หน้าหลัก arrow มุมมองสิทธิฯ ในหนัง arrow The Da Vinci Code โดย บาทหลวงวิสูตร ปัญญาวชิราสูตร
หน้าหลัก
รู้จักยส
อยู่กับปวงประชา
ข่าวย้อนหลัง
เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน
ผู้ไถ่ : รายงานสถานการณ์
การศึกษาเพื่อสิทธิ&สันติภาพ
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
กิจกรรม ยส.
คลังภาพ ยส.
เว็บบอร์ด ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
Facebook ยส.

ยส. (ยุติธรรมและสันติ)

จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 78 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 115: วัฒนธรรมการดูแลเอาใจใส่ เป็นหนทางสู่สันติภาพ
 วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ 115


สมณลิขิตเตือนใจ...แอมะซอนที่รัก (QUERIDA AMAZONIA)
 แอมะซอนที่รัก
(QUERIDA AMAZONIA)
สมณลิขิตเตือนใจ...
ของสมเด็จ-
พระสันตะปาปาฟรังซิส


จงสรรเสริญพระเจ้า... การก้าวออกไปอย่างต่อเนื่องของเอเชีย
หนังสือแปล
จงสรรเสริญพระเจ้า...
การก้าวออกไป
อย่างต่อเนื่องของเอเชีย


วันสันติสากล 1 มกราคม 2021
สารวันสันติสากล
1 มกราคม 2021
วัฒนธรรม
การดูแลเอาใจใส่
เป็นหนทางสู่สันติภาพ


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 2 และ3
หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร
ภาคที่ 2 และ3
 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 1
หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร ภาคที่ 1



หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ
หนังสือแปล
Jesus CEO :
พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ



หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา
หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา


พระสมณสาสน์ความรักในความจริง : Caritas in Veritate
หนังสือแปล
Caritas in Veritate :

พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง



โปสเตอร์ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ พ.ศ.2532
โปสเตอร์
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
แห่งสหประชาชาติ
พ.ศ.2532


เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCI

ACPP - Hotline Asia


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

หน่วยงานองค์กรคาทอลิก


The Da Vinci Code โดย บาทหลวงวิสูตร ปัญญาวชิราสูตร พิมพ์
Thursday, 17 August 2006


เนื้อในหนัง
บาทหลวงวิสูตร ปัญญาวชิราสูตร

Image

The Da Vinci Code

เรื่องจริง?... นิยาย?... ศรัทธา?...  

“แล้วพวกท่านเล่า... ว่าเราเป็นใคร?”


ยังจำเหรียญที่นักบุญเปโตรหยิบออกมาจากปากปลา ตามคำสั่งของพระเยซู เพื่อนำไปจ่ายภาษีให้ซีซาร์ได้หรือไม่? เหรียญเข้าไปอยู่ในปากปลาได้อย่างไร? มันตกอยู่ในมือของใครบ้าง? เกิดอะไรขึ้นกับคนที่ได้ครอบครองเหรียญนั้น? และมีใครรู้ไหมว่าปัจจุบันนี้เหรียญนั้นอยู่ที่ไหน? 


Image
รหัสลับ ดาวินชี่ เป็น นิยาย ร่วมสมัยเล่มหนึ่งซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวางในหลายแง่มุม มีคำถามหรือความสงสัยประเภท “จริงหรือนี่?” มีอารมณ์ความรู้สึกหลายๆ อย่างของชาวคริสต์และมีจำนวนไม่น้อยที่ขุ่นมัว มีความเข้าใจและเห็นใจจากเพื่อนชาวศาสนาอื่นๆ เป็นนิยายที่ทำให้เกิดทั้งการจัดสัมมนา บทความ รวมถึงหนังสือเชิงวิชาการออกมาตอบคำถามต่างๆ จากเรื่องนี้ ท่านที่สนใจสามารถติดตามหาความรู้ความเข้าใจเพิ่มเติมได้โดยไม่ยากนัก และจากนิยายขายดีก็ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ เงื่อนปมที่ผูกขึ้นหยิบโน่นนิดจับนี่หน่อยเอามาร้อยต่อโยงกัน ถ้าเป็นเรื่องเหรียญในปากปลาคงอาจจะไม่ครึกโครมสักเท่าไร ทว่าเรื่องนี้กลับผูกโยงถึงตัวองค์ศาสดาพระเยซูคริสต์ และแต้มสีบิดเบือนจากความจริงตามประสาที่เป็นนิยาย จนกระทั่งเกิดปฏิกิริยาตามมามากมายซึ่งจะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้อีก กระนั้นก็ดี โดยทั่วไปแล้ว เราคงคาดหวังได้ว่า ผู้ชมภาพยนตร์ (รวมทั้งผู้อ่านนิยาย) เรื่องนี้ คงจะเข้าใจตรงกันเป็นเบื้องต้นว่า นี่คือนิยายเรื่องหนึ่ง

Imageในบทความสั้นๆ เรื่องนี้ ผู้เขียนไม่มีความตั้งใจที่จะตอบประเด็นต่างๆ จากนิยายเรื่องนั้นเลย แต่ปรารถนาให้มีการถามต่อและค้นพบคำตอบบางอย่างในจิตใจส่วนลึกของผู้อ่านเอง คำตอบที่เกิดขึ้นในใจของชาวคริสต์แต่ละคน น่าจะเป็นรากฐานแห่งศรัทธาที่มีความหมายในการดำเนินชีวิต คำตอบที่เกิดขึ้นในใจของเพื่อนศาสนาอื่นๆ นั้นอาจจะเป็นอีกหนึ่งก้าวในการผสานจิตใจมนุษย์ให้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น และบางทีคำตอบของแต่ละคนนั้นก็อาจจะค่อยๆ นำทางเราทั้งหมดไปสู่ขุมทรัพย์ปริศนาลึกลับที่ถูกปกปิดซุกซ่อนเอาไว้อยู่ก็เป็นได้

คริสตศาสนานั้นมิใช่นิยาย ถึงแม้จะมีนิยายหลายต่อหลายเรื่องที่เกี่ยวโยงถึงคริสตศาสนา และเรารู้จักพระเยซูมิใช่โดยทางนิยาย แต่พระเยซูในฐานะพระศาสดาของคริสตศาสนาเป็นที่รู้จัก รัก และติดตามของชาวคริสต์ทั่วไป โดยผ่านทางพระคัมภีร์และประเพณีความเชื่อความศรัทธาที่สืบทอดกันมาในศาสนจักร เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในวงวิชาการทางศาสนา (แม้ว่าชาวคริสต์เองบางคนอาจจะไม่มีความรู้ความเข้าใจ หรือไม่เคยถูกสถานการณ์ต่างๆ ทำให้ต้องหันมาสนใจ) ว่า พระอาจารย์ที่เรารู้จัก รัก และติดตามนี้ คือพระคริสตเจ้าแห่งความเชื่อความศรัทธาอันมีรากฐานจากชีวิตจริงของพระเยซูแห่งนาซาเร็ธตามประวัติศาสตร์

นั่นคือ มีพระเยซูแห่งนาซาเร็ธที่เราพอรู้ข้อมูลบางประการในทางประวัติศาสตร์ เช่น บุคคลท่านนี้มีตัวตนจริง, เกิดและเติบโตในวัฒนธรรมยูดาห์ในยุคตกเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิโรมัน, เป็นคุณครูชายโสดจากชนบทที่เดินทางสอนประชาชน, ชอบสอนด้วยการเล่าเรื่องเรียบง่าย, มีลูกศิษย์ทั้งชายและหญิงติดตามกลุ่มหนึ่ง, ถูกตัดสินโทษประหารด้วยการตรึงกางเขน, เสียชีวิตขณะมีอายุเพียงประมาณ ๓๓ ปี จากการถูกโทษประหารนั้น เป็นต้น เป็นรากฐานปฐมภูมิของความเชื่อ

Imageส่วนพระคริสตเจ้าแห่งความเชื่อความศรัทธานั้น ยังคงพระชนม์อยู่ในปัจจุบันและตลอดไป คำถามที่เคยถามสาวกรุ่นแรกว่าพวกเขาเข้าใจว่าพระองค์เป็นใครนั้นจึงยังคงต้องการคำตอบจากลูกศิษย์ของพระองค์อยู่เสมอ  การตอบคำถามนี้มีลักษณะทั้งเรียบง่ายและลึกซึ้ง บางครั้งเหมือนจะไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้เพียงพอ แต่บางครั้งหากจะมีคำพูดที่ใช้ก็เป็นคำที่สามัญธรรมดา คำตอบดูเหมือนตอบได้ทุกสิ่งแล้วแต่ในขณะเดียวกันก็มีปลายเปิดที่สามารถตอบต่อไปได้อีกไม่มีที่สิ้นสุด

หากจะเปรียบเป็นภาพลักษณ์ คงคล้ายกับชาวคริสต์สักคนต่อหน้าไม้กางเขน หรือชาวพุทธเบื้องหน้าองค์พระพุทธรูป (ในที่นี้ บทบาทอันลุ่มลึกของประเพณีความเชื่อความศรัทธานั้นปรากฏอยู่อย่างทรงพลังยิ่ง ซึ่งเราคงไม่สามารถกล่าวถึงได้ในเนื้อที่ของบทความสั้นๆ เรื่องนี้) เกิดอะไรขึ้นในจิตใจ ณ ขณะนั้น ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ มีการมอบชีวิตวางไว้ที่นั่น มีความสัมพันธ์กับองค์พระธรรมอันสูงเกินกว่าจะเอื้อมถึงแต่ขณะเดียวกันก็ปรากฏสถิตย์อยู่จริงภายในจิตใจนั้นเอง ดวงตาก็เปิดออกมองเห็นความหมายแห่งชีวิตแม้กระทั่งในขณะที่ชีวิตเองนั้นดูเหมือนจะไม่มีสาระแก่นสารอะไรเลยก็ตามที

บรรดาสาวกของพระเยซูได้เคยร่วมชีวิตกับอาจารย์ ได้เห็นรอยยิ้ม รับรู้ความท้อใจ ฟังและซึมซับรับคำสั่งสอนและทัศนคติต่างๆ สัมผัสถึงแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่ เสียขวัญ เคว้งคว้างกับการตายอย่างอนาถาของท่าน ฯลฯ แต่แล้วก็ยังมีผู้หญิงคนหนึ่ง มารีย์ มักดาลา ที่ไม่ได้หนีไปไหน จนกระทั่งได้พบกับพระเยซูผู้กลับคืนพระชนม์ และกลายเป็นสาวกหญิงคนแรกที่ประกาศรหัสธรรมแห่งความเชื่อเรื่องนี้ ภายหลังสาวกคนอื่นๆ ทั้งชายและหญิงก็ได้พบพระองค์ผู้ยังทรงพระชนม์อยู่เช่นกัน แล้วดวงตาของพวกเขาก็เปิดออก มองเห็นประวัติศาสตร์และศรัทธาหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันให้ความหมายใหม่แก่ชีวิตที่เปี่ยมความหวังและปิติ เป็นพระเยซูพระองค์นี้เองที่บรรดาสาวกได้ประกาศ ผู้ซึ่งชาวคริสต์ได้รู้จัก รัก และติดตาม จนถึงปัจจุบันนี้

Imageมารีย์ มักดาลา เป็นทั้งเพื่อนและศิษย์หญิงคนสำคัญคนหนึ่งของพระเยซู มีการกล่าวถึงเธอในพระวรสารอยู่น้อยมากแต่ชัดเจนมากทุกครั้ง และถึงแม้จะน้อยมากแต่สิ่งที่พูดถึงเธอนั้นมีความสำคัญไม่น้อยทีเดียว กล่าวโดยสังเขปได้ว่า เธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีตัวตนชัดเจนในพระวรสาร ในประเพณีความเชื่อความศรัทธาของคริสตศาสนา ทุกครั้งที่กล่าวถึงเธอจะระบุ “มารีย์ มักดาลา” อย่างชัดเจน และดังนั้นเธอจึงเป็นคนหนึ่งที่สามารถเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนได้จริงจากพระวรสารโดยตรงในการเป็นศิษย์ติดตามพระเยซูเจ้า ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม และดังนั้นการบิดเบือนอะไรเกี่ยวกับตัวเธอจึงเป็นเรื่องที่ต้องพึงสังวรณ์

เธอเป็นลูกศิษย์ติดตามพระเยซูตั้งแต่ทรงเริ่มต้นภารกิจ (ซึ่งเท่ากับสามารถยืนยันในทางบวกโดยตรงได้ว่า หญิงมีสิทธิอันเท่าเทียมกันกับชายในการเป็นศิษย์ของพระเยซู มีสิทธิบรรลุธรรมได้เท่าเทียมกัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติโดยอิงเพศ) เธอซื่อสัตย์อยู่กับพระอาจารย์จนถึงที่สุด แม้ในยามที่ท่านอาจารย์ต้องโทษ ถูกเยาะเย้ยทรมานต่างๆ นานา ตอนที่พระเยซูตายอย่างเดียวดายบนไม้กางเขน... เธอก็อยู่ด้วยที่นั่น จนกระทั่งมีการนำศพไปฝัง... เธอก็ยังอยู่ที่นั่น กล่าวได้ว่าเธอเป็นพยานบุคคล (อาจจะเพียงหนึ่งเดียวในบรรดาลูกศิษย์ของพระเยซู?) เพียงคนเดียวในเหตุการณ์สำคัญนี้ ซึ่งน่าคิดอยู่ไม่น้อยว่าทำไม?

Imageเธอเป็นคนแรก (กับผู้หญิงคนอื่นๆ ด้วยไหม?) ที่ไปเคารพศพเมื่อถึงโอกาสแรกที่จะสามารถทำได้ (ทำไม? แล้วคนอื่นๆ อยู่ไหน? จะบอกเพียงแค่นี่เป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้นนั่นคงจะตื้นเกินไป หรือคงจะไม่ใช่ประเด็นเสียกระมัง?) เธอเป็นคนแรกที่ได้พบกับพระเยซูผู้ทรงกลับคืนชีพ และท่านอาจารย์ได้สั่งและส่งให้เธอไปบอกคนอื่นๆ ด้วย (จะสามารถเรียกเธอว่าเป็น “อัครสาวก” (ตามความหมายในเชิงนิรุกติศาสตร์จากรากศัพท์กรีกของพระวรสาร) ด้วยได้ไหม?) เธอเป็นพยานบุคคล (อาจจะเพียงหนึ่งเดียวจริงๆ?) ในหัวใจสำคัญของรหัสธรรมแห่งคริสตศาสนาเรื่องการตายและการกลับคืนชีพของพระเยซู (รหัสธรรมปัสกา) และน่าคิดด้วยว่า เธอคงมีบทบาทไม่น้อยในช่วงที่บรรดาศิษย์กำลังเริ่มค่อยๆ พบกับพระเยซูผู้ทรงกลับคืนชีพนั้น อันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของคริสตศาสนาเลยทีเดียว

[มีความเข้าใจผิดกันเรื่อยมา แม้จนถึงปัจจุบันก็ยังพอพบได้อยู่ ว่าเธอเคยเป็นโสเภณีมาก่อนแล้วพระเยซูทรงอภัยบาปให้เธอ ทั้งๆ ที่เธอมีเอกลักษณ์ตัวตนที่ชัดเจนในพระวรสารซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจบิดเบือนไปในทางนี้ได้เลย พระวรสารเพียงพูดถึงพระเยซูเคยไล่ปีศาจ ๗ ตน ออกจากเธอ ซึ่งเราอาจจะพูดด้วยสำนวนปัจจุบันได้ไหมว่า เธอเป็นหญิงแกร่งเกินยุคคนหนึ่ง เป็นหญิงที่อาจจะมีปัญหามากๆ กับสังคมรอบด้าน และสังคมก็มีปัญหาเล่นงานกับเธอด้วย จนเธอได้พบพระเยซูผู้เปิดโลกใหม่แก่เธอ ที่ซึ่งชายและหญิงเป็นลูกรักของพระเจ้าเท่าเทียมกัน เป็นสองภาพแห่งพระฉายาลักษณ์หนึ่งเดียวของพระเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์งดงามเสมอกัน ขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียมิได้ และเธอก็ได้พบว่าเธอสามารถที่จะกลับเป็นตัวเองได้อย่างแท้จริง และได้กลายเป็นศิษย์ที่ซื่อสัตย์ที่สุดท่านหนึ่งในบรรดาลูกศิษย์ทั้งชายและหญิงของพระเยซู]
Imageพระวรสารมิได้ปกปิดหรือบิดเบือนประวัติศาสตร์ แต่หลอมรวมประวัติศาสตร์เข้ากับความเชื่อความศรัทธา ข้อมูลหลายอย่างปรากฏอยู่อย่างเปิดเผย ผู้เขียนขอยกอีกเพียงบางตัวอย่าง ทั้งนี้ด้วยความเคารพยิ่ง มิมีจิตเจตนาลบหลู่ หรือเสียดแทงให้ผู้หนึ่งผู้ใดต้องขุ่นใจเลย เช่น การที่สาวกฝ่ายชายทอดทิ้งท่านอาจารย์ไว้โดดเดี่ยวในยามที่ท่านเดือดร้อนที่สุด (ลองคิดดูว่าเราจะเรียกว่า “เพื่อน” ไหม ถ้าหนีหน้าทิ้งกันไปในยามเดือดร้อน?) หรือภาพอันเป็นที่สะดุดอย่างชัดเจนในการที่พระเยซูคบหาเป็นเพื่อนกับคนที่สังคมตราหน้ารังเกียจ (ลองคิดดูว่าเรายังจะเคารพนับถือ “อาจารย์” ได้สนิทใจไหม ถ้าท่านเป็นเพื่อนกับนักเลงติดยา หญิงขายบริการข้างถนน พ่อค้าจอมขี้โกง เป็นต้น) และยังมีอีกหลายประเด็นที่ดูเหมือนน่าจะปกปิดบิดเบือนแต่ก็กลับปรากฏอยู่ที่นั่น ราวกับจะบอกโดยนัยว่า ความเชื่อความศรัทธาของเรานั้นมิได้ลอยไปลอยมาอยู่ในก้อนเมฆ แต่มีชีวิตชีวาอยู่ในประวัติศาสตร์วิถีมนุษย์ปุถุชนนั่นเอง

และตามธรรมดาของคน บางครั้งเราสนใจเรื่องประเภทเหรียญในปากปลาเหรียญนั้นได้อย่างน่าประหลาดใจ แต่ในพระวรสารเหรียญนั้นปรากฏมาแว่บเดียวแล้วก็หายไป ฉันใดก็ฉันนั้น จะมีบทเรียนอะไรบ้างไหมคงต้องลองกลับไปหาดูด้วยตนเอง และในบางครั้งที่เราก็จะได้ยินเรื่องแปลกๆ ซึ่งบางทีเราก็ไม่เชื่อหรอกแต่ก็ยังเอียงๆ ไปบ้าง คงไม่เสียหายกระมังถ้าจะลองค้นหาความจริงดูด้วยตนเอง เรามั่นใจได้เสมอว่า ความจริงจะยิ่งทำให้ศรัทธาของเรานั้นลึกซึ้งและมีความหมายมากยิ่งขึ้น

ตั้งแต่ครั้งเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ผู้คนพูดถึงพระเยซูแห่งนาซาเร็ธไปในทางต่างๆ บ้างว่าเป็นประกาศกผู้สั่งสอนด้วยฤทธิ์อำนาจ บ้างก็ว่าเป็นคนลวงโลก บ้างยกย่องว่าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ บ้างก็นินทาว่าเป็นพวกนักกินนักดื่ม และอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่าง วันนี้ก็คงเป็นเฉกเช่นในครั้งนั้น ไม่ว่าเราจะอ่านหรือชม รหัสลับ ดาวินชี่ หรือไม่ก็ตามที ขอเพียงเราเป็นคนคนหนึ่งของยุคนี้ พระองค์ก็ยังคงถามเราแต่ละคนอีกว่า “แล้วพวกท่านเล่า... ว่าเราเป็นใคร?”

(จาก วารสารผู้ไถ่ ปีที่ ๒๗ ฉบับที่ ๗๑ พ.ค. - ส.ค. ๒๕๔๙ หน้า ๒๖ - ๒๘)

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >