หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow หน้าหลัก
จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 33 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

รับข่าวสารฟรีจาก ยส.

ใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน




แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 78 :วิกฤติสังคมไทย บทเรียน และ การตั้งรับ

วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 78


หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ
เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา


หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือ Jesus CEO

เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCIบทความใหม่ใน PCI  => ปั๊กส์คริสตีอินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้สวดภาวนาและจัดกิจกรรมเพื่อประเทศซิมบับเว

ACPP - Hotline Asiaบทความใหม่ใน ACPP = ประกันความปลอดภัยและปกป้องแรงงานอพยพชาวชนเผ่า - อินเดีย


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

ซีอีโอแบบพระเยซูเจ้าตอบคำถามปัญหาปัจจุบัน พิมพ์
Thursday, 25 May 2006

ซีอีโอแบบพระเยซูเจ้าตอบคำถามปัญหาปัจจุบัน

อัจฉรา  สมแสงสรวง
เลขาธิการคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ

Imageสี่สิบวัน ของเทศกาลมหาพรตปีนี้ เป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองกำลังระส่ำระสาย  จากเหตุแห่งกิเลสซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับการสอนของพระเยซูเจ้า  ทั้งเรื่อง การไม่รักผู้อื่น การมองไม่เห็นว่าคนอื่นเป็นพี่น้องอีกคนหนึ่งของตน  ความเกลียดชัง  ความอิจฉา  การใช้ทิฐิของตนเอง มาเป็นเครื่องป้องกันในเวทีประลองกำลังของคู่ต่อสู้  ซึ่งภาพปรากฎกำลังกลายเป็นสนามรบย่อยๆ ของความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ที่เป็นผลพวงมาจากสังคมที่ตกอยู่ในหลุมพรางของยุคเศรษฐกิจเสรีนิยม  

บทเรียนที่ต้องศึกษาแต่ละวัน เป็นสิ่งที่คริสตชนจะปฏิเสธตนเองออกไปจากประวัติศาสตร์ของสังคมไม่ได้  เพราะพระศาสนจักรเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งความรอดของมนุษยชาติ  ซึ่งพระเยซูเจ้าได้ใช้พระองค์เองเป็นผู้นำ  ที่เปิดเผยให้ผู้ที่ติดตามพระองค์ได้พบหนทางสว่าง และความจริง ที่มนุษย์ต้องเข้าใจ และปฏิบัติในความจริงนั้น  พระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้นำที่บริหารงานเพื่อเป้าหมายความผาสุขของประชาชน  สี่สิบวันในถิ่นทุรกันดาร พระองค์ถูกทดสอบทางเลือกที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของความเป็นผู้นำ ในเรื่องอำนาจ  ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และเกียรติยศชื่อเสียงในทางสังคม  พระองค์ปฏิเสธในเรื่องทั้งสามจากการถูกผจญ  เพราะนั่นไม่ใช่หนทางของบุรุษนักบริหารชั้นนำ หรือซีอีโอ  (Chief Executive Officer) ภาพหอคอยโบสถ์เปรียบเสมือนยอดบนของปิรามิดที่พระเยซูเจ้าเลือกที่จะละวางสิ่งที่ถูกเสนอ 3 ประการ และเดินลงมาสู่ประชาชน มาสู่ชีวิตของประชาชน  มาบอกว่าเมื่อสภาพสังคมกำลังวุ่นวาย เราไม่ทิ้งเจ้า  แต่โดยอาศัยเรา เราจะช่วยให้เจ้าค้นพบความจริง ความถูกต้อง และช่วยส่งเสริมให้เจ้าใช้พระหรรษทานที่มีอยู่ช่วยกันสร้างสังคมให้มีระเบียบ   

ระบอบการเมืองของประเทศไทยในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา  ผู้นำประเทศใช้การบริหารงานแบบซีอีโอเช่นเดียวกัน แต่คนละหลักการกับพระเยซูเจ้า  เป็นหลักการที่กลุ่มผู้นำ ดึงพลังของประชาชนฐานล่างของปิรามิดไปค้ำยันให้ส่วนยอดแข็งแรง  และเก็บเกี่ยวเอาผลประโยชน์ที่ควรเป็นของทุกคน  (หากปฏิบัติตามคำสอนของพระเยซูเจ้าในเรื่องการปฏิบัติความรักและการแบ่งปัน) มาเป็นของพวกตน   เรียกว่าเป็นซีอีโอแบบเบ็ดเสร็จ  ที่ครอบครองทั้งอำนาจ  เกียรติยศ และเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลมาจากสังคมที่เลือกรับเอาระบบเสรีนิยมแนวใหม่   เป็นสังคมที่ธนกิจนำการเมือง นักธุรกิจมาเป็นนักการเมือง  มีธุรกิจเป็นโครงข่ายยึดเหนี่ยวที่สำคัญ   ใช้ระบบการเมืองเป็นเครื่องมือควบคุม และครอบครองกลไกต่างๆ   โดยผนึกความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ระหว่างเพศ  ระหว่างชุมชน ระหว่างองค์กรและสถาบัน ทั้งเอกชนและการเมือง  ระดับประเทศ  เพื่อให้การปกครองเป็นไปในทิศทางเดียว  ความสัมพันธ์เช่นนี้ เอื้อให้การแสวงหาผลประโยชน์เป็นไปเพื่อกลุ่มผู้ปกครอง  ซึ่งทีละเล็กทีละน้อยก็ไปกดทับศีลธรรมทางสังคม และคุกคามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  มีการสร้างกลไกทางอุดมการณ์ เช่น สื่อต่างๆ การศึกษา และวัฒนธรรม มาบิดเบือนวิธีคิดของผู้คน  ให้มองเรื่องคุณค่าของชีวิตและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิต กลายเป็นเพียง หรือมีค่าเสมือนวัตถุ ที่ใช้เงินหรือทุนเปลี่ยนแปลงได้  กำหนดได้   ที่ดินที่เคยใช้ระบบการตกทอดผ่านระบบเครือญาติ ก็ถูกกำหนดให้เป็นค่าขึ้นมา และนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินกลับมา  สติปัญญา ซึ่งเป็นของประทานจากพระเจ้า เพื่อให้มนุษย์ใช้ความคิดอ่านอย่างรอบคอบนั้น ไปช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  กลับถูกแปลงค่าเป็นเงิน เพื่อเอาความรู้จากความฉลาดปราดเปรื่องนี้ ไปขาย เพื่อผลประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ และเรื่องอื่นๆ อีก ที่กำลังเป็นประเด็นร้อน เช่นการขายสาธารณูปโภคต่างๆ  ซึ่งเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ต่อการดำเนินชีวิตของสมาชิกในสังคม  

วิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ เป็นผลมาจากการที่ระบบโครงสร้างของสังคมเอื้อต่อการบริหารงานซีอีโอ ที่ผู้บริหารประเทศใช้หลักการของการเป็นผู้นำที่ตรงข้ามกับหลักการของพระเยซูเจ้า   หากจะมองในแง่บวก ความขัดแย้งทางสังคมการเมือง มีนัยต่อความตื่นตัวทางจริยธรรม คุณธรรม  มากกว่าความเก่งกาจ ความฉลาด และความสามารถ อันเป็นคุณค่าที่ระบบทุนนิยมให้ความสำคัญ  เป็นโอกาสที่ดีของสังคม  ที่จะหันมาร่วมกันตรวจสอบจิตสำนึกทางการเมืองอย่างจริงจังและกว้างขวาง เป็นจิตสำนึกที่อยู่บนรากฐานของศาสนา  และเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบของคริสตชนต่อสังคม ต่อบ้านเมือง   ในสมัยพระเยซูเจ้า  เมื่อพระองค์ถูกท้าทายจากพวกฟาริสี และพวกของกษัตริย์เฮโรด ที่ถามพระองค์เรื่องควรจะส่งส่วยให้แก่ซีซาร์หรือไม่  และพระองค์ตอบไปว่า "ของของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์ ของของพระเจ้า จงถวายแด่พระเจ้า" (มก.12:13-17)  มีนัยว่า สังคมชาวยิวสมัยนั้น  ระบอบการเมืองแสวงหาความชอบธรรมจากศาสนา ซึ่งจะบิดเบือนการปฏิบัติความเชื่อของคริสตชนได้  พระเยซูจึงชี้บทบาทแท้จริงของศาสนาว่า  ศาสนาไม่ควรถูกครอบงำเพื่อเป้าหมายทางการเมือง  ผู้มีความเชื่อทางศาสนาที่แท้จริง  ต้องเชื่อฟังพระเจ้า และต้องรับผิดชอบต่อบ้านเมืองควบคู่กัน  พระเยซูเจ้า  พระองค์รู้ว่าพระองค์ไม่ใช่ผู้นำชาวยิวให้หลุดพ้นจากการยึดครองของชาวโรมัน  แต่พระองค์ทำหน้าที่เป็นผู้นำจิตวิญญาณ พระองค์เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองในแง่ที่ว่า พระองค์ลงไปอยู่กับผู้ที่เดือดร้อน ผู้ที่ถูกเบียดเบียนโดยอำนาจรัฐ   พระองค์กระตุ้น เตือน  และเรียกร้องในเรื่องศีลธรรมและจริยธรรม   พระองค์ส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้ศักยภาพของตนเอง ในการร่วมกันสร้างความถูกต้อง ความยุติธรรมทางสังคม    

สังคมการเมืองมีการย่ำซ้ำทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมาจากความพร่องทางศีลธรรม  จริยธรรม  ความหลงใหลในอำนาจ  เกียรติยศชื่อเสียง และความร่ำรวย อยู่เสมอๆ  ถ้าเราหลงติดอยู่เพียงระดับของอารมณ์ทางสังคม และไม่พยายามเข้าใจถึงสาเหตุของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคม  เท่ากับว่าเรากำลังทำลายหลักความเชื่อของศาสนาในตัวเราและสังคมลงไป  ในคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร  เฉพาะอย่างยิ่ง  พระธรรมนูญว่าด้วยพระศาสนจักรในโลกสมัยนี้   ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า  เป็นความรับผิดชอบของเราต่อหน้าสังคม เราต้องไม่กลัวที่จะเข้าหาความจริงที่แท้จริง ที่กำลังถูกปกปิดโดยกลไกของสังคม  เป็นสิทธิและหน้าที่ของเรา(คาทอลิก) และพลเมืองทุกคนในการที่จะแสวงหาความจริง ด้วยหัวใจที่เปิดกว้างต่อความจริงที่จะได้พบ  ต้องส่งเสริมและต้องปกป้อง โดยวิธีการทางกฎหมายและหลักแห่งความถูกต้องทางศีลธรรม เพื่อเป้าหมายทางสังคม  ความยุติธรรม เสรีภาพ การเคารพในชีวิตทุกคนและการเคารพในสิทธิผู้อื่น 

การเป็นคริสตชนที่ดีและเป็นพลเมืองที่ดีเป็นเรื่องเดียวกัน  เมื่อใดก็ตามที่เราทำหน้าที่ในฐานะพลเมืองอย่างดีแล้ว ก็เท่ากับเรานำตัวเราเข้าไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม ด้วยคุณค่าของศาสนาที่ดำรงอยู่ในความจริง  ดังที่พระเยซูเจ้านำชีวิตของพระองค์เข้ามาสู่ประวัติศาสตร์แห่งความรอดของมนุษยชาติ

 

< ก่อนหน้า   ถัดไป >

อนึ่ง บทความ หรือข้อเขียนทั้งหมดที่นำลงเว็บไซต์ jpthai.org เป็นทัศนะเฉพาะของผู้เขียน
และไม่ผูกพันกับคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ

ทางเว็บไซต์ jpthai อนุญาตให้คัดลอกบทความ/ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้
แต่กรุณาระบุชื่อผู้เขียน และแหล่งที่มาด้วย ขอบคุณค่ะ