หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow หน้าหลัก
จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 60 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

รับข่าวสารฟรีจาก ยส.

ใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน




แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 77 : สิทธิ หน้าที่ และ ความรับผิดชอบ

วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 77


หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ
เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา


หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือ Jesus CEO

เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCIบทความใหม่ใน PCI  => ปั๊กส์คริสตีอินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้สวดภาวนาและจัดกิจกรรมเพื่อประเทศซิมบับเว

ACPP - Hotline Asiaบทความใหม่ใน ACPP = ประกันความปลอดภัยและปกป้องแรงงานอพยพชาวชนเผ่า - อินเดีย


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

ไตร่ตรองเรื่องวิกฤติโลกร้อน - อัจฉรา สมแสงสรวง พิมพ์
Thursday, 13 September 2007

Image
ไตร่ตรองเรื่องวิกฤติโลกร้อน 

อัจฉรา  สมแสงสรวง


ในการประชุมเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนา เมื่อวันที่ ๒๖ – ๒๗  เมษายน ๒๐๐๗  ศาสนจักรคาทอลิก โดยองค์ผู้นำ พระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ ๑๖ ทรงเรียกร้องให้ทุกคนเคารพสิ่งสร้าง และจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องร่วมมือกันเพื่อให้วาระการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวาระสำคัญยิ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืนในศตวรรษที่ ๒๑  ทั้งนี้ ประชากรทุกเผ่าพันธุ์   ทั้งที่กำลังสาละวนกับการทำสงคราม อันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์การเมือง หรือไม่ก็ตาม ต่างกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง และหลีกเลี่ยงไม่ได้   จากอากาศที่ร้อนขึ้นหรือเย็นลงอย่างยาวนาน  จนดูเหมือนว่าเป็นรอบของธรรมชาติที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคน้ำแข็งใหม่ โดยที่มนุษย์แทบไม่รู้สึกตัว 

  • ปรากฏการณ์ภูเขาน้ำแข็งในขั้วโลกใต้ก้อนมหึมาพังทลายลงอันเนื่องมาจากอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นเป็นสาเหตุให้ระดับน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้นปีละประมาณ ๑ เมตร   และส่งผลกระทบต่อประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกใต้บางประเทศ อาทิ ตูวาลู (Tuvalu) และคีรีบาส (Kiribati)  ที่มีพื้นดินสูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง ๓ เมตร   กำลังถูกน้ำทะเลกลืนผืนดินอย่างต่อเนื่องImage
  • ประเทศบังคลาเทศ ที่ทางกายภาพ ตั้งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าน้ำทะเล  ประชากรที่ยากจนกว่า ๓๐ ล้านคน ต้องเผชิญกับสภาพน้ำท่วมซ้ำซาก และกลายเป็นกลุ่มคนที่พลัดถิ่นที่อยู่อาศัย
  • อุณหภูมิในมหาสมุทรแอตแลนติกที่สูงขึ้น อันเป็นที่มาของพายุเฮอร์ริเคน และทอร์นาโดที่รุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ในรอบ ๓๐ปี ที่ผ่านมา
  • ภาวะน้ำท่วมอย่างผิดฤดูกาลในทวีปยุโรป
  • ภาวะแห้งแล้งที่กินเวลานาน จนหลายพื้นที่ในภูมิภาคต่างๆ ของโลก กลายเป็นพื้นที่ทะเลทรายใหม่
  • การแพร่กระจายของเชื้อมาเลเรียที่ไม่เคยมีมาก่อน ในเขตที่สูงกว่า ๗,๐๐๐ ฟุตจากระดับน้ำทะเล เช่น ในโคลัมเบีย ในเทือกเขาแอนดิส รวมไปถึงบรรดาสัตว์อย่างน้อย ๒๗๙ สปีชีส์ พยายามย้ายถิ่นที่อยู่

Imageสภาพที่กล่าวมา ประเทศไทยก็เผชิญเข้าแล้ว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สภาพอากาศที่แปรปรวน  ภาวะน้ำท่วมในภาคกลางยาวนาน การเกิดคลื่นสูงตามชายฝั่งทะเล  อุณหภูมิที่สูงขึ้นเกือบถึง ๔๕  องศาเซลเซียส ฤดูฝนที่มาก่อนฤดูกาล  และการเกิดพายุฝนฟ้าคะนองที่รุนแรง รวมไปถึงการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพอากาศเย็นชื้นยาวนาน เช่น เชื้อโรคไข้หวัดนก และไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น

การเผชิญหน้ากับนิเวศน์ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงนี้เป็นการท้าทายที่ยิ่งใหญ่ พระศาสนจักรเป็นด่านหน้า ที่ต้องรับมือ เพราะปัญหาอันใหญ่หลวงนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องศีลธรรมโดยตรง  และผู้ที่ได้รับผลกระทบจำนวนมหาศาล คือ คนยากจน  ที่โดยชีวิตปกติก็แทบจะไม่มีโอกาสเข้าถึงความร่ำImageรวยทางธรรมชาติอยู่แล้ว  ในความเชื่อของคริสตชน  นิเวศน์ธรรมชาติเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์  ดังปรากฏในพระคัมภีร์บทปฐมกาล  พระเจ้าทรงประทานโลกและสิ่งสร้างเพื่อมนุษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่าได้ใช้ประโยชน์และดูแลรักษา  เพื่อมนุษย์ได้ดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีและครบครัน แต่ทุกวันนี้ สังคมมนุษย์ที่หลงติดอยู่ในกับดักแห่งการพัฒนาที่มุ่งแต่การเติบโตทางเศรษฐกิจ  มนุษย์เราใช้ชีวิตเป็นเสมือนโจรสลัด   เราปล้นสะดมต้นทุนชีวิตของเราเอง  หรือหากเปรียบนิเวศน์ธรรมชาติเป็นดังธนาคาร  เราไปถอนเงินฝากของเราออกมาใช้อย่างอีรุ่ยฉุยแฉก ขณะนี้คลังเงินในธนาคารกำลังหมดไป

พระศาสนจักรในฐานะผู้สืบทอดพันธกิจของพระคริสตเจ้า “เรามาเพื่อท่านจะมีชีวิต และมีชีวิตที่สมบูรณ์”(ยน ๑๐ - ๑๐) จะช่วยให้ประชากรของโลกมีชีวิตที่สมบูรณ์อย่างไร  ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงนิเวศน์ธรรมชาติ ในที่สุดจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราทั้งหมด 

Imageในพิธีบูชาขอบพระคุณของชาวคริสต์  โดยเฉพาะภาคบูชาขอบพระคุณ  แผ่นปังและเหล้าองุ่น มีนัยที่สำคัญที่สุด ซึ่งอธิบายถึงสิ่งจำเป็นของมนุษย์ และการงานอันเป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์  นั่นคือ มนุษย์ต้องมีชีวิตและเจริญเติบโต ด้วยการกระทำเพื่อได้รับประโยชน์สูงสุดจากสิ่งสร้าง   แผ่นปังทำมาจากข้าวสาลี ที่เติบโตงอกงามจากผืนดิน ผ่านการนวด สี  โม่ และอบ เช่นเดียวกับเหล้าองุ่น ที่เป็นผลมาจากน้ำองุ่น อันเป็นผลมาจากแรงงานของมนุษย์ ดังนั้น การรับศีลมหาสนิท (การรับแผ่นปังของชาวคริสต์) เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์กับนิเวศน์ธรรมชาติ ที่เป็นความสัมพันธ์ชนิดแนบแน่น และเต็มไปด้วยความเคารพ มิใช่ความสัมพันธ์เชิงเอาเปรียบ ตักตวงเอาประโยชน์จากธรรมชาติ  

พระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ ๒ เคยกล่าวเตือนว่า ปัญหานิเวศน์ธรรมชาติเป็นเรื่องของจริยธรรมของมนุษย์ พระองค์เรียกร้องคริสตชนให้หันมาร่วมฟื้นฟูนิเวศน์ธรรมชาติ  และให้ตระหนักว่าภารกิจดังกล่าวเป็นกระแสเรียกของมนุษย์ทุกคน  มนุษย์ควรเปลี่ยนแปลงด้านนิเวศน์ชีวิตของตนเอง ด้วยการฟื้นฟูจิตวิญญาณของตนเอง  ควบคู่ไปกับการเคารพฟื้นฟูธรรมชาติ  และต้องออกจากตนเองไปสู่ผู้อื่น  พระศาสนจักรในยุคปัจจุบัน ยังนำหลักคำสอนด้านสังคมที่สำคัญมายืนยันข้อเรียกร้องดังกล่าว  


เรื่องที่หนึ่ง ประโยชน์ผาสุกของส่วนรวม (Common Good)  

Imageวิกฤตินิเวศน์ธรรมชาติ  โดยเฉพาะประเด็นภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เป็นตัวอย่างของการคำนึงเรื่องความผาสุกของส่วนรวม  ทั้งนี้ อากาศที่ห่อหุ้มโลก ก็ห่อหุ้มมนุษย์  สัตว์ พืช  และสิ่งมีชีวิตทุกชนิด   และเมื่อทุกชีวิตอยู่รอดด้วยอากาศ   สิ่งนี้อธิบายได้ถึงความเป็นสากลของประโยชน์ผาสุกของส่วนรวม  ซึ่งไม่ว่ามนุษย์ในยุคใดก็ตามต้องร่วมกันรับผิดชอบ ดูแล รักษา และเข้าถึงประโยชน์ร่วมกัน การส่งต่อปัญหาโลกร้อนแก่คนรุ่นต่อไป  สะท้อนถึงความไม่รับผิดชอบ และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของมนุษย์ในยุคที่ให้คุณค่าแก่วัตถุสำคัญกว่าความเป็นมนุษย์   เราไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะทิ้งมรดกแห่งปัญหาที่ยิ่งใหญ่แก่ลูกหลาน  ทั้งนี้ ในฐานะผู้พิทักษ์มรดกของพวกเขา เรามีพันธะหน้าที่ที่ต้องเคารพในศักดิ์ศรีของคนรุ่นใหม่ด้วย  และต้องส่งต่อมรดกแห่งนิเวศน์ธรรมชาติที่เราได้รับมาจากบรรพบุรุษให้แก่ลูกหลาน เพื่อว่าชีวิตของอนุชนรุ่นหลังจะดำรงชีวิตอย่างดีกว่ายุคสมัยที่เราเป็นอยู่นี้  


เรื่องที่สอง การพิทักษ์รักษาสิ่งสร้างของพระเจ้า (Stewardship) 

Imageการพิทักษ์รักษาในความเข้าใจของคริสตชน เป็นการกระทำที่เต็มไปด้วยความรับผิดชอบทางศีลธรรม สิ่งแวดล้อมและทรัพย์สินบนโลกนี้ เป็นสิ่งจำนองทางสังคม  โลกนี้เป็นของพระเจ้า  และเป็นสิ่งที่ให้ยืมแก่มนุษย์  มนุษย์ควรเป็นผู้พิทักษ์ที่ดีต่อโลก เราควรใช้สติปัญญาซึ่งพระเจ้าประทานมาให้ ในการร่วมกันปกป้องศักดิ์ศรีและชีวิตมนุษย์ด้วยกัน และปฏิบัติการเพื่อดูแลรักษาสรรพสิ่งบนโลกนี้ด้วยความรัก

การพิทักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของทุกคนไม่ว่าร่ำรวยหรือยากจนที่ต้องปฏิบัติด้วยจิตสำนึกแห่งศีลธรรม   เราต้องดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความรับผิดชอบ ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่ง หรือมีชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติ มากกว่าการจัดการธรรมชาติราวกับว่ามิได้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ  


เรื่องที่สาม การพัฒนาที่แท้จริง  (Authentic Development) 

Imageการพัฒนาที่แท้จริง ควรพิจารณาถึงมิติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง  ทั้งในเรื่องศีลธรรมของประชาชน ความรับผิดชอบของสังคม  การปฏิบัติความยุติธรรม  การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และการเคารพต่อแบบแผนทางวัฒนธรรมที่ช่วยให้มนุษย์ทุกคนมีมาตรฐานการดำรงชีวิตที่สมบูรณ์ขึ้น  มากกว่าเรื่องของการมีวัตถุในครอบครองเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว  เราต้องไม่ปล่อยให้ความกระหายอยากวัตถุ มีมากจนกระทั่งทำให้ความคิดคำนึงของเราต่อความทุกข์ยากของผู้อื่นสูญหายไป การดำเนินชีวิตที่ให้ความสนใจน้อย ต่อการได้มาซึ่งวัตถุ อาจเป็นสิ่งที่เตือนเราถึง การ เป็น มนุษย์ของเรามีค่ายิ่งกว่า  การ มี สิ่งของต่างๆ ไว้ในครอบครองมากมาย

ประเด็นภาวะโลกร้อนที่หนักหน่วงอยู่ในขณะนี้  เป็นสิ่งที่ท้าทายการพัฒนาอย่างยิ่ง  เราไม่ควรที่จะโต้เถียงกัน หรือประณามกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งว่าเป็นตัวต้นเหตุ  เช่น การกล่าวหาที่เป็นสูตรสำเร็จว่า ชาวเขา / ผู้อยู่บนดอย เป็นผู้ที่เผาป่า อันเป็นเหตุให้เกิดวิกฤติอากาศร้อนในภาคเหนือ เมื่อเดือนมีนาคม – เมษายน ที่ผ่านมา ทั้งนี้ การพัฒนาที่เน้นเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายก็ละเลยเรื่องศีลธรรม กระทำการด้วยความไม่รับผิดชอบ มุ่งแต่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น และสกัดกั้นไม่ให้คนด้อยโอกาสกว่าเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงได้รับ หรือพูดง่ายๆ ว่า ถ้าเป็นผลประโยชน์ ฉันเอา แต่ถ้าเป็นผลเสีย คุณรับไปก็แล้วกัน 

จุดยืนเรื่องการพัฒนาที่แท้จริง  ที่ปรากฏในสมณสาสน์การพัฒนาประชาชาติ (ค.ศ.๑๙๖๗) ยังเป็นสิ่งร่วมสมัยในปัจจุบันนี้  โดยเฉพาะเรื่องความรับผิดชอบทางศีลธรรมของประเทศที่ก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม  ที่ต้องปรับการผลิตมิให้ล้นเกินความจำเป็น เกินการบริโภคที่ควรจะเป็น  ประเทศเหล่านี้ที่มีความพร้อมด้านเงินทุน มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี  และมีสมรรถนะในการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ควรหันมาช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่ยังเผชิญกับภาคเกษตรที่ล้มลุกคลุกคลาน (เพราะถูกประเทศที่พัฒนาเข้ามาตักตวงทรัพยากรธรรมชาติไป)  เพื่อให้เขาได้หลุดพ้นจากสภาพยากจนที่กดทับอยู่  และที่สำคัญ การพัฒนาทั้งสองภาคนี้ต้องมีดุลยภาพแห่งการเคารพคุณค่าของธรรมชาติ และการคำนึงถึงชีวิตที่ผาสุกของมนุษย์ทุกคน   

เรื่องที่สี่  ความยุติธรรมเป็นความยุติธรรมต่อคนยากจนหรือไม่

Imageการปรับตัวของกลุ่มคนเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่าย เหมือนกับผู้ที่มีกำลังทางเศรษฐกิจ เพราะชีวิตของเขาทั้งหมดขึ้นอยู่กับต้นทุนธรรมชาติ ในที่สุด พวกเขาต้องเป็นผู้อพยพอีกครั้ง จากการเปลี่ยนแปลงของอากาศ  และเป็นความยุติธรรมหรือไม่ต่อคนรุ่นใหม่  ผู้ที่ต้องรับเอามรดกของอากาศที่ผันแปรอยู่อย่างต่อเนื่องและภัยพิบัติจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น  การกลับมาแพร่กระจายของเชื้อโรคเขตร้อน และผลกระทบต่อภาคเกษตร  ที่สุดถือเป็นความอยุติธรรมต่อสิ่งสร้างทั้งหมด เพราะไม่มีสิ่งใดหลบเลี่ยงจากการถูกรบกวนด้วยความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ

ความห่วงใย รวมไปถึงจุดยืนทางศาสนาข้างต้นจะไม่บรรลุผล หากไม่มีการปฏิบัติในชีวิตจริง  ภาวะโลกร้อน และอากาศที่เปลี่ยนแปลง กำลังท้าทายความเชื่อของผู้มีศาสนา ว่า เรายังปฏิบัติความรักต่อเพื่อนพี่น้องของเราหรือไม่   เรายังเป็นมนุษย์คนหนึ่งในครอบครัวมนุษยชาติ ที่ต้องดำรงชีวิตอยู่โดยสัมพันธ์กับสรรพสิ่งหรือไม่  หากคำตอบว่า ความรักต่อเพื่อนบ้านเป็นความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เพื่อรวมเราเป็นหนึ่งเดียวกันในโลกธรรมชาตินี้  การดำเนินชีวิตท่ามกลางวิกฤตินิเวศน์ธรรมชาติ ควรมีคุณค่าหลักซึ่งมาจากพลังจิตภายใน นั่นคือ การควบคุมตนเอง ความชีวิตท่ามกลางวิกฤตินิเวศน์ธรรมชาติ ควรมีคุณค่าหลักซึ่งมาจากพลังจิตภายใน นั่นคือ การควบคุมตนเอง ความสุขุมรอบคอบ ความยุติธรรม และความกล้าหาญ[๑] ซึ่งทั้ง ๔ คุณค่านี้ ช่วยให้มนุษย์ดำรงอยู่อย่างสมดุลกับมนุษย์ด้วยกัน และกับธรรมชาติอันเป็นสิ่งสร้างของพระเจ้า ทั้งนี้ ความสำเร็จในชีวิตมนุษย์มาจากการที่มนุษย์มีความสุขสูงสุดจากการใช้ทรัพยากรของโลกน้อยที่สุด   “enough is enough”[๒]



[๑] Thomas Aquinas

[๒] E.F. Shumacher , Small is Beautiful : Economic as if People Mattered


ถัดไป >

อนึ่ง บทความ หรือข้อเขียนทั้งหมดที่นำลงเว็บไซต์ jpthai.org เป็นทัศนะเฉพาะของผู้เขียน
และไม่ผูกพันกับคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ

ทางเว็บไซต์ jpthai อนุญาตให้คัดลอกบทความ/ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้
แต่กรุณาระบุชื่อผู้เขียน และแหล่งที่มาด้วย ขอบคุณค่ะ