|
จำนวนผู้เข้าชม |
|
ขณะนี้มี 64 บุคคลทั่วไป ออนไลน์ |
 
ขอบคุณทุกท่าน ที่แวะเข้ามาค่ะ
|
|
แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด |
|

วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ 87

หนังสือแปล
Jesus CEO : พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ

หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือแปล
Caritas in Veritate :
พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง
|
|
|
สาระสำคัญของสารวันสันติภาพสากล ปี 1990/2533 : สันติกับพระเจ้าพระผู้สร้าง สันติกับสิ่งสร้างทั้งมวล |
|
|
Friday, 19 May 2006 |
สาระสำคัญของสารวันสันติภาพสากล ของสมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น พอล ที่ 2 1 มกราคม 1990/2533 สันติกับพระเจ้าพระผู้สร้าง สันติกับสิ่งสร้างทั้งมวล
| สารของสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น พอล ที่ 2 ฉบับนี้ เกิดขึ้นจากความห่วงใยว่า สันติภาพของโลกกำลังถูกคุกคาม ไม่เพียงแต่เพราะการแข่งขันสร้างอาวุธ ความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ และความ อยุติธรรมระหว่างประชาชาติและประเทศอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่เพราะ “การไม่เคารพธรรมชาติเท่าที่ควร” โดยการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและการถดถอยอย่างรวดเร็วของคุณภาพชีวิต
เมื่อเผชิญหน้ากับความเสียหายของสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง ประชาชนในทุกหนแห่งจึงเริ่มเข้าใจว่า เราไม่อาจใช้ทรัพยากรของโลกดังเช่นอดีตที่เราเคยทำอีกต่อไป ในสมัยใหม่นี้ เริ่มมีความสำนึกถึงภาวะสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น ซึ่งแทนที่เราจะเพิกเฉย สิ่งที่ต้องทำคือเราต้องพัฒนาให้เกิดกิจกรรมรูปธรรมและความคิดริเริ่มมากขึ้น
สารวันสันติภาพสากล ปี 1990 ฉบับนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาระบุว่า สิ่งที่ท้าทายและกำลังเผชิญหน้าโลกของเราทุกวันนี้ ล้วนเกี่ยวเนื่องกันและเป็นสิ่งยืนยันถึงความจำเป็นที่จะต้องมีวิธีการแก้ไขที่ประสานสอดคล้องกัน บนพื้นฐานของโลกทัศน์ที่มีศีลธรรม
สำหรับคริสตชน โลกทัศน์ดังกล่าวมีฐานอยู่บนความเชื่อมั่นทางศาสนา ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาหวังว่า แม้ผู้ที่ไม่ได้มีความเชื่อเช่นเดียวกับท่าน ก็สามารถค้นพบพื้นฐานร่วมเพื่อการพิจารณาไตร่ตรองและการกระทำจากสารฉบับนี้ได้ด้วย
สารฉบับนี้ระบุไว้ว่า เมื่อมนุษย์หันหลังให้กับแผนการของพระผู้สร้าง ก็ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวาย ซึ่งมีผลต่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสิ่งสร้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากมนุษย์ไม่มีสันติกับพระเจ้าแล้ว แผ่นดินก็ไม่อาจมีสันติภาพได้เช่นกัน
ความรู้สึกอันลึกซึ้งที่ว่า “แผ่นดินกำลังทุกข์ทรมาน” นี้ เป็นความรู้สึกร่วมของผู้ที่มิได้มีความเชื่อในพระเจ้า ที่จริง การทำลายธรรมชาติของโลกที่มีเพิ่มมากขึ้นนี้ประจักษ์ชัดแก่ทุกผู้คน
และสารฉบับนี้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “วิกฤติการณ์ทางสิ่งแวดล้อม เป็นปัญหาทางศีลธรรม” รายละเอียดหลายอย่างของปัญหาสิ่งแวดล้อมในสารฉบับนี้ น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยสารกล่าวไว้ว่า การทำลายอากาศชั้นโอโซนอย่างต่อเนื่อง และผลกระทบแบบเรือนกระจก (Greenhouse Effect) จนบัดนี้มาถึงขั้นวิกฤติการณ์อันเป็นผลมาจากความเจริญเติบโตของอุตสาหกรรม จากการเติบโตของเมืองอย่างหนาแน่น และความต้องการพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม การเผาผลาญน้ำมันจากฟอสซิล การถางป่าอย่างไร้ขอบเขต การใช้ยาฆ่าวัชพืชบางชนิด น้ำยาทำความเย็น และน้ำยาขับเคลื่อน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เรารู้ดีว่ามันทำลายบรรยากาศและสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงทางอากาศและบรรยากาศนี้มีผลต่อการทำลายสุขภาพอนามัย ไปจนถึงความเป็นไปได้ในอนาคตที่แผ่นดินที่ต่ำจะถูกน้ำท่วม
สารยังบอกอีกว่า ในบางกรณี การเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วอาจไม่มีทางเยียวยาได้ แต่ในกรณีอื่นๆ อีกมากมายอาจหยุดยั้งได้ อย่างไรก็ตาม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษยชาติทั้งมวล ทั้งแต่ละคน รัฐและองค์กรระหว่างประเทศ จะต้องแสดงความรับผิดชอบของตนอย่างจริงจัง
สารปี 1990 ชี้อย่างชัดเจนว่า ตัวบ่งชี้ที่ลึกที่สุดและน่าวิตกมากทางด้านศีลธรรมอันเป็นพื้นฐานของปัญหาสิ่งแวดล้อมก็คือ “การขาดความเคารพต่อชีวิต”
ซึ่งการเคารพชีวิตและเหนืออื่นใด การเคารพศักดิ์ศรีมนุษย์ เป็นบรรทัดฐานชี้นำที่สูงสุด สำหรับความเจริญอย่างแท้จริงทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์
สังคมที่มีสันติสุข ไม่อาจเพิกเฉยต่อการเคารพชีวิต ทั้งไม่อาจเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงที่ว่า สิ่งสร้างมีบูรณภาพ
สารฉบับนี้บอกกับเราว่า วิกฤติการณ์ทางสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนทางด้านศีลธรรมให้มีความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวกันในแนวใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาไปแล้ว ประเทศต่างๆ จะต้องรับผิดชอบร่วมกันให้มากขึ้น โดยเอื้อเฟื้อเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและสังคมที่มีสันติและผาสุก
สมเด็จพระสันตะปาปากล่าวย้ำในสารฉบับนี้หลายครั้งว่า “วิกฤติการณ์ทางสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องทางศีลธรรม” ซึ่งวิกฤติการณ์ทางสิ่งแวดล้อม เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน และเป็นเรื่องของคนทุกคนบนโลกนี้
สุดท้าย สารฉบับนี้ยังบอกไว้อีกว่า สังคมยุคใหม่นี้ จะหาหนทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่พบ หากเราไม่ “หวนกลับไปย้อนมองชีวิตของตนอย่างจริงจัง”
|
Powered by AkoComment 2.0! |
|