หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก
หน้าหลัก
รู้จักยส
ข่าวย้อนหลัง
ค่ายยุวสิทธิมนุษยชน
อยู่กับปวงประชา
สิทธิมนุษยชนสนทนา
ข่าวด้านสิทธิฯ / landmine
ผู้ไถ่ : รายงานสถานการณ์
การศึกษาเพื่อสิทธิ&สันติภาพ
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
กิจกรรม ยส.
คลังภาพ ยส.
เว็บบอร์ด ยส.
สมุดเยี่ยม
ติดต่อ ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
Facebook ยส.

ยส. (ยุติธรรมและสันติ)



จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 65 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 107:"อยู่ให้เป็น?!!! ในสังคมดิจิทัล"

 วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ 107


วันสันติสากล 1 มกราคม 2018

 สารวันสันติสากล
1 มกราคม 2018
ผู้อพยพและผู้ลี้ภัย คือ
ชายหญิงที่มุ่งแสวงหาสันติภาพ


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 2 และ3

 หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร
ภาคที่ 2 และ3
 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 1

หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร ภาคที่ 1



หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือแปล
Jesus CEO :
พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ



หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา


พระสมณสาสน์ความรักในความจริง : Caritas in Veritate

หนังสือแปล
Caritas in Veritate :

พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง



โปสเตอร์ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ พ.ศ.2532

โปสเตอร์
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
แห่งสหประชาชาติ
พ.ศ.2532


เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCI

ACPP - Hotline Asia


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

หน่วยงานองค์กรคาทอลิก

ไตร่ตรองมิติจิตวิญญาณ เรื่องสื่อโซเชียล: ปีศาจหรือศาสดาในโลกยุคดิจิทัล? กับบาทหลวงวิชัย โภคทวี พิมพ์
Wednesday, 10 October 2018

Image
วารสารผู้ไถ่

ปีที่ ๓๙ ฉบับที่ ๑๐๗ พ.ค. - ส.ค. ๒๕๖๑

 

ไตร่ตรองมิติจิตวิญญาณ
เรื่อง สื่อโซเชียล
: ปีศาจ หรือศาสดาในโลกยุคดิจิทัล?
กับ บาทหลวงวิชัย โภคทวี
S.J.

ธัญลักษณ์ นวลักษณกวี สัมภาษณ์

 


บาทหลวงวิชัย โภคทวี
พระสงฆ์คณะเยสุอิต ในอดีตท่านเป็นจิตตาธิการของ ยส.หรือ คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ ชื่อในขณะนั้นของแผนกยุติธรรมและสันติ คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม และท่านยังมีตำแหน่งเป็นจิตตาธิการของคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์ (คชพ.) หรือแผนกกลุ่มชาติพันธุ์ องค์กรที่ถือกำเนิดจาก ยส. เช่นกัน

คุณพ่อวิชัย ได้ก่อตั้งสถานปฏิบัติธรรม ชื่อ "สวนสันติวนา" อยู่ที่แขวงสีกัน เขตดอนเมือง   สวนสันติวนาเป็นอาศรมในแบบของเยสุอิต เป็นสถานที่ภาวนาที่เรียบง่ายและใกล้ชิดธรรมชาติ ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างคณะอุร์สุลินและคณะเยสุอิตในประเทศไทย เปิดรับคนที่มาทำกิจกรรม ค่าย และการอบรมทุกรูปแบบ ทั้งที่เป็นกลุ่ม และช่วยนำการเข้าเงียบส่วนบุคคล การเสวนา การรำพึง

ปัจจุบัน คุณพ่อวิชัยในวัย ๖๙ ปี ท่านพำนักอยู่ที่บ้านเซเวียร์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถิ่นเก่าอันคุ้นเคยของท่าน เนื่องจากท่านเคยทำงานอภิบาลนิสิตนักศึกษาคาทอลิกของศูนย์ประสานงานนิสิตนักศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย จุดรวมตัวของนักศึกษาจากหลายสถาบันที่มาร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อสังคมโดยเฉพาะการไปออกค่ายอาสาสร้างสาธารณประโยชน์ให้แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคมตามถิ่นทุรกันดาร อย่างต่อเนื่องกันมาหลายต่อหลายรุ่นนับจากอดีตจนถึงปัจจุบันนี้

เรามีโอกาสได้แวะไปเยี่ยมเยียนคุณพ่อวิชัยซึ่งมาพักฟื้นสุขภาพอยู่ที่นี่ ได้ทราบว่าตอนนี้ท่านมีความสนใจเรื่องของการไตร่ตรองด้านมิติจิตวิญญาณ และมีงานแปลเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงขอนัดหมายท่านเพื่อนำเรื่องราวเหล่านี้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน โดยจะทยอยนำลงในวารสาร "ผู้ไถ่" ฉบับนี้และฉบับต่อไปด้วย

สำหรับฉบับนี้จะเป็นการไตร่ตรองในประเด็นเกี่ยวกับโลกโซเชียลในมุมมองของศาสนา

 

ปีศาจ และพิษของบาป : ความโลภ ความหลง

มีภาษิตอินเดีย ถามว่า "จะทำอย่างไรให้น้ำหยดหนึ่งไม่ระเหยหายไป" เขาก็บอกว่า "ก็หยดลงไปในมหาสมุทรสิ" น้ำกับมหาสมุทรก็กลายเป็นเนื้อเดียวกัน และนี่ก็คือสิ่งที่พวกเราคริสตชนบอกว่า เป้าหมายของเราคือ การไปถึงพระเจ้า ก็คือ หยดน้ำต้องพยายามลงไปรวมกับมหาสมุทร เพราะพระเจ้าคือ มหาสมุทร การเดินทางของชีวิต ปีศาจมันก็มักจะดึงเราไปทางซ้าย ดึงไปทางขวา อันนั้นดีกว่า อันนี้ดีกว่า แล้วบ่อยครั้งเราไม่ตระหนัก ไม่เห็นถึงความชั่วร้ายของมัน เวลาเรามองปีศาจ ไม่ใช่มันแค่ยั่วให้เราทำดีไม่ดีเท่านั้น มันทำให้เราหลง

มีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปเดินป่า ช่วงนั้นเราเดินธรรมยาตราไปที่บ้านแม่แฮใต้ เป็นหมู่บ้านที่ ‘พะเลอป่า' ซึ่งเป็นปราชญ์ชาวบ้านคนแรกๆ ของปกาเกอะญอที่มีชื่อเสียง เขาเรียนหนังสือเอง และเขาเขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งชื่อ "ข้า ปกาเกอะญอ" เล่าถึงวิถีชีวิตของเขาได้ลึกซึ้งมาก เราก็ตั้งคำถามขึ้นมาว่า "ทำไมเดี๋ยวนี้คนหนุ่มสาวถึงไม่อยู่ในหมู่บ้านแล้ว" พะเลอป่าเงียบไปสักพัก แล้วพูดออกมาประโยคหนึ่งว่า "ก็เขาเลือกกินแต่ของที่อร่อย"

ผมเอามาคิด ๓ วัน อ๋อ! กินของอร่อย ขี่จักรยานกับขี่มอเตอร์ไซค์ อย่างไหนอร่อยกว่ากัน ขี่มอเตอร์ไซค์กับขับรถปิ๊กอัพ อันไหนอร่อยกว่ากัน มันมีเยอะมากที่จะดึงดูดเรา นี่ก็เลยมองว่า จริงๆ เรายังไม่รู้ทันปีศาจ อีกอย่างปีศาจมันใส่พิษลงไปในตัวเรา อันนี้อยู่ในพระคัมภีร์ ตอนที่พระเป็นเจ้าสร้างมนุษย์ขึ้นมา แล้วปลูกต้นไม้ไว้กลางสวนอีเดน พระเป็นเจ้าบอกว่า "สวนนี้เป็นของเจ้า ให้เจ้าตั้งชื่อสัตว์ทุกตัว ผลไม้ต้นอื่นกินได้หมด ยกเว้นต้นที่อยู่กลางสวน" มนุษย์ก็ไม่คิดอะไรมาก อยู่ไปก็มีความสุขดี จนในที่สุดงูก็มาบอกเอวาว่า "จริงไหมที่พระเจ้าห้ามกินผลไม้ทั้งหมดเลยในสวนนี้" เห็นความเจ้าเล่ห์ของงูไหม พูดในเชิงว่า พระเจ้างกนะ เอวาก็ตอบว่า "ไม่หรอก มีต้นกลางสวนต้นเดียวที่พระเจ้าบอกว่าอย่ากินหรืออย่าแตะต้องมันเลย" อันนี้ก็เว่อร์เหมือนกัน เพราะพระเจ้าไม่ได้ห้ามไม่ให้แตะต้อง งูก็เห็นว่า มนุษย์ก็มีอะไรเปรี้ยวๆ อยู่ในใจกับพระเจ้าเหมือนกัน จึงบอกเอวาว่า "ไม่เป็นไรหรอก คุณกินแล้ว คุณจะฉลาดเหมือนพระเจ้า"

 นี่คือจุดอ่อนของมนุษย์ มนุษย์อยากเป็นพระเจ้า นักธุรกิจที่มีเงินมหาศาลมีหมดทุกอย่างแล้ว เครื่องบินส่วนตัวก็มีแล้ว เรือยอร์ชก็มีแล้ว ต้องการอะไรอีก ต้องการอำนาจ ถ้ามีอำนาจแล้วฉันสามารถเพิ่มทรัพย์สินได้อีกเยอะเลย เอานโยบายที่มันสอดคล้องกับทรัพยากรที่เรามี เสร็จแล้วพอมีเงินมีอำนาจก็คิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้า แล้วเมื่อไรที่คิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้า ก็พังเท่านั้น เพราะมนุษย์ไม่ใช่พระเจ้า

ที่ผมบอกว่าเรามีพิษก็คือ คริสตชนบอกว่า เมื่อเรากินเข้าไป เราถูกพระเจ้าลงโทษ แต่เดี๋ยวนี้ผมมองใหม่แล้ว ผมไม่ได้มองว่าถูกพระเจ้าลงโทษ ผมมองว่า มนุษย์ถูกพิษ ที่พระเจ้าห้ามกินไม่ใช่เพราะต้องการให้มนุษย์เชื่อฟังพระเจ้า แต่ผมตีความของผมเองว่า พระเจ้าบอกว่า "อย่ากินนะเพราะมันมีพิษ" มนุษย์ไปกินพิษเข้าก็อยู่ในสวนไม่ได้ ต้องออกไปใช้ชีวิตที่ตรากตรำต่างๆ แล้วก็บอกว่าพระเจ้าลงโทษ ไม่ใช่ แล้วพิษนั้นก็ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน พิษที่เราอยากจะเป็นใหญ่ พิษที่เราโลภ

เพราะฉะนั้น ในแง่ของสังคมปัจจุบัน สาเหตุของความเสื่อมทั้งหมดอยู่ที่บาป แล้วเราไม่ค่อยได้คิดถึงบาปในแง่นี้ เราคิดถึงบาปในแง่ ฉันทำถูกทำผิด แต่ไม่ได้คิดว่าการที่ภูเขาน้ำแข็งกำลังละลายมาจากพิษของมนุษย์ การที่ปลาวาฬกินถุงพลาสติกจนตาย มาจากพิษของมนุษย์ ความมักง่ายของมนุษย์ แต่มนุษย์ก็ไม่รู้เรื่องเพราะโดนครอบงำ ผมจึงคิดว่าถ้าเราจะต่อสู้ เราต้องมองให้ออกในหลายๆ ประเด็น

มหาตมะ คานธี พูดไว้ว่า "ทรัพยากรของมนุษย์เพียงพอสำหรับทุกคน แต่ไม่พอสำหรับคนโลภคนเดียว" เพราะฉะนั้น ถ้ามนุษย์เราปล่อยให้พิษของบาปมันขึ้นมา แล้วเราก็ตามพิษของบาปนั้นไป มันเป็นพิษของการทำลาย มันทำลายตัวเองและทำลายคนอื่น แล้วยังทำลายธรรมชาติ นี่เห็นชัด ผมถึงรักในหลวงรัชกาลที่ ๙ มาก เพราะท่านบอกว่า ให้พอเพียง ถ้าเราพอใจกับที่เราเป็นอยู่ พอเพียงไม่ได้หมายถึง อดอยากปากแห้ง พระเป็นเจ้าไม่เคยต้องการให้เราอดอยากปากแห้งนะ พระเป็นเจ้าให้อาหาร และอร่อยด้วย และพระองค์ก็ให้ของหวาน และดอกไม้ประดับโต๊ะ เพราะฉะนั้นคำว่า ‘พอเพียง' คือ พอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ มีความสุขกับมัน สุขกับความเรียบง่าย ถ้าเรารู้จักพอ

และนี่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ถ้าจิตวิญญาณเรามีพลังและรู้สึก เราจะมีความสุข เรามีแค่นี้เราก็มีความสุข มีประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ บ่อยครั้งที่เราไม่ค่อยได้หาประสบการณ์นี้ สมัยผมเป็นนักศึกษาผมออกค่ายทุกปี แล้วค่ายสมัยนั้นลำเค็ญกว่านี้เยอะ ไม่มีหมู่บ้านไหนที่มีไฟฟ้า แล้วทางไปเต็มไปด้วยฝุ่นดินแดง พอไปถึงหัวแดงหมด

ครั้งหนึ่งเราไปทำโรงเรียนกัน แล้วที่นั่น มีเด็ก ๓ คน เขาชอบมาตอแยกับผม เด็กพวกนี้เขาสังเกตเท้าผม เวลาผมเดินเท้าเปียกๆ นิ้วเท้าผมจะเห็นรอยสี่นิ้ว แต่ไม่เห็นรอยที่ห้า เด็กสามคนนี้ก็ชอบกดเท้าผมลงไป แล้วบอกให้เพื่อนๆ ดู แล้วก็หัวเราะกัน ตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดอะไร อยากเล่นก็เล่นไป มีอยู่วันหนึ่ง งานใกล้เสร็จแล้ว เราก็พักผ่อนกันตอนเย็นๆ ผมก็นั่งอยู่ตรงบันได เด็กก็ลอดใต้บันไดมาแล้วก็กดนิ้วเท้าผมลงไป นิ้วเท้าผมก็กระดกขึ้นมา เด็กก็กระโดดโลดเต้นสนุกมาก

เชื่อไหม ตอนนั้นผมมองเด็ก ๓ คนนี้ เหมือนผมกำลังดูเทวดาตัวน้อยๆ กำลังเริงระบำอย่างมีความสุขมาก ผมเองสะดุ้งเลย โอ! เราทำให้เขามีความสุขขนาดนี้เชียวหรือ ผมก็นึกในใจว่า เราไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้แล้ว ชีวิตนี้ การทำให้คนอื่นมีความสุข

นี่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ซึ่งเรามักไม่ค่อยได้คิดเพราะเรามักคิดว่าความสุขของเรามันถูกกำหนดโดยอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จริงๆ ชีวิตเรามันมีอีกมิติหนึ่ง ซึ่งถ้าเราเข้าถึงแล้ว จะทำให้เราเห็นถึงคุณค่าของชีวิตเรา และเมื่อเราเห็นคุณค่าแล้ว เราจะไม่ต้องการอะไรอีก

 

สื่อโซเชียล : ปีศาจ หรือ ศาสดา ในโลกยุคดิจิทัล?

เวลาผมใช้คำ ‘ปีศาจ' มันเป็นคำที่คนปัจจุบันยอมรับยาก หรือพอพูดไปแล้วเขาก็มองออกมาเป็นนามธรรมหรืออะไรที่เขาจับต้องไม่ได้ แต่ในภาษาของนักบุญเปาโล สาวกคนหนึ่งของพระเยซูเจ้า นักบุญเปาโลบอกว่า มนุษย์เราไม่เห็นพระเจ้าหรอก แต่เราเห็นฤทธานุภาพของพระเจ้าอยู่ทั่วไป และเราไม่มีวันปฏิเสธเลยว่า ไม่มีพระเจ้า สำหรับผม ผมก็มองคล้ายๆ กัน เราไม่เห็นปีศาจ แต่เราเห็นฤทธานุภาพของมันอยู่ทั่วๆ ไป

โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังของปีศาจที่มาล่อลวงเรา มันเป็นยาเสพติด และอีกอย่างหนึ่ง มันล่อลวงเรา มีเด็กตั้งเท่าไรไปเจอกันแล้วโดนทำร้ายจากโซเชียลมีเดีย เราต้องรู้จักวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง และเราต้องสามารถเป็นอิสระ ผมมองว่าเราใช้มันเพื่อความสะดวกของเรา แต่เราก็ต้องรู้จักพอเพียง ผมตามโฆษณามาเยอะและผมคิดไม่ถึงว่ามันครอบงำเราถึงขนาดนี้ มันลงไปถึงจิตสำนึก มันลงไปถึงคุณค่าของธรรมะ มันไปทำลายคุณค่าของธรรมะ มันไปแทนคุณค่าของธรรมะ สำหรับผมมันอันตรายมาก เรื่องเสพติดก็อีกอย่างหนึ่ง เราไปติดอยู่กับอะไรที่มันเสมือนจริง

ปีศาจมันฉลาดมาก เขาบอกว่า "Devil is the king of half truth ปีศาจเป็นราชาของความจริงแค่ครึ่งเดียว" ผมมีเพื่อนเป็นนักโฆษณาหลายคน พอถึงวัยเกษียณ เลิกทำงานโฆษณากันหมด ผมถาม "ทำไมถึงเลิกล่ะ เงินไม่ดีเหรอ" เขาบอก "เงินดี"  "แล้วออกทำไม" เขาบอก "เบื่อที่จะหลอกคน"

สำหรับผม โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและเป็นเครื่องมือที่ทุกคนใช้และทุกคนปล่อยให้มันครอบงำเรา ซึ่งอันนี้อันตราย มันอันตรายโดยที่เราไม่รู้ตัวว่ามันอันตราย มีคนเคยทดลอง โดยให้กบอยู่ในน้ำ แล้วค่อยๆ เพิ่มอุณหภูมิ ตอนแรกกบอยู่ในน้ำก็ยังสบาย พอเพิ่มอุณหภูมิไปจนถึงจุดที่กบอยู่ไม่ไหวแล้ว แต่ไม่มีแรงกระโดด ในที่สุดก็กลายเป็นกบต้ม แต่เวลาที่ใส่น้ำร้อนลงไปเลย กบทนไม่ไหว มันก็กระโดดหนีเลย โซเชียลมีเดียมันทำให้เรากลายเป็นกบต้ม

 

ยุคที่คนไม่มีเวลาที่จะเบื่อ

ไม่มีเวลาที่จะเบื่อ ไม่มีเวลาที่จะเงียบ ไม่มีเวลาที่จะเผชิญกับตัวเอง เราไม่กล้าเผชิญกับตัวเอง ตัวเราเองน่าหวาดกลัวนะ เพราะบางทีมันมีความหลังอะไรที่เจ็บปวด เรามีปมด้อย แต่ถ้าไม่เผชิญกับมัน เราจะรู้ได้อย่างไร เพราะเราไม่มีเวลาที่จะคอนเนค (Connect) กับตัวเราเอง (Self)  เราไปเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต กับคนทั้งโลก เรื่องอะไรก็ไม่รู้ และไม่เป็นแก่นสาร คือคนเราจะมีคุณค่าที่แท้จริงกับคุณค่าของปลอมตลอด ปีศาจมันเป็นเจ้าของของปลอม พระเยซูเจ้าบอกว่า พระองค์ทรงเป็นความจริง และชีวิตเป็นหนทางความจริงและชีวิต

 

ทางคาทอลิก คนที่จิตวุ่นไม่มีสมาธิเพราะติดมือถือ ติดโลกโซเชียล เขามีวิธีการดีท็อกซ์อย่างไร

เขาก็ใช้การเข้าเงียบไปไตร่ตรองถึงเรื่องจิตใจ จิตวิญญาณ โป๊ปฟรังซิสเขียนสมณสาสน์ Laudato Si' คือ การสรรเสริญพระเจ้า พระองค์อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสิ่งแวดล้อมว่าเป็นอย่างไร เราได้ทำลายไปอย่างไร ปัญหาก็คือจุดที่เราจะไตร่ตรอง มันต้องมีประเด็น ถ้าเราไตร่ตรองทั่วๆ ไปว่า เราทำอะไรดีไม่ดี ถูกไม่ถูก มันก็ได้อยู่แค่นั้น เหมือนกับชีวิตประจำวันเรา แต่ถ้าเราเริ่มไตร่ตรองว่า ไอ้ปีศาจที่อยู่ในโลกมันเป็นอย่างไร เครื่องมือที่มันใช้มีอะไรบ้าง อันนี้ในพระคัมภีร์ของชาวคริสต์บอกว่า พระเป็นเจ้าบอกให้เราฉลาดเหมือนงู งูเป็นสัตว์ที่ฉลาด เจ้าเล่ห์ที่สุด ไม่ใช่ให้เราเจ้าเล่ห์นะ แต่ให้เรารู้ทัน

เพราะฉะนั้น เวลาที่เราจะพิจารณาเรื่องนี้ เราต้องให้เวลากับตัวเอง อยู่เงียบๆ และอาจต้องมีคนไกด์คอยแนะนำให้เราดูประเด็นนั้นประเด็นนี้ว่า คุณเห็นไหมว่าปีศาจมันมีพลังแค่ไหน มีพลังกับคุณอย่างไร เราต้องรู้จักวิเคราะห์ ผมว่านี่เป็นเครื่องมือ นักบุญอิกญาซีโอผู้ที่ตั้งคณะเยสุอิตเรียกว่า "เป็นแบบฝึกหัดจิต" คือให้จิตเรามีพลัง และให้จิตเราแยกแยะผิดชอบชั่วดี และเลือก ตัวเลือกนี้สำคัญเพราะเราก็ติดอยู่กับของอร่อย บางทีเราต้องเลือกกินของไม่อร่อย แต่ทำให้สุขภาพดี แต่เรามักเลือกกินของอร่อยที่ไม่ทำให้สุขภาพดี  

นักบุญอิกญาซีโอพูดถึงขนาดที่ว่า ถ้าเราลืมทำวัตร ไม่เป็นไร ทำวัตรเหมือนเป็นการไตร่ตรองชีวิต เช้าเย็น เราได้ทำผิดอะไรบ้าง เราได้ทำดีอะไรบ้าง ถ้าเราลืมทำมิสซาไม่เป็นไร มิสซาคือการภาวนาประจำวันที่สำคัญที่สุด แต่ท่านบอกว่า "อย่าลืมไตร่ตรองชีวิตวันละสองครั้ง ตอนเที่ยงกับเย็น" ท่านบอกว่า "ปีศาจสามารถเข้ามาได้เสมอ" เราอาจจะหลงไปไกล เช่น ตอนแรกทำงานเพื่อคนอื่น พอได้รับรางวัลเยอะแยะ เราก็มองว่าเราน่าจะได้อะไรตอบแทนมากขึ้น เพราะฉะนั้น ก็ต้องใช้วิธีนี้ในการพิจารณาไตร่ตรองให้รู้ถึงดีชั่ว รู้ถึงเล่ห์กลของปีศาจ

ในเวลาเดียวกัน นักบุญอิกญาซีโอบอกว่า เวลาเราภาวนา อย่างเราตั้งใจภาวนา ๑ ชั่วโมง แต่ในเวลานั้นผมเบื่อมาก ก็มีความคิดว่า ไปเดินสวดลูกประคำดีกว่า สวดเหมือนกันแต่คนละรูปแบบ นักบุญท่านเตือนว่า "แบบนี้ไม่ถูก คุณตั้งใจภาวนา ๑ ชั่วโมง คุณสัญญากับพระแล้ว แต่ทำไมคุณออก" พูดง่ายๆ ว่า ให้เราพิจารณาสิ่งที่ดี และสิ่งที่ดีน้อยกว่า เราอยากตั้งสติ แต่ก็มีโซเชียลมีเดีย เดี๋ยวต้องตอบโน่นนี่นั่น แล้วก็ยาวไป เพราะฉะนั้น ก็ต้องพิจารณาสิ่งที่ดีและดีน้อยกว่า ดีไม่จริงมันก็อันตราย มันหลอกตัวเองได้

สำหรับผม เราไตร่ตรองเพื่อเราจะได้รู้เท่าทันการทำงาน เราเรียกว่าบาปก็ได้ จิตไม่ดีก็ได้ ปีศาจมันอาจจะเป็นอะไรที่น่าเกลียดน่ากลัว แต่ถ้าเราใช้คำว่า รู้เท่าทันบาป เพราะถ้าเรามองบาปเป็นแค่อะไรที่เราทำในแต่ละวัน นี่คือผลของมัน แต่เป็นผลเล็กๆ เท่านั้นเอง แต่การรู้เท่าทันบาป ก็คือเรารู้ว่าบาปมันทำลายโลกเรา บาปทำให้มนุษย์ไปสู่ความหายนะ เรารู้สึกถึงขนาดนั้นไหม อันนี้สำคัญมาก เราไม่ค่อยรู้สึกหรอก วันหนึ่งถ้าเราเดินไปตามทางที่มันนำเราไป แล้วก็พลาดเป้าไปเรื่อยๆ คุณจะไปไหน ตายเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นตอนนี้คุณต้องพิจารณาให้ดี ทางที่คุณกำลังจะไป

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านเสนอทางซึ่งทุกศาสนาเสนอทางเดียวกัน คือ ความพอเพียง ความพอเพียง คือการที่คุณมีความสุขในสิ่งที่คุณมีอยู่ และถ้าคุณมีความสุขเท่านั้นคุณพอแล้ว ถ้าหากเราไตร่ตรองกันแบบนี้ มันมีพลังบวก ทางคริสต์เรียกว่า พระจิตเจ้าดลใจ ให้กลับใจ มีในประวัติศาสตร์ของศาสนาเรา ที่ถูกดลใจแล้วกลับใจ เราต้องเชื่อมโยงกับพระเป็นเจ้าให้ได้ การเชื่อมโยงกับพระเจ้าก็คือ การอยู่เงียบๆ เผชิญกับตัวเอง ยอมรับสภาพที่ตัวเองอยู่ นี่เราพูดถึงระดับจิตวิญญาณ ผมอยากให้เรามองจิตวิญญาณในระดับที่ว่ามันเป็นการฝึกปฏิบัติ ถามผมว่าทำอย่างไร พัฒนาจิตวิญญาณของตัวเองขึ้นมา ทำได้ เรามีศักยภาพ พระเจ้าอยู่กับเราตลอด ทางพุทธก็บอก เราเป็นพุทธะอยู่กับตัว เพียงแต่เราไม่ได้ใช้ เพราะเรามัวแต่ไปวุ่นวายกับเรื่องนี้เรื่องนั้นโดยลืมศักยภาพตัวเองที่มี


ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >