หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow ข่าวย้อนหลัง arrow สิบปีกับเงินหมื่น : แอ้เกอะลื่อตอ
หน้าหลัก
รู้จักยส
ข่าวย้อนหลัง
ค่ายยุวสิทธิมนุษยชน
อยู่กับปวงประชา
สิทธิมนุษยชนสนทนา
ข่าวด้านสิทธิฯ / landmine
ผู้ไถ่ : รายงานสถานการณ์
การศึกษาเพื่อสิทธิ&สันติภาพ
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
กิจกรรม ยส.
คลังภาพ ยส.
เว็บบอร์ด ยส.
สมุดเยี่ยม
ติดต่อ ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
Facebook ยส.

ยส. (ยุติธรรมและสันติ)



จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 71 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 107:"อยู่ให้เป็น?!!! ในสังคมดิจิทัล"

 วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ 107


วันสันติสากล 1 มกราคม 2018

 สารวันสันติสากล
1 มกราคม 2018
ผู้อพยพและผู้ลี้ภัย คือ
ชายหญิงที่มุ่งแสวงหาสันติภาพ


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 2 และ3

 หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร
ภาคที่ 2 และ3
 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 1

หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร ภาคที่ 1



หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือแปล
Jesus CEO :
พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ



หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา


พระสมณสาสน์ความรักในความจริง : Caritas in Veritate

หนังสือแปล
Caritas in Veritate :

พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง



โปสเตอร์ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ พ.ศ.2532

โปสเตอร์
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
แห่งสหประชาชาติ
พ.ศ.2532


เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCI

ACPP - Hotline Asia


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

หน่วยงานองค์กรคาทอลิก

   อนึ่ง บทความ หรือข้อเขียนทั้งหมดที่นำลงเว็บไซต์ jpthai.org เป็นทัศนะเฉพาะของผู้เขียน
และไม่ผูกพันกับคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ

ทางเว็บไซต์ jpthai อนุญาตให้คัดลอกบทความ/ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้
แต่กรุณาระบุชื่อผู้เขียน และแหล่งที่มาด้วย ขอบคุณค่ะ

 

Donation / สนับสนุนการดำเนินงาน

ร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน ของ
คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม แผนกยุติธรรมและสันติ (ยส.) 

  • โอนเข้าบัญชี ในนาม
    คณะกรรมการฯ แผนกยุติธรรมและสันติ 
    ธนาคารกสิกรไทย สาขาห้วยขวาง บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 002-8-02590-4
    (กรุณา Fax สำเนาการโอนเงินมาที่ 0 2692 4150)
    (หรือส่งสำเนาการโอนเงินทางอีเมล์ ccjpthai@gmail.com)

  • ทางธนาณัติ สั่งจ่ายในนาม “ปริญดา วาปีกัง” ตู้ ปณ. สุทธิสาร (10321)
    114 (2492) ถ.ประชาสงเคราะห์ ซอย 24 ดินแดง กรุงเทพฯ 10400
สิบปีกับเงินหมื่น : แอ้เกอะลื่อตอ พิมพ์
Wednesday, 30 November 2011

เสียงชาวบ้านฉบับที่ 56 : 

รัฐบาลไทยจะทะยอยส่งแรงงานจากประเทศพม่าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้กลับอย่างดี แต่ผมกลับเห็นคนในค่ายผู้ลี้ภัยซมซานกลับมากันเองด้วยหนี้มหาศาล หลายคนถูก
เจ้าหน้าที่หรือคนที่บอกว่าตัวเป็นเจ้าหน้าที่ปล้นระหว่างทาง

 

 สิบปีกับเงินหมื่น

 


แอ้เกอะลื่อตอ

ภาพโดย Peter Biro/IRC

"เป็นยังไงมั่งแล้วหือ ไอ้หลานชาย ที่นั่นเป็นยังไง เอ็งจะกลับมาถึงเมื่อไหร่ รู้มั้ยวันก่อนน้าสาวกับน้าเขยของเอ็งนั่งรถหนีน้ำกลับมาหมดไปคนละห้าพัน แล้วยังโชคร้ายถูกจับส่งตัวไปที่ฝั่งพม่า ถูกหน่วยรักษาชายแดน (กองกำลังดีเคบีเอเดิม) เรียกคนละสองพันห้า เท่านั้้นยังไม่พอ ข้ามกลับมาฝั่งไทยยังถูกตำรวจไทยเรียกเก็บอีกห้าร้อย แต่ที่ข้าส่งให้เอ็งไปก็น่าจะพอกลับมานะ เอ็งเลือกรถที่มันเชื่อถือได้หน่อย"

ยายขายขนมจีนในค่ายผู้ลี้ภัยเล่าให้ผมฟังว่าได้คุยกับหลานชายไว้แบบนี้ ในตอนนั้นแกยังหวังว่าหลานจะไม่ต้องเสียเงินหลายต่อหลายตอนเหมือนน้าของเขา แกสอบถามได้ข้อมูลว่าส่วนใหญ่คนแถวนั้นต้องจ่ายค่ารถนายหน้าราวๆ หัวละห้าพันจึงจะกลับมาค่ายได้ จึงไปกู้หนี้ยืมสินมาได้หนึ่งหมื่นบาท และจัดการส่งให้หลานกับลุงของเขาโดยด่วน

"เห็นภาพข่าวน้ำท่วมกับคนงานถูกปล่อยทิ้งไว้หลายๆ ที่แล้วข้านอนไม่หลับ ลูกสาวข้าที่เป็นน้าของไอ้หลานนี่มันเพิ่งไปทำงานที่กรุงเทพฯได้แค่ 2 -3 เดือนน้ำก็ท่วม ยังไม่ทันจะเก็บเงินได้เลย เงินที่หาได้ก็จ่ายเป็นค่ารถค่านายหน้าขาที่พาลงไปหมดแล้ว พอเขาให้หยุดทำงาน มันก็เลยต้องกลับ ค่ารถขากลับก็ขอติดหนี้เขาไว้ แต่ดูซิป่านนี้มันยังกลับไม่ถึงค่ายเพราะต้องอยู่ทำงานแถวๆ ด่านจนกว่าจะจ่ายหนี้ทั้งหมดให้ได้ก่อน ไม่งั้นเขาไม่ปล่อยมันกลับมา"

"วันนั้นหลานชายโทรมาบอกว่ามันกับลุงซื้อตั๋วรถได้แล้ว จะกลับแบบธรรมดาๆ เพราะถูกกว่า ไม่ต้องเสียค่านายหน้า มันจะเสี่ยงเอา ยายกับแม่จะได้ไม่ต้องเป็นหนี้เยอะ แต่มันก็โชคร้ายถูกตำรวจจับอีก"

หลานชายของยายถูกจับพร้อมกับลุงแถวด้านหน้าสถานีขนส่งนั้นเอง แต่ยายบอกผมว่า ทั้งคู่จะกลับมาถึงค่ายพรุ่งนี้เช้าแล้ว โดยเสียเงินให้กับรถนายหน้าอีกหัวละห้าพันบาท รวมทั้งหมดเป็นหนึ่งหมื่น การเดินทางด้วยนายหน้าขนส่งนั้นแพงมาก ยิ่งในภาวะนี้พวกเขายิ่งโขกราคา แต่หลายคนก็ไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องมองว่าคุ้ม เพราะการันตีความปลอดภัยได้พอสมควร เว้นแต่จะโชคร้ายเหมือนรายลูกสาวและลูกเขยของยาย

วันรุ่งขึ้นผมกลับไปหาหลานชายของยายที่ร้านขายขนมจีน เขากลับมาแล้วจริงๆ

"ตอนตำรวจเรียกผม ผมรู้แล้วว่าต้องมีปัญหาแน่ๆ ผมพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ แต่ลุงพยายามอธิบายว่าเราขอกลับบ้านเราเท่านั้นเองเพราะน้ำมันท่วม" ชายหนุ่มเล่าให้ฟัง "ลุงผมโทรศัพท์ขอให้เถ้าแก่และตำรวจที่รู้จักกับเถ้าแก่รับรองเรา แต่ตอนนั้นพวกตำรวจก็รื้อค้นห่อเสื้อผ้า แล้วเจอบัตรประชาชนของลุงที่เขาดูออกว่าปลอม เขาขู่ว่า ติดคุกเป็นสิบปีนะโว้ย มีบัตรปลอมน่ะ ผมตัวสั่นไม่รู้จะทำยังไง บัตรนี้เถ้าแก่จัดการให้ลุงทำ เพราะลุงพูดไทยได้ดี ช่วยงานเขาได้เยอะ ถ้ามีบัตรจะไปไหนมาไหนสะดวก เขาหักค่าแรงลุงไปเป็นค่าบัตรตั้งหกพันนะครับ ไม่ใช่ฟรี"

"เราได้แต่ขอเขาว่า คุณตำรวจครับ อย่าจับเราเลย จะเอาอะไรไปก็ได้ เราให้คุณทั้งหมด แต่ผมต้องทำงานเลี้ยงแม่กับยายของผม ถ้าผมติดคุก เขาจะทำยังไง แม่ผมไม่ค่อยสบายด้วย เราบอกเขาว่าเราไม่มีเงินมากหรอก น้ำท่วมแบบนี้เถ้าแก่ไม่จ่ายเงิน มีแต่เงินที่ยายของผมส่งมาให้เป็นค่ารถกลับบ้านหมื่นนึง จ่ายค่าตั๋วรถกลับบ้านก็หมดไปพันแล้ว"

ตำรวจเรียกชายหนุ่่มและลุงไปที่ลับตาคน

"เขาว่า.. กูจะปล่อยมึงไป แต่ไม่ต้องพูดมาก เดี๋ยวคนอื่นจะหาว่ากูเรียกเงินมึง นี่กูปล่อยเพราะสงสาร.."

ชายหนุ่มและลุงสูญเสียเงินทั้งหมด รวมทั้งตั๋วรถที่ติดอยู่ในกระเป๋าสตางค์ที่ตำรวจเอาไป ตำรวจให้เงินติดตัวเขาไว้ 100 บาท ใช้เป็นค่าแท็กซี่นั่งกลับไปหานายจ้างและติดต่อกับยายที่ค่ายผู้ลี้ภัยใหม่ ค่าแท็กซี่นั้นตกสองร้อยกว่าบาท เขาต้องขอให้นายจ้างออกให้ไปก่อน เมื่อได้เงินก้อนใหม่จากยายแล้วจึงคืนเงิน และฝ่ายลุงติดต่อหารถนายหน้ากลับมา

ผมฟังเรื่องราวทั้งหมดแล้วกลืนขนมจีนที่กำลังเคี้ยวอยู่แทบไม่ลง ตอนนี้ยายติดหนี้แล้วรวมสองหมื่นบาท แผงขนมจีนเล็กๆ ในค่ายผู้ลี้ภัยไม่ใช่จะทำกำไรอะไรมากมาย ผมดูข่าวโทรทัศน์เรื่องน้ำท่วมอยู่ทุกวัน มีคนอธิบายว่า รัฐบาลไทยจะทะยอยส่งแรงงานจากประเทศพม่าที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้กลับอย่างดี แต่ผมกลับเห็นคนในค่ายผู้ลี้ภัยซมซานกลับมากันเองด้วยหนี้มหาศาล หลายคนถูกเจ้าหน้าที่หรือคนที่บอกว่าตัวเป็นเจ้าหน้าที่ปล้นระหว่างทาง มีคนเล่าให้ฟังด้วยว่าที่ชายแดนนั้น เจ้าหน้าที่ฝั่งไทยสั่งให้คนที่ไม่มีเงินจะให้หรือมีน้อยวิดพื้นคนละ 50 ครั้งและตบหัวคนละทีสองทีแทนค่าปรับ

"เรามันคนไม่มีบ้านไม่มีเมืองจะอยู่ เรามันคนทุกข์ยากอยู่แล้ว ทำไมเขาถึงทำแบบนี้อีก" ยายถามผมเหมือนไม่ได้ต้องการคำตอบ แล้วแกก็พูดต่อว่า "เขาจะทำกับเรายังไง เราก็ต้องทนไป"

ผมถามหลานชายว่า แล้วเขากับญาติๆ เหล่านี้จะกลับไปทำงานที่กรุงเทพฯอีกไหม เขาตอบผมว่า ถ้าน้ำลด ก็คงจะกลับไป เพราะพวกเขาติดหนี้คนไว้มากมาย จำเป็นต้องไปทำงานหาเงินมาใช้หนี้ "แต่ตัวผม ผมคิดว่าผมจะตัดสินใจสมัครไปประเทศที่สามดีกว่า ผมเองก็มีบัตรยูเอ็น จะไปก็ไปได้ ตอนนี้ผมคิดว่าผมไปดีกว่า"

คำกล่าวโบราณของพม่าว่าไว้ว่า "ถ้าแผ่นดินยังลุกโชน คนเหมือนกันจะเหยียบย่ำกัน" หลังการเกิดพายุนาร์กิสตอนนั้น ตำรวจพม่าก็มารีดไถเงินและของบริจาคจากชาวบ้านแถวบ้านผม ความช่วยเหลือที่ดูเหมือนมากมายก็เข้าไม่ถึงมือพวกผม ตอนนี้เราหนีความทุกข์ยากและการกดขี่ข่มเหงมาอยู่เมืองไทย เราก็เจอกับสถานการณ์แบบนี้ ซึ่งเราก็ไม่มีทางเลือกอะไรมากนอกจากต้องอดทน หรือว่าบนโลกใบนี้จะไม่มีสถานที่ใดที่จะปลอดจากการกดขี่ข่มเหงแบบนี้

-----------------------------------
ที่มา : เสียงชาวบ้าน ศูนย์ข้อมูลริมขอบแดน - มูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน :
http://www.gotoknow.org/blog/bordervoices2010/

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >