หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow ข่าวย้อนหลัง arrow ฤามิได้รู้ตัวว่ากำลังแสดงละคร : สวร ฤทัย
หน้าหลัก
รู้จักยส
ข่าวย้อนหลัง
ค่ายยุวสิทธิมนุษยชน
อยู่กับปวงประชา
สิทธิมนุษยชนสนทนา
ข่าวด้านสิทธิฯ / landmine
ผู้ไถ่ : รายงานสถานการณ์
การศึกษาเพื่อสิทธิ&สันติภาพ
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
กิจกรรม ยส.
คลังภาพ ยส.
เว็บบอร์ด ยส.
สมุดเยี่ยม
ติดต่อ ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
Facebook ยส.

ยส. (ยุติธรรมและสันติ)



จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 77 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 105:"40 ปี ยส."

 วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ 105


วันสันติสากล 1 มกราคม 2018

 สารวันสันติสากล
1 มกราคม 2018
ผู้อพยพและผู้ลี้ภัย คือ
ชายหญิงที่มุ่งแสวงหาสันติภาพ


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 2 และ3

 หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร
ภาคที่ 2 และ3
 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 1

หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร ภาคที่ 1



หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือแปล
Jesus CEO :
พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ



หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา


พระสมณสาสน์ความรักในความจริง : Caritas in Veritate

หนังสือแปล
Caritas in Veritate :

พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง



โปสเตอร์ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ พ.ศ.2532

โปสเตอร์
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
แห่งสหประชาชาติ
พ.ศ.2532


เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCI

ACPP - Hotline Asia


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

หน่วยงานองค์กรคาทอลิก

   อนึ่ง บทความ หรือข้อเขียนทั้งหมดที่นำลงเว็บไซต์ jpthai.org เป็นทัศนะเฉพาะของผู้เขียน
และไม่ผูกพันกับคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ

ทางเว็บไซต์ jpthai อนุญาตให้คัดลอกบทความ/ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้
แต่กรุณาระบุชื่อผู้เขียน และแหล่งที่มาด้วย ขอบคุณค่ะ

 

Donation / สนับสนุนการดำเนินงาน

ร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน ของ
คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม แผนกยุติธรรมและสันติ (ยส.) 

  • โอนเข้าบัญชี ในนาม
    คณะกรรมการฯ แผนกยุติธรรมและสันติ 
    ธนาคารกสิกรไทย สาขาห้วยขวาง บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 002-8-02590-4
    (กรุณา Fax สำเนาการโอนเงินมาที่ 0 2692 4150)
    (หรือส่งสำเนาการโอนเงินทางอีเมล์ ccjpthai@gmail.com)

  • ทางธนาณัติ สั่งจ่ายในนาม “ปริญดา วาปีกัง” ตู้ ปณ. สุทธิสาร (10321)
    114 (2492) ถ.ประชาสงเคราะห์ ซอย 24 ดินแดง กรุงเทพฯ 10400
ฤามิได้รู้ตัวว่ากำลังแสดงละคร : สวร ฤทัย พิมพ์
Wednesday, 11 January 2012
ฤามิได้รู้ตัวว่ากำลังแสดงละคร

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 23 ตุลาคม 2554


เพลง "โลกนี้คือละคร" ที่ขับร้องโดย ปรีชา บุณยเกียรติ ซึ่งครูไพบูลย์ บุตรขัน แต่งขึ้นในขณะที่มีอายุเพียง 30 ปี ทว่า กลับถ่ายทอดเนื้อร้องออกมาราวกับคนที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชนนั้น ไม่ได้เป็นที่ประหลาดใจเท่าไรนัก หากผู้คนในสมัยนั้นจะบอกว่า นี่คือเพลงที่โดนเหมือนอย่างที่คนสมัยนี้เขาร้องเล่นกัน เพราะมันสามารถเข้าถึงจิตใจคนทั่วไปได้ไม่ยากเย็น กระทั่งกลายเป็น "เพลงยอดนิยม" นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2492 เป็นต้นมา

ในเนื้อเพลงโลกนี้คือละคร ได้แสดงทัศนะอย่างตรงไปตรงมา กล่าวถึงความเป็นจริงของผู้คนในสังคม แบบที่เรียกได้ว่า เป็นสัจธรรมของละครชีวิตกันเลยทีเดียว

"โลกนี้นี่ดูยิ่งดูยอกย้อน เปรียบเหมือนละคร ถึงบทเมื่อตอนเร้าใจ บทบาทลีลาแตกต่างกันไป
ถึงสูงเพียงใด ต่างจบลงไปเหมือนกัน เกิดมาต้องตาย ร่างกายผุพัง ผู้คนเขาชัง คิดยิ่งระวังไหวหวั่น
ต่างเกิดกันมาร่วมโลกเดียวกัน ถือผิวชังพรรณ บ้างเหยียดหยันกัน เหลือเกิน"

ถึงแม้ว่า ชีวิตผู้คนในโลกใบนี้จะเป็นเช่นที่ว่าไว้ในบทเพลงจริงๆ ก็ตามที แต่กระนั้น ชีวิตมนุษย์เรา ฤๅจะเป็นอยู่เหมือนเดิมตายตัว ก็หามิได้ จะมีที่ดีบ้างแย่บ้างคละเคล้ากันไป ตามวาระตามเหตุปัจจัย ตามผลลัพธ์จากการกระทำของแต่ละคน และที่ปราศจากอุปสรรคกีดขวางใดๆ หนทางราบเรียบดำเนินไปเรื่อยๆ ย่อมมีได้เช่นกัน สุดแล้วแต่กรรมจะอำนวยผล เพราะกรรมนี้ให้ผลยุติธรรมเสมอ

เหตุที่เราไม่ค่อยจะรู้สึกเลยว่า กำลังแสดงละครอยู่นั้น อาจเนื่องมาจากการยึดถือเป็นจริงเป็นจังต่อเรื่องราวทั้งหลายเหล่านั้น เสียจนไม่เผื่อใจให้กลับมาสังเกตุดูพฤติกรรมขณะกำลังสื่อสารเรื่องนั้นๆ อยู่ แม้แต่น้อย ทั้งจากภาษากายที่เราแสดงออก ทั้งจากคำพูดที่กล่าวบอกไป โดยเฉพาะส่วนที่สำคัญก็คือ ใจเราเองที่ไปรู้สึกรักรู้สึกชัง รู้สึกมีรู้สึกเป็นต่อสิ่งต่างๆ นี่แหละ!! เหตุที่มาของสภาวะอารมณ์อันผันผวนปรวนแปรเอาแน่เอานอนไม่ได้ ซึ่งเราแต่ละคนกำลังแสดงอย่างสมจริง

ในคนที่มีวุฒิภาวะมากหน่อย ดูจะเข้าใจและควบคุมตนเองได้ดี ไม่แสดงตัวแสดงตนไปตามอารมณ์รักอารมณ์ชังอย่างโลกๆ ต่างกับคนที่รู้จักโลกเป็นอย่างดีแล้ว ไม่ต้องควบคุมบังคับอะไรเลย ปล่อยให้มันเกิดขึ้นและเป็นไปตามสมมติของโลก เดี๋ยวก็จบเองตามเรื่องของมัน อีกจำนวนหนึ่งที่มีประสบการณ์ชีวิตผ่านมาอย่างอ่อนด้อย คือไม่ได้เรียนรู้เข้าใจโลก เข้าใจความเป็นคนสักเท่าไหร่ พวกนี้จะรู้สึกประหนึ่งว่า กำลังเล่นละครบนเวทีเดียวกันอยู่ร่ำไป รู้สึกเป็นเรื่องเป็นราวไปกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ ทั้งที่จริงแล้วหากดูมันแสดงอย่างสมบทบาทจริงๆ ล่ะก็ ตัวละครได้ถูกแบ่งแยกออกจากกันไปตามบท แต่ละตอนตามองก์ ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย นับตั้งแต่แรกแล้ว

แม้ในขณะซ้อม ในขณะแสดง ยังถูกแบ่งเป็นส่วนๆ กระทั่งถ่ายทำจริง หรือเล่นจริงตามบทนั้นยังแสดงอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้ดังใจเรา ไม่ได้เหมือนอย่างที่ตั้งใจจะให้เป็น มันยากเพราะว่า สภาวะแต่ละขณะมันยุติลงในที จึงเริ่มขึ้นและจบลงเดี๋ยวนั้น ใจเราเองต่างหากที่พยายามยื้อยุดเอามันมาสานต่อเป็นเรื่องราว เหมือนกับกระบวนการตัดต่อละครทีวี ตัดต่อภาพยนตร์ที่เอามาไล่เรียงลำดับประกอบกันเป็นเนื้อเรื่องแต่ละฉากแต่ละตอน เราเห็นรึเปล่าว่า อันที่จริงอารมณ์ความรู้สึกดีชั่ว รักชอบ ชิงชัง ในการแสดงนี้มันจบเป็นครั้งๆ ไป แล้วคั่นด้วยโฆษณา หรือการสลับฉากเปลี่ยนสถานที่บ้าง ตัวละครเปลี่ยนบทเปลี่ยน

เพียงเท่านี้ก็ไม่มีความต่อเนื่องแล้ว ใครเล่าจะมี ใครฤาจะเป็นไปตามอารมณ์เดิมๆ อยู่อย่างนั้นได้ เรามองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส สัมผัสรับรู้ทางกายและใจอย่างที่เป็น ต่างคนก็ต่างใจ ทั้งยังต่างกรรมต่างวาระอีกด้วย ความรู้สึกความเข้าใจที่เกิดขึ้นและจบลงในแต่ละขณะปัจจุบัน ทำให้เราต่างก็อยู่กันคนละโลก มีใจหนึ่งดูอีกใจหนึ่งแสดงไปตามบทละครที่กำลังเล่นอยู่ ได้ทำให้ตัวละครมีชีวิตแต่ละขณะแตกต่างกันอย่างที่กล่าวมา เราจึงเป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้างต่อการให้ค่าประเมินค่าและการเปรียบเทียบคุณค่าเป็นปริมาณเปอร์เซนต์มากน้อยไม่เท่ากัน หรือในระดับดีกรีความรู้สึกที่เทียบกันไม่ได้จริงๆ

กระทั่งในบทบาทที่เรารับทำ(ความมีความเป็น)ตามสถานะหน้าที่ อย่างที่แอ็คติ้งโค๊ช (Acting Coach) มีหน้าที่ชี้แนะ บอกสอนนักแสดงทำไม้ทำมือแสดงท่าทางต่างๆไปตามบท กับนักแสดงที่ต้องทำหน้าที่แสดงเอง เล่นสื่อออกไปจริงๆให้ความรู้สึกผิดแผกต่างกันฉันใด การเข้าถึงบทแต่ละตอนที่คาดหมายเอาไว้ของผู้กำกับก็คงไม่ได้รู้สึกเสมอเหมือนกันกับความรู้สึกของผู้แสดงที่รู้สึกเป็นไปกับตัวละครฉันนั้น ทั้งหมดทั้งมวลมันขึ้นกับสมมติที่เราไปทึกทักเอาจริงกับมัน อันนี้ต่างหากที่มีผลต่อตัวเรา ยิ่งเป็นจริงเป็นจังกับมันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะแสดงความเป็นตัวเป็นตนมากเท่านั้น บางเวลาตัวละครบนเวทีที่ทำงานจึงออกมาโลดแล่นบนเวทีที่บ้าน ในสนามเด็กเล่นบ้างล่ะ กระทั่งในห้างสรรพสินค้า ร้านโชว์ห่วย บนรถเมล์ หรือไม่ก็เวทีสาธารณะในที่ๆมีคนมารวมกันมากๆ เมื่อไหร่ที่รู้สึกยึดมั่นถือมั่น "เป็นเรื่องจริงจัง" มากๆ นักแสดงตัวข้างในจะขึ้นโรง ออกงิ้ววาดมือเท้าอยู่บนเวที เป็นดาราที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังแสดงแถมยังไม่รู้ว่าใครเชิญอีกแน่ะ

ยายคนหนึ่งชื่อหมา ถูกเรียกว่า "อีหมา" บ้างล่ะ "นังหมา" ก็มี หรือเวลาผู้ใหญ่ที่เอ็นดูแกมากหน่อยก็เรียก "หมาเอ๊ย หมา มานี่หน่อยซิ" ได้ยินมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย โตขึ้นมาแต่งงานออกเรือนไปแล้ว แก่เป็นยายเฒ่าเป็นย่า เขาเรียกแกเป็นการเป็นงานว่า "นางหมา" ได้ยินสมญานามจนชินเนอะ วันหนึ่งพิธีกรบนเวทีจัดประชุมกรรมการอะไรสักอย่าง ประกาศรายชื่อ ผู้มีสิทธิ์เข้ามารับของบริจาค ไม่รู้เหมือนกันว่าพิธีกรบนเวทีนึกยังไงขึ้นมา ถึงได้เรียกยายแกว่า "นางสุนัข" ทีแรกยายก็ไม่รู้หรอกว่าเขาเรียกแก เรียกตั้งหลายครั้งหลายหนก็ไม่มีนางสุนัขตนใดออกมารับของ ลูกหลานแกเดาเก่งรู้ทัน บุ้ยใบ้บอกให้ยายนั่นแหละ ออกไปรับ

ในเวลานั้นเอง พิธีกรเกิดนึกรู้ขึ้นมาได้ เอ...รายชื่อเขาเขียนว่า "นางหมา" นี่น่า เราดันสอใส่เกือกคิดเอาเองว่าที่ถูกแล้ว ต้องเป็น "นางสุนัข" แกเลยขอโทษขออภัย เรียกชื่อใหม่ "นางหมา นางหมา....ครับ" พอชาวบ้านเขาได้คิด อ๋อ!!...อีหมานั่นเอง ก็เลยหัวเราะกันใหญ่ ยายหมาแกโกรธหน้าดำหน้าแดงกันล่ะทีนี้ นี่ถ้าไม่ได้ยินมาก่อนว่า พิธีกรเขาเรียกแกว่านางสุนัขก็คงไม่เป็นไร พอชาวบ้านเขาหัวเราะกันเท่านั้นแหละ แกคิดตาม สุนัขหมายถึงอะไร? หืม!! ไอ้นี่!! ไอ้คุณพิธีการรู้มาก คุณพิธีกรอวดรู้ มันน่าโกรธไหมล่ะ? เอาเข้าจริงๆแล้ว ถึงจะรู้ว่าสุนัขแปลว่าหมา ถ้ายายแกไม่ไปคิดไม่ได้ใส่ใจตามสุนัขหมาที่เขาเห่าๆกัน มันจะโกรธรึ หยั่งงี้..แล้วไอ้ที่โกรธอยู่นั่น ทั้งหมดหมายความว่า แกคิดไปเองล่ะสิ ว่า ตัวเป็นหมา ทีนี้ก็เป็นหมาอย่างสมบทบาทแล้วล่ะ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เจ้าตัวยังไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เคยแสดงธรรมเรื่องวัฎสังขาร พิจารณาชีวิตสัตว์อย่างหมานี่แหละ ท่านว่าหมามันมีความดีประจำตัวถึง 20 อย่างที่คนเราทำไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น เดินกลางคืนไม่ต้องจุดไฟ เข้าป่าหนามไม่ตำตีน จมูกเป็นทิพย์ กินอาหารไม่เลือก เป็นต้น อย่างที่หลวงปู่ท่านเทศน์บอกมันดีนะยาย คนนี่ยังไงๆ มันก็ไม่เหมือนหมาแน่ๆ ต่างกันตั้ง 20 อย่างแน่ะ เขาแค่คิดว่าชื่อหมา มันไม่สุภาพเท่านั้น เขาไม่ได้เห็นยายเป็นหมาจริงๆสักหน่อย ที่โกรธเพราะเขาหัวเราะเยาะไม่ให้เกียรติใช่ไหม? มันจะเป็นไรไป ก็แค่สมมติชื่อหมา ไม่ได้ทำตัวให้เหมือนหมาสักนิด ต่อให้หน้าเหมือนหมาที่บ้าน หรือแสดงเป็นหมาก็เถอะ ยังไงก็ไม่เหมือน เว้นแต่ว่าทำตัวหยั่งกะหมาซะเอง นั่นล่ะเขาเห็นเป็นหมา...จริงๆ แน่

โดย.....สวร ฤทัย

 

ที่มา คอลัมน์ มองย้อนศร : http://www.budnet.org/

 

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >