หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก
จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 27 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

รับข่าวสารฟรีจาก ยส.

ใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน




แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 78 :วิกฤติสังคมไทย บทเรียน และ การตั้งรับ

วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 78


หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ
เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา


หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือ Jesus CEO

เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCIบทความใหม่ใน PCI  => ปั๊กส์คริสตีอินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้สวดภาวนาและจัดกิจกรรมเพื่อประเทศซิมบับเว

ACPP - Hotline Asiaบทความใหม่ใน ACPP = ประกันความปลอดภัยและปกป้องแรงงานอพยพชาวชนเผ่า - อินเดีย


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

ทุ่นระเบิดสังหาร พิมพ์
Monday, 22 May 2006

1. ทุ่นระเบิดสังหาร

คอลัมน์ วิเทศวิถี วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10257

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01for05100449&show=1&sectionid=0104&day=2006/04/10

วรรัตน์ ตานิกูจิ

จะมีใครสักกี่คนที่ทราบว่าวันที่ 4 เมษายนที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็น "วันรณรงค์การดำเนินงานด้านทุ่นระเบิดสากล" หรือ "International Day for Mine Awareness and Assistance in Mine Action" ครั้งแรกของโลก หลังจากที่ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติได้ให้การรับรองข้อมติที่ประกาศให้วันดังว่ากลายเป็นวันสำคัญของทุกประเทศทั่วโลกตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมปีที่ผ่านมา

หากพิจารณาการเก็บรวบรวมเกี่ยวกับจำนวนผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเนื่องจากทุ่นระเบิดจะเห็นได้ว่า ตัวเลขของผู้ได้รับผลกระทบลดน้อยลงจากที่ราว 26,000 คนต่อปีในช่วงทศวรรษที่ 90 เหลือเพียงแค่ 15,000-20,000 คนต่อปีในปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าน่าวิตกกังวล เพราะนั่นหมายถึงว่ายังคงมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเนื่องจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลราว 40-50 คนต่อวัน โดยกองทุนสงเคราะห์เด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) ระบุว่ามีเด็กที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดสังหารจนต้องพิการหรือเสียชีวิตราว 3,000-4,000 คนต่อปีเลยทีเดียว

ปัจจุบันนี้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลยังคงกระจัดกระจายไปในพื้นที่ของประเทศต่างๆ รวม 82 ประเทศ และแน่นอนว่าสภาพการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้คนในประเทศเหล่านั้นไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เช่นปกติ เพราะคงไม่มีใครจะมีชีวิตที่เป็นสุขได้หากต้องกังวลใจทุกครั้งที่สมาชิกในครอบครัวออกไปทำมาหากินในพื้นที่ที่ยังคงมีทุ่นระเบิดฝังอยู่ใต้พื้นดิน แม้แต่ลูกเล็กเด็กแดงที่ออกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน ก็อาจตกเป็นเหยื่อของอาวุธสังหารนี้ได้ไม่ต่างกัน

ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ยังคงมีทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอยู่ในพื้นที่เช่นกัน ทั้งนี้ จากข้อมูลของกองสันติภาพ ความมั่นคง และการลดอาวุธ กรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของไทยกินบริเวณกว้างถึง 2,556.7 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ถึง 27 จังหวัด ใน 84 อำเภอ 185 ตำบล หรือ 531 ชุมชน แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นเขตที่อยู่ติดหรือใกล้กับชายแดน

แม้ว่าไทยจะเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ลงนามในอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการห้ามใช้ สะสม ผลิต โอน และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2540 และได้ทำการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ขึ้นมาหลังจากนั้น แต่ต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในอดีตที่ผ่านมายังเป็นไปอย่างล่าช้าจนน่าวิตก

นับตั้งแต่ปี 2543-2548 ประมาณการว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในไทยเพิ่งจะดำเนินการไปได้เพียงร้อยละ 0.15 ของพื้นที่ที่มีปัญหา หรือราว 3.89 ตารางกิโลเมตร จากพื้นที่รวม 2,556.7 ตารางกิโลเมตร

แน่นอนว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลนั้นไม่ได้ทำได้โดยง่าย แน่นอนว่าเราจำเป็นต้องทุ่มเททั้งงบประมาณและเวลามากมายไปเพื่อการนี้ แน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องก็ได้ทุ่มเทความสามารถเพื่อปฏิบัติหน้าที่ให้ได้ผลดีที่สุดตามกำลังที่มี แต่ก็เป็นเรื่องแน่นอนอีกเช่นกันที่ว่าเราจำเป็นต้องเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทั้งหมดให้แล้วเสร็จ

เหตุผลไม่ใช่เพียงเพราะเรามีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ ที่บังคับให้ต้องเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกฝังไว้เหล่านี้ให้หมดไปภายในวันที่ 10 เมษายน 2552 หรืออีกเพียง 3 ปีนับจากนี้ไปเท่านั้น แต่เพราะการดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้คนไทยราว 500,000 คนในพื้นที่เสี่ยงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขตามสิทธิที่เขาควรจะมี

คำถามจึงอยู่ที่ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาผู้บริหารที่มีอำนาจในการตัดสินใจในระดับนโยบายรวมไปถึงการจัดสรรงบประมาณ ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังเพียงไร

หากเราต้องใช้เวลาเกือบ 6 ปีเพื่อการเก็บกู้ระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่เพียงไม่ถึงร้อยละ 1 ของพื้นที่ที่มีปัญหา แล้วเวลาอีกเพียง 3 ปีเราจะเก็บกู้ระเบิดได้อีกมากเท่าใด

อย่าลืมว่าการแสดงให้เห็นว่าเราตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ไม่ได้พิสูจน์ด้วยตรรกะเพียงว่า เราเป็นประเทศแรกๆ ที่ได้ร่วมลงนามเป็นภาคีในอนุสัญญาฯใดๆ ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

< ก่อนหน้า

อนึ่ง บทความ หรือข้อเขียนทั้งหมดที่นำลงเว็บไซต์ jpthai.org เป็นทัศนะเฉพาะของผู้เขียน
และไม่ผูกพันกับคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ

ทางเว็บไซต์ jpthai อนุญาตให้คัดลอกบทความ/ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้
แต่กรุณาระบุชื่อผู้เขียน และแหล่งที่มาด้วย ขอบคุณค่ะ