาการเรียนรู้ ผ่านการคิด วิเคราะห์อย่างเป็นระบบด้วยตนเอง โดยพ่อแม่เป็นเพียงผู้คอยหนุนเสริม จนกระทั่งวันหนึ่ง ลูกชายวัย ๑๐ กว่าขวบ สนใจเรื่องกว่างและด้วง แต่ไม่ได้สนใจเรื่องกีฬาชนกว่างเหมือนคนทั่วไป แต่สนใจว่าโลกของกว่างนั้นมาจากไหน

"จากนั้น ลูกชายเริ่มเรียนรู้ ค้นคว้าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ นี้ ตั้งแต่เล็กจนโต จนนำไปสู่การเขียนบันทึก วาดรูป งานปั้น งานปัก รูปกว่าง รูปด้วงต่างๆ ล่าสุด กลายเป็นผลิตภัณฑ์งานทํามือ (Handmade) ผลงานทั้งหมดเกิดจากการฝึกฝนของแปลน และการทดลองทําด้วยความตั้งใจออกมาจำหน่าย เป็นที่สนใจของคนรักงานทำมือในขณะนี้"

ส่วนน้องต้นกล้า จากบ้านเรียนต้นกล้า ซึ่งเป็นลูกชายชาวนา พ่อทำนาปลูกข้าว ๕๐ ไร่ จนนำไปสู่การเลี้ยงเป็ด ๓๐๐ ตัว เพื่อกำจัดหอยเชอรี่ในนาข้าว จนน้องต้นกล้า กลายเป็นเด็กชายเลี้ยงเป็ดตั้งแต่วัย ๘ - ๙ ขวบ มีความสุขกับการเก็บไข่เป็ดอารมณ์ดีไปขาย เก็บออมเงิน กระทั่งสามารถแบกเป้ไปเที่ยวอเมริกามาแล้ว

เขาบอกว่า "นอกจากได้ความรู้เรื่องเกษตร เรื่องการเลี้ยงเป็ดแล้ว เขายังได้เรียนรู้เรื่องการทำบัญชี โดยหาความรู้จากหนังสือ ผู้รู้ และอินเทอร์เน็ตด้วยตนเอง"  

ส่วนน้องมิคาเอล จากบ้านเรียนมิคาเอล ที่เก่งทางด้านการคิด วิเคราะห์ ทางด้านวิศวกรรม และนำเสนอออกมาในรูปแบบเลโก้ ว่ากันว่า เลโก้ของเขามีความพิเศษมาก สลับซับซ้อนมาก มีเปิดได้ หมุนได้ ยกแล้วซ้อนกันสามสี่ชั้น อะไรอย่างนี้ มีซอกมีมุม ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเขาจะมีความคิดซับซ้อนได้มากขนาดนี้

อีกคนหนึ่ง ที่หลายคนแอบชื่นชม ก็คือ น้องสู่ขวัญ สมเงิน วัย ๑๐ ขวบ ลูกสาวคนเดียวของพ่อสุขี - แม่สมพิศ สมเงิน ที่ผันตัวเองจากเมืองกรุงไปสร้างครอบครัวบ้านเรียน อยู่ที่หมู่บ้านห้วยกุ อำเภอพร้าว เชียงใหม่ กระทั่งให้กำเนิดลูกสาวน่ารักคนนี้ขึ้นมา ท่ามกลางธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของลูกสาวเป็นอย่างมาก

น้องสู่ขวัญ เติบโตเรียนรู้จากการอ่าน โดยคุณแม่เสาะหานิทานมาให้อ่าน พัฒนาทักษะด้วยตัวเองเรื่อยๆ จนน้องสู่ขวัญชอบการวาดรูป และการเขียนนิทานเป็นภาษาอังกฤษ และที่โดดเด่นมากที่สุดก็คือ น้องสู่ขวัญสามารถแต่งนิทานและเล่านิทานเป็นภาษาอังกฤษ ด้วยสำเนียงลีลาเป็นที่ฮือฮาแก่ผู้คนทั่วไป

เมื่อถามคุณแม่ว่าสอนลูกอย่างไรถึงเรียน เขียน อ่านภาษาอังกฤษได้เก่งแบบนี้

"ไม่ได้ทำอะไรมากเลย เพียงแต่เตรียมทักษะการเรียนรู้ ให้ลูกตั้งแต่ยังเล็กๆ บอกลูกว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกคือเพื่อน เรียนรู้โลกจากความจริง ใบไม้ ก้อนหิน คือครู แม่เรียน เล่นกับลูก ที่สำคัญ ฝึกความกล้า ความมั่นใจในตัวเด็ก คุณแม่เลือกพาน้องสู่ขวัญ ไปเรียนรู้ภาษาตามสวนสาธารณะหนองบวกหาด และอ่างแก้ว มช.เพื่อฝึกให้ลูกสาวสื่อสารสนทนากับชาวต่างชาติด้วยตนเองจนพูดอ่านเขียนได้ขนาดนี้"  คุณแม่สมพิศบอกเล่า

ในขณะที่ โจน จันได เจ้าของสวนพันพรรณ ก็เป็นอีกครอบครัวหนึ่งที่ฝึกให้ลูกเรียนรู้ด้วยตนเอง บอกกับเราว่า จริงๆ แล้ว เด็กๆ ทุกคนต้องการสร้างจินตนาการ ความคิด ความฝัน แต่ทุกวันนี้ระบบการศึกษาในโรงเรียน กลับไปยุติความฝัน ไปปิดกั้นจินตนาการของเด็ก ทำให้ห่อเหี่ยว และระบบการศึกษาในระบบนั้นผลักคนออกมาเพื่อให้คนคิดเหมือนกัน แต่ไม่ได้ผลิตเพื่อให้คนคิดต่าง 

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดี เมื่อการศึกษาแบบบ้านเรียน ขณะนี้ได้ถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการศึกษาในแต่ละพื้นที่เขตการศึกษาฯ ที่พร้อมเข้ามาสนับสนุน และกำลังเป็นที่สนใจของพ่อแม่ผู้ปกครองนำลูกมาสู่วิถีบ้านเรียนกันมากขึ้น แน่นอน การเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ทำให้หลายคนเห็นชีวิต มีเสรีภาพ อิสรภาพ ความดี ความงาม ความจริง และความรัก ลอยวนไปทั่ว และผมเชื่อว่า วิถีบ้านเรียน จะกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของการศึกษาไทยในเวลานี้ ที่ให้เด็กมีสิทธิในการเลือกทางเดินของตนเองได้

และทั้งหมดนี้ เป็นนานาทัศนะ มุมมองความเห็นของผู้ปกครองและคนทำงานด้านการศึกษา ที่บอกย้ำให้เราได้ฉุกคิดกันต่อ ว่าที่สุดแล้วทิศทางของระบบการศึกษาของไทยเราจะไปในทางใดในอนาคต บนเส้นทางความสุขหรือความทุกข์ของชีวิต?

------------------------------------

ข้อมูลประกอบ

"สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์" ประธานทีดีอาร์ไอชี้ "ประเทศไทยกับอนาคตใหม่การศึกษา" เด็กอยู่ในห้องเรียน ๑,๐๐๐ - ๑,๒๐๐ ชั่วโมง/ปี-แต่ครูหายไปไหน ๘๔ วัน/ปี - สมศ.ประเมินครูที่"กระดาษ"  http://thaipublica.org/ 2015/03/trdi-education/

"การศึกษาที่เลือกได้" - สถานการณ์การศึกษาทางเลือกในประเทศไทย, ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๘  https://www.schoolofchangemakers.com/knowledge/9785

 


[๑] สำนักงานรับรองมาตรฐานการประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน)

[๒] สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์กรมหาชน)

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >