หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก
หน้าหลัก
รู้จักยส
ข่าวย้อนหลัง
ค่ายยุวสิทธิมนุษยชน
อยู่กับปวงประชา
สิทธิมนุษยชนสนทนา
ข่าวด้านสิทธิฯ / landmine
ผู้ไถ่ : รายงานสถานการณ์
การศึกษาเพื่อสิทธิ&สันติภาพ
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
กิจกรรม ยส.
คลังภาพ ยส.
เว็บบอร์ด ยส.
ติดต่อ ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
Facebook ยส.

ยส. (ยุติธรรมและสันติ)

จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 112 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 112: เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง: แสงที่อยู่ในตัวคนเล็กๆ ทั้งหลาย ต่างรอการเปล่งประกาย
 วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ 112


สมณลิขิตเตือนใจ...แอมะซอนที่รัก (QUERIDA AMAZONIA)
 แอมะซอนที่รัก
(QUERIDA AMAZONIA)
สมณลิขิตเตือนใจ...
ของสมเด็จ-
พระสันตะปาปาฟรังซิส


จงสรรเสริญพระเจ้า... การก้าวออกไปอย่างต่อเนื่องของเอเชีย
หนังสือแปล
จงสรรเสริญพระเจ้า...
การก้าวออกไป
อย่างต่อเนื่องของเอเชีย


วันสันติสากล 1 มกราคม 2020
สารวันสันติสากล
1 มกราคม 2020
สันติภาพ คือ
หนทางของความหวัง:
การเสวนา การคืนดีกัน
และการกลับใจ
ดูแลระบบนิเวศ
ต้องมุ่งสร้างสันติภาพ


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 2 และ3
หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร
ภาคที่ 2 และ3
 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 1
หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร ภาคที่ 1



หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ
หนังสือแปล
Jesus CEO :
พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ



หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา
หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา


พระสมณสาสน์ความรักในความจริง : Caritas in Veritate
หนังสือแปล
Caritas in Veritate :

พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง



โปสเตอร์ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ พ.ศ.2532
โปสเตอร์
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
แห่งสหประชาชาติ
พ.ศ.2532


เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCI

ACPP - Hotline Asia


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

หน่วยงานองค์กรคาทอลิก

เตรียมใจรับมือความทุกข์ : พระไพศาล วิสาโล พิมพ์
Wednesday, 01 May 2013

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วารสารสุขศาลา ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๑๙


เตรียมใจรับมือความทุกข์

พระไพศาล วิสาโล


เราลองถามตัวเองว่าทุกวันนี้เรามีความสุขหรือไม่ ถ้าตอบว่าเรามีความสุข มีชีวิตราบรื่นทั้งส่วนตัวและการงาน ก็ควรถามต่อไปว่า เราแน่ใจหรือไม่ว่าพรุ่งนี้ชีวิตเราจะยังคงราบรื่นเหมือนวันนี้ เราแน่ใจได้อย่างไรว่าวันพรุ่งนี้หรือว่าปีหน้าจะไม่เจอกับความพลัดพราก สูญเสีย ตกงาน หรือว่าเจอความเจ็บป่วย ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องภัยพิบัติซึ่งใคร ๆ ก็กำลังวิตก แค่เจอน้ำท่วมซ้ำอย่างปีที่แล้ว หลายคนก็คงคงทำใจรับได้ลำบาก หรือถึงจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้เลย แต่ก็อย่าลืมว่าในที่สุดเราก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ แล้วก็ต้องตาย ซึ่งเป็นความจริงที่เราหนีไม่พ้น

วันนี้สุขสบาย แต่ว่าพรุ่งนี้ก็อาจจะเจ็บไข้ได้ป่วย หลายคนมีความเข้าใจไปว่าถ้าวันนี้ฉันมีความสุขแล้ว พรุ่งนี้ฉันก็จะมีความสุขเหมือนวันนี้หรือเหมือนเมื่อวาน อันนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด จัดว่าเป็นความประมาทอย่างหนึ่ง เหมือนกับเมื่อสิบปีก่อนมีคนทำนายว่าเมืองไทยจะเกิดสึนามิ หลายคนได้ยินก็หัวเราะ เย้ยหยันว่าเป็นไปไม่ได้หรอกเพราะเมืองไทยไม่เคยเกิดสึนามิ ถ้าเมืองไทยไม่เคยเกิดสึนามิก็ไม่ได้หมายความว่าพรุ่งนี้จะไม่เกิด แล้วในที่สุดมันก็เกิดขึ้นจริงๆ อะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราอย่าไปคิดว่าพรุ่งนี้มันจะไม่เกิด

ชีวิตเราก็เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะมีชีวิตที่ราบรื่นตั้งแต่เล็กจนโต เรียนก็ราบรื่น ทำงานก็ราบรื่นมาโดยตลอด จนกระทั่งมีครอบครัว มีลูก แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าพรุ่งนี้ มะรืนนี้ หรือในวันข้างหน้าเราจะไม่เจอวิกฤต แล้วถ้าเกิดวิกฤตขึ้นมาเราจะทำอย่างไร มีหลายคนที่พบว่าชีวิตตัวเองราบรื่นมาตลอด ได้งานที่ดี ได้ครอบครัวที่ดี แต่แล้วจู่ๆ ก็พบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง ปรากฏว่าทำใจไม่ได้ ตีโพยตีพายหรือตัดพ้อขึ้นมาว่า "ทำไมต้องเป็นฉัน ทำไมต้องเป็นฉัน" บางคนลำเลิกว่า "ฉันทำความดีมา ทานก็ทำ ศีลก็รักษา เข้าวัดเป็นประจำ แล้วทำไมถึงเป็นมะเร็ง" คือไปคิดว่าถ้าทำความดี ให้ทาน รักษาศีลแล้วจะไม่ป่วย ลึก ๆ ก็อาจจะคิดว่าไม่ตายด้วย ซึ่งมันเป็นความหลง มันเป็นความเขลา แม้แต่พระอรหันต์ก็ยังป่วยเป็นมะเร็งได้ แล้วปุถุชนอย่างเรา วิเศษมาจากไหน ทำไมถึงคิดว่าจะเจ็บป่วยไม่ได้

ถ้าว่าเราไม่แน่ใจว่าพรุ่งนี้เราจะสุขเหมือนวันนี้ แล้วเราจะทำอย่างไร ส่วนหนึ่งก็ต้องเตรียมตัวป้องกันด้วยการดูแลสุขภาพให้ดี กินอาหารให้ถูกต้อง เพื่อไม่ให้เจ็บไม่ให้ป่วย หรือไม่ก็อาจจะเก็บเงินทำประกันภัย เผื่อว่าเจ็บป่วยแล้วจะได้ไม่เดือดร้อนมาก นั่นเป็นเรื่องของการเตรียมตัว แต่ว่าต้องเตรียมใจด้วย เพราะถึงแม้เราจะดูแลสุขภาพดี ออกกำลังกายเป็นประจำ กินอาหารชีวจิต กินอาหารธรรมชาติ หลีกเลี่ยงสารพิษ ดีท็อกซ์เป็นประจำ แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ใช่หลักประกันว่าเราจะไม่เจ็บไม่ป่วย ถ้าเกิดว่ามีการเจ็บป่วยขึ้นมาจะทำอย่างไร อันนี้เราต้องอาศัยการทำใจหรือฝึกใจไว้รับมือกับเหตุร้ายด้วย

ทีนี้เราก็ต้องถามตัวเองว่าเคยฝึกใจเพื่อเตรียมรับมือกับเหตุร้ายเหล่านี้หรือยัง สมมติว่าไม่ป่วยเลย ชีวิตนี้ราบรื่นตลอด ในอนาคตก็ไม่ป่วย แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่เจอความพลัดพรากสูญเสีย เรามีอายุยืน แต่ว่าคนที่เรารัก ไม่ว่าลูก เมีย สามี พ่อ แม่ เขาอาจไม่ได้อายุยืนตามเราด้วย บางคนก็อายุสั้น แต่ไม่ว่าอายุสั้นหรืออายุยืน ก็ต้องตายทั้งนั้น และหากเขาตายก่อนเรา เราจะทำใจอย่างไร เราไม่สามารถที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายแบบนี้ขึ้นได้ ๑๐๐ เปอร์เซนต์ อย่างมากก็ป้องกันได้แค่ ๙๐ เปอร์เซนต์ ที่เหลืออีก ๑๐ เปอร์เซนต์ไม่อยู่ในวิสัยที่เราจะป้องกันหรือควบคุมได้ แล้วถ้ามันเกิดขึ้นจะทำอย่างไร เราจะเศร้าโศกเสียใจจนไม่อยากมีชีวิตอยู่หรือไม่ เหมือนกับคนที่มีชีวิตราบรื่น แต่พอเป็นมะเร็งก็ทำใจไม่ได้

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปเยี่ยมคนป่วยที่เป็นมะเร็ง แกพูดอย่างเดียวว่าอยากตาย อยากตาย ไม่อยากอยู่แล้วเพราะว่ามันเจ็บ มันปวด มันทรมาน ก่อนหน้านั้นก็เคยมีคนป่วยมาปรึกษากับอาตมาทางโทรศัพท์ เขาพูดว่าอยากตาย ไม่อยากอยู่ ทั้ง ๆ ที่ชีวิตก็ดูเหมือนจะราบรื่น ทำงานสถานทูต งานการก็ก้าวหน้าดี ครอบครัวก็ดี แต่พอมาเจอมะเร็งก็ไม่อยากอยู่แล้ว ขอตายดีกว่า อันนี้เป็นตัวอย่างของคนซึ่งคิดว่าวันนี้สุขแล้วพรุ่งนี้ก็จะสุขด้วย ก็เลยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับเหตุร้ายเลย

คนเหล่านี้อาจเคยถูกชวนให้มาปฏิบัติธรรม เขาก็คงก็ให้เหตุผลคล้าย ๆ กันว่าจะปฏิบัติทำไม เพราะว่าฉันไม่ได้ทุกข์อะไร ฉันก็มีความสุขดีอยู่แล้ว คนที่พูดแบบนี้เรียกได้ว่าประมาท เพราะคิดว่าพรุ่งนี้ก็จะมีความสุขเหมือนวันนี้ จะไม่มีความทุกข์ใด ๆ มาแผ้วพาน ครั้นเจอความทุกข์เข้า ไม่ว่า ความเจ็บป่วย ความพลัดพรากสูญเสีย ไม่ต้องสูญเสียคนรักหรอก แค่ถูกน้ำกวาดเอาทรัพย์สมบัติไป เอารถไป ก็อยากจะตายแล้ว อย่างนี้ก็มี นี่ก็เพราะความประมาท ไปคิดว่าชีวิตจะราบรื่นไปได้ตลอด แต่ถ้าใครก็ตามที่ตระหนักว่าวันนี้สุขแต่พรุ่งนี้อาจจะทุกข์ก็ได้ เขาจะไม่ปฏิเสธหรือไม่มองข้ามเรื่องการเตรียมใจ แล้วจะเตรียมใจให้ดีได้อย่างไร วิธีหนึ่งก็คือการปฏิบัติธรรมนั่นเอง

ปฏิบัติธรรมไม่ใช่เป็นเรื่องของพิธีรีตอง แต่เป็นเรื่องของการฝึกใจเพื่อให้เราสามารถมีจิตใจปกติ มั่นคง ไม่หวั่นไหวไปในยามที่มีสิ่งกระทบ มีเหตุร้ายมากระหน่ำย่ำยีอย่างไรก็ใจไม่ทุกข์ ถึงแม้ว่าจะเสียทรัพย์ หรือถึงแม้กายจะเจ็บป่วย แต่ว่าไม่กระเทือนไปถึงใจ เพราะว่าจิตใจมีธรรมะเป็นเครื่องรักษา การปฏิบัติธรรมนั้นทำให้เราสามารถอยู่ได้อย่างเป็นปกติสุขในทางจิตใจ ถึงแม้ว่าชีวิตจะไม่ราบรื่น อาจมีความวุ่นวายหรือไม่สมหวังเกิดขึ้นก็ตาม

ที่จริงแล้วธรรมะไม่ได้ช่วยเพียงแค่ในยามที่เราทุกข์เท่านั้น ในยามสุขธรรมะก็ช่วยให้เราสามารถเป็นสุขได้ทั้งกายและใจด้วย คนจำนวนไม่น้อยสุขกายก็จริง แต่ใจทุกข์ ถึงแม้ว่าการงานจะราบรื่น แต่ว่าความทุกข์ในจิตใจก็เกิดขึ้นอยู่เสมอ บางทีก็กินไม่ได้นอนไม่หลับกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

มีพยาบาลคนมาปรึกษาว่า วันหนึ่งเห็นประกาศเกี่ยวกับการดูงานในสถานที่หนึ่ง เธอเห็นแล้วชอบเลยสมัครไปดูงานที่นั่น หัวหน้าก็อนุญาต มีคำสั่งออกมาแล้ว เธอดีใจ ก็เลยเล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนฟังแล้วก็อยากไปด้วย แล้วจะทำอย่างไร ก็เลยไปคุยกับหัวหน้า พอถึงวันเดินทาง หัวหน้าก็โทรศัพท์มาบอกว่าไม่ต้องไปแล้ว ให้เพื่อนคนนั้นไปแทน เธอก็เสียใจมาก ทั้งโกรธหัวหน้า ทั้งแค้นใจเพื่อน พวกเราก็คงเคยเจอเหตุการณ์ทำนองนี้ ที่จริงก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตเพราะไม่ได้ทำให้ชีวิตกระทบกระเทือนอะไรเลย แต่พอมีเหตุการณ์ที่ว่านี้เกิดขึ้น เธอก็โกรธหัวหน้าและเพื่อนจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เธอจึงมาปรึกษาอาตมาว่าจะทำอย่างไรดี นี่ขนาดไม่ได้เจอเหตุร้ายประเภทที่ว่าเป็นมะเร็งหรือว่าพลัดพรากสูญเสียคนรัก แค่เจอเรื่องทำนองนี้ก็ซวนเซจนเกือบจะเสียศูนย์

อาตมาก็แนะนำไปว่าการที่เราไม่ได้ไปในที่ที่เราชอบก็ถือว่าเสียไปหนึ่งอย่างแล้ว คือเสียโอกาส ถ้าจะเสียก็ขอให้เสียแค่นี้ แต่ถ้าเราเสียใจด้วย ก็เท่ากับว่าเรากำลังปล่อยให้ตัวเองสูญเสียสองอย่าง ไหนๆ จะเสียก็ขอให้เสียอย่างเดียวก็พอ แต่คนส่วนใหญ่ไม่ยอมเสียอย่างเดียว จะเสียสองอย่างคือเสียโอกาสที่ไม่ได้ไปดูงาน และเสียใจหรือเสียความสุขด้วย

เสียโอกาสที่ไม่ได้ไปดูงานนั้นเป็นเพราะเพื่อนและหัวหน้า แต่ว่าความสุขที่เสียไปจากเหตุการณ์นี้ ใครทำให้ ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ตัวเรานั่นแหละ ทำนองเดียวกันเวลามีคนขโมยเงินเราไป เขาก็ขโมยได้แต่เงิน เขาไม่สามารถขโมยความสุขจากเรา หรือยัดเยียดความทุกข์ให้แก่เราได้ มีสิ่งเดียวที่จะขโมยความสุขไปจากเราก็คือใจที่ยึดมั่นถือมั่นและยังหวงยังแหนสิ่งของนั้น เป็นเพราะยังยึดมั่นอยู่ ก็เลยไม่ใช่แค่เสียของอย่างเดียว แต่เสียใจด้วย แทนที่จะเสียอย่างเดียวก็เสียสองอย่าง เสียอย่างแรกคือเสียทรัพย์สมบัตินั้นคนอื่นทำ แต่เสียใจและเสียความสุขนั้นไม่ใช่ใครทำ เราทำเอง เป็นเพราะใจที่วางไว้ไม่ถูก วางไว้ไม่เป็น

คนเราส่วนมากทุกข์เพราะใจของตนเอง แม้แต่เวลาเจ็บป่วย เช่น โรคมะเร็งก็ดี มันทำได้อย่างมากก็คือบั่นทอนร่างกายของเรา ทำให้หมดเรี่ยวหมดแรง อาจจะทำให้กินไม่ค่อยได้ แต่ว่าความทุกข์ใจที่เกิดขึ้นนั้นมะเร็งไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ ความทุกข์ใจเกิดขึ้นจากใจของเราเอง เวลามีคนมาวิจารณ์เรา นินทาเรา มาพูดให้ร้ายเรา เขาก็ทำได้แค่นั้น แต่ก็ไม่สามารถทำให้เราทุกข์ได้ แต่ถ้าเราทุกข์มันไม่ใช่ใครทำ เป็นเพราะใจของเราที่ไปเก็บเอาคำพูดของเขามาทิ่มแทงตัวเองต่างหาก

ทุกวันนี้เราซ้ำเติมตัวเองอยู่เป็นอาจิณ อย่างคนที่มาปรึกษาอาตมาว่าถูกเพื่อนแย่งที่ไปดูงาน เธอก็ซ้ำเติมตัวเองด้วยการเอาความทุกข์มาเผาลนจิตใจ เอาความโกรธมาเผาลนจิตใจ ซ้ำเติมตัวเอง เวลาเสียของ เสียเงิน ก็ซ้ำเติมตัวเองด้วยการหมกจมอยู่กับความเสียใจหรือคับแค้นใจ คนอื่นเขาเอาเงินเราไปแล้วเราก็ซ้ำเติมตัวเองด้วยการหมกมุ่นครุ่นคิด ไม่รู้จักปล่อย ไม่รู้จักวาง จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะความเสียดาย เพราะความเสียใจ

ป่วยกายแทนที่จะป่วยแต่กาย ก็ป่วยใจด้วย เป็นการซ้ำเติมตัวเองเช่นกัน นี้เป็นเพราะใจไม่ได้รับการฝึกฝน ถ้าใจได้รับการฝึกฝนก็จะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านี้มาซ้ำเติมหรือย่ำยีบีฑาจิตใจได้ ใจที่ฝึกไว้ดีแล้วจะไม่ซ้ำเติมตัวเอง จะไม่หาความทุกข์มาใส่ตัว แต่จะหาทางออกจากทุกข์

ความสุขที่จริงแล้วมีอยู่กับตัวเราอยู่แล้ว แต่ที่เสียไปนั้นไม่ใช่เพราะสิ่งภายนอก แต่ว่าเพราะใจของเราคอยบั่นทอนเบียดเบียนความสุขให้เหลือน้อยลงต่างหาก

 

------------------------------

จาก เว็บ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >