หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow อยู่กับปวงประชา arrow พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ กับ ชีวิตที่ "อยู่กับปวงประชา"
หน้าหลัก
รู้จักยส
ข่าวย้อนหลัง
ค่ายยุวสิทธิมนุษยชน
อยู่กับปวงประชา
สิทธิมนุษยชนสนทนา
ข่าวด้านสิทธิฯ / landmine
ผู้ไถ่ : รายงานสถานการณ์
การศึกษาเพื่อสิทธิ&สันติภาพ
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
กิจกรรม ยส.
คลังภาพ ยส.
เว็บบอร์ด ยส.
สมุดเยี่ยม
ติดต่อ ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
Facebook ยส.

ยส. (ยุติธรรมและสันติ)



จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 31 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 104:"พลังครอบครัวเข้มแข็ง สร้างสังคมยั่งยืน"

 วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ ๑๐๔ 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 2 และ3

 หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร
ภาคที่ 2 และ3
 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 1

หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร ภาคที่ 1



หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือแปล
Jesus CEO :
พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ



หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา


พระสมณสาสน์ความรักในความจริง : Caritas in Veritate

หนังสือแปล
Caritas in Veritate :

พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง



โปสเตอร์ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ พ.ศ.2532

โปสเตอร์
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
แห่งสหประชาชาติ
พ.ศ.2532


เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCI

ACPP - Hotline Asia


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

หน่วยงานองค์กรคาทอลิก

พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ กับ ชีวิตที่ "อยู่กับปวงประชา" พิมพ์
Wednesday, 12 January 2011

พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์

บาทหลวงผู้มีบทบาทสำคัญต่องานพัฒนาของพระศาสนจักรไทย

กับ ชีวิตที่ "อยู่กับปวงประชา"

และ ทุกก้าวย่าง "เพื่องานพัฒนา"


เนื่องในวาระที่วารสาร "ผู้ไถ่" ดำเนินงานผ่านขวบปีที่ 30 และกำลังจะย่างเข้าสู่ปีที่ 31 กองบรรณาธิการ วารสาร "ผู้ไถ่" ได้นำประเด็น "การหลุดพ้นจากพันธนาการที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความเป็นคนที่ครบครัน" ซึ่งเป็นหัวเรื่องหลัก เพื่อพูดคุยกับพระคุณเจ้าบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิด วารสาร "ผู้ไถ่" และองค์กร ยส.

พระคุณเจ้าบุญเลื่อน ในห้วงวัย 80 ปี ที่แม้ร่างกายจะทรุดโทรมถดถอยจากโรคประจำกาย แต่ด้วยพลังใจที่มีอย่างเปี่ยมล้น จึงได้เล่าให้ฟังย้อนอดีตไปยังจุดเริ่มต้นของงานพัฒนาสังคมของพระศาสนจักร ไทย ซึ่งมีที่มาจากการเปลี่ยนแปลงในพระศาสนจักรสากล และถือเป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานพัฒนาของพระคุณเจ้าบุญเลื่อนซึ่งได้เริ่ม ขึ้น ณ บัดนั้น


สังคายนาวาติกันครั้งที่สอง จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของพระศาสนจักรสากล

ปี 1958 เป็นปีที่พระสันตะปาปา ปีโอ ที่ 12 สิ้นพระชนม์ พระสันตะปาปา ยอห์น ที่ 23 ขึ้นแทน ซึ่งท่านเป็นลูกชาวนา ครอบครัวเป็นคริสตังที่ดี เข้ามาเป็นเณร ท่านฉลาดใช้ได้ เคยเป็นทูตประเทศตุรกีและฝรั่งเศส ต่อมาถูกเลือกเป็นพระสังฆราช ในฝรั่งเศสท่านถูกเลือกให้เป็นพระคาร์ดินัล ซึ่งหมายถึง เป็นเกียรติ คาร์ดินัลมีหน้าที่เหมือนองคมนตรี ให้คำปรึกษาแก่พระสันตะปาปา ท่านเห็นประสบการณ์ในประเทศเหล่านั้น จึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่พระศาสนจักรคาทอลิกทั่วโลกจะต้องมาสังคายนากันศึกษาเรื่องบทบาทเอกลักษณ์ของศาสนจักร(Identity ) กับวิสัยทัศน์ (Vision) (คือพระศาสนจักรเป็นกลุ่มชุมชนที่มีความเชื่อในพระเจ้า พระเยซู มีบทบาทในการประกาศข่าวดีแก่โลกเพื่อช่วยให้โลกรอดพ้นจากความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ซึ่งเป็นผลของบาป) ท่านถูกเลือกมาในเดือนตุลาคม ปี 1958 (พ.ศ.2501) ต่อมาปลายปี ท่านประกาศเรียกประชุมสภาสังคายนาโดยให้เวลาเตรียมตัว 3 ปี คือ ปี 1959 - 1961 (พ.ศ.2502 - 2504) แล้วเริ่มประชุมปี 1962 - 1965 (พ.ศ.2505 - 2508)

ปี 1965 มีเอกสารสำคัญหลายฉบับที่เป็นผลจากการประชุม เอกสารหรือธรรมนูญสำคัญฉบับหนึ่งคือ สมณสาสน์ว่าด้วยพระศาสนจักรในโลกสมัยนี้ (Gaudium et Spes ) แปลเป็นไทยก็คือ ของขวัญแห่งความยินดี กล่าวถึงพระศาสนจักรในสังคมโลกปัจจุบัน ซึ่งมีความยินดี ความหวัง หรือความทุกข์อย่างไร พระศาสนจักรต้องสนใจเรื่องของสังคม เพราะแต่เดิมมีความคิดหนักไปทางที่ว่า ศาสนาไม่ต้องมายุ่งเรื่องของสังคม แต่วาติกันที่สองบอกว่าศาสนาต้องสนใจแต่ไม่ต้องไปเล่นการเมือง Gaudium et Spes กล่าวถึงเอกลักษณ์และพันธกิจของพระศาสนจักรในโลกปัจจุบัน ในเอกสารฉบับนี้มีบอกไว้ละเอียด พูดถึงสถานภาพของโลกสมัยนั้น (พ.ศ.2507 - 2508 ) สภาพที่ยุโรปหลายประเทศตั้งตัวได้แล้ว แต่ประเทศโลกที่สามกำลังพัฒนา ตื่นตัวขึ้น มาถึงปี 1971 (พ.ศ.2511) ซึ่งเรียกว่า ทศวรรษแห่งการพัฒนา พระสันตะปาปาเห็นว่ามีการพูดถึงการพัฒนากันอย่างมาก

เมื่อพูดถึงภารกิจ (Mission) สมัยนั้นพระสงฆ์ก็ทำหน้าที่ตามจารีต สวดภาวนาช่วยเหลือกิจการแห่งความเมตตา การสงเคราะห์ แต่มากกว่านั้นไม่ต้องทำเพราะถือว่าไม่ใช่ธุระ เป็นเรื่องทางโลก ธรรมนูญฉบับนั้นบอกว่า ต้องทำเพราะเป็นผลของบาป (แต่ก่อนไม่มีการพูดถึงบาปของสังคม) เมื่อพระศาสนจักรมี Mission ที่จะต้องสู้กับปีศาจกับบาป ก็ต้องสนใจด้วย แต่ไม่ใช่เล่นการเมือง ใครๆ ก็แปลกใจว่า ท่านมีวิสัยทัศน์ไกลมาก เห็นว่าโลกกำลังพัฒนา


การพัฒนาที่แท้จริงต้องเริ่มจากการพัฒนามนุษย์ และสร้างการมีส่วนร่วม

สมณสาสน์การพัฒนาประชาชาติ (Popurolum Progressio) เทียบได้กับกฎหมายลูกของ Gaudium et Spes สมณสาสน์การพัฒนาประชาชาติ หรือ Popurolum Progressio ออกมาปี 1967 (พ.ศ.2510) ซึ่งกล่าวละเอียดถึง Gaudium et Spes คือบอกว่า พระศาสนจักรต้องสนใจความเป็นไปของสังคมโลก ใน Popurolum Progressio พูดถึงเรื่องการพัฒนา สมัยนั้นเข้าใจว่าการพัฒนาเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ แผนพัฒนาประเทศไทยฉบับที่หนึ่งก็เริ่มในขณะนั้นจากการผลักดันของ UN แผนพัฒนาฯ 5 ปี ของไทยไปเน้นเศรษฐกิจและมารู้ตัวจึงเพิ่มเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เมื่อไปดูใน Popurolum Progressio พูดถึงการพัฒนาที่แท้จริงต้องเริ่มจากการพัฒนามนุษย์ ซึ่งมนุษย์มีหลายมิติ ทั้งมิติการเมือง มิติสังคม มิติวัฒนธรรม พูดถึงมนุษย์ไม่ได้เป็นปัจเจกบุคคล (Individual) เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของกลุ่มของสังคม ต้องมีด้านสังคม การเมือง วัฒนธรรม

และการพัฒนาคนไม่ได้ให้มั่งมีมากกว่าคนอื่น แต่ให้เป็นคนสมบูรณ์มากกว่า เนื่องจากคนเป็นสัตว์สังคม ก็ต้องมีสังคมแห่งเกียรติศักดิ์ศรี เมื่อเรายอมรับว่ามนุษย์แต่ละคนมีเกียรติศักดิ์ศรี เขาก็มีสิทธิที่จะให้คนอื่นเคารพเกียรติศักดิ์ศรีของเขา และเขาเองก็ต้องยอมรับเกียรติและศักดิ์ศรีของคนอื่นด้วย จึงจะอยู่ด้วยกันได้ เมื่อเกี่ยวกับเกียรติและศักดิ์ศรีแล้ว ความยุติธรรมก็ต้องมีด้วย เราจะไปข่มเหงเขา เพื่อให้ถือตามความคิดเราไม่ได้ ต้องมีการเจรจา แลกเปลี่ยนความคิดเพื่อให้ความคิดเข้าใกล้กันมากขึ้น ไม่เป็นศัตรูกัน เพราะมนุษย์เป็นพี่น้องกัน ซึ่งต้องอาศัยหลักศาสนา คริสตศาสนาบอกว่า เราเป็นลูกของพระบิดาองค์เดียวกัน ใน Popurolum Progressio มีการบูรณาการครบทุกมิติและอยู่บนรากฐานของการเคารพและให้เกียรติกัน จึงเกิดเป็นสังคมที่ต้องรักกันช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ยังพูดว่า เพื่อให้เป็นคนที่สมบูรณ์ครบครัน มนุษย์ต้องรู้เห็นและยอมรับความจริงและความดี

Popurolum Progressio หลักก็คือให้พัฒนามนุษย์แบบบูรณาการ และยังเรียกร้องให้มนุษย์รวมกันเป็นสังคมที่ดี เพราะฉะนั้นการพัฒนาที่แท้จริงต้องมีการมีส่วนร่วมจากประชาชน (Participation) เพราะมนุษย์มีศักดิ์ศรี ผู้เป็นใหญ่ในบ้านเมืองจะไปข่มเหงเขาไม่ได้ กฎหมายมีมาให้เร่งรัดพัฒนาประเทศ แล้วจะบอกให้ใครทำอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมปรึกษาเขา

มีบทเพลงที่พ่อไปไหนมักจะร้องเสมอคือ เพลงผู้ใหญ่ลี สอนดีด้วยน่ะ "ทางการเขาสั่งมาว่า ให้ชาวนาเลี้ยงเป็ดและสุกร" ชาวนาก็ไม่รู้จักสุกร ผู้ใหญ่ลีลุกขึ้นตอบทันใด สุกรนั้นไซร้ คือ หมาน้อยธรรมดา เห็นไหม มันคนละเรื่องเลย รัฐบาลสั่งมา แต่คนข้างล่างไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่มีส่วนอะไรเลย จึงเป็นการพัฒนาที่ลบหลู่เกียรติและศักดิ์ศรีของประชาชน แต่การพัฒนาที่ให้เกียรติและศักดิ์ศรีแก่ประชาชนก็คือ ให้เขามีส่วนร่วม ซึ่งในส่วนท้ายของ Popurolum พูดถึงการรวมตัวกันระดับภาคและระดับโลก

กล่าวได้ว่า งานพัฒนาสังคมแนวใหม่ของพระศาสนจักรสากลเป็นจุดเริ่มต้นงานพัฒนาสังคมของพระศาสนจักรในไทย และสืบเนื่องจากการสังคายนาวาติกันครั้งที่สอง หลังจากเกิด Popurolum เพื่อคล้อยตาม Gaudium et Spes 1 ปีหลังจากการสัมมนา Popurolum สภาพระสังฆราชคาทอลิกประเทศไทยจึงตั้งคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการสงเคราะห์และพัฒนาขึ้น ในปี พ.ศ.2510 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประสานงาน และส่งเสริมให้ชุมชนหรือคริสตชนมีบทบาทในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ ในระยะแรกเริ่มนั้น งานของคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการสงเคราะห์และพัฒนาเน้นการส่งเสริมและเผยแพร่งานเครดิตยูเนี่ยน (หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน) โดยใช้เครดิตยูเนี่ยนเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคนแบบบูรณาการ ซึ่งพระคุณเจ้าบุญเลื่อนได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นเลขาธิการของคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการสงเคราะห์และพัฒนา ซึ่งต่อมาเปลี่ยนมาใช้ชื่อว่า คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนา

หลังจากนั้น 4 ปี คือ เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2520 คณะกรรมการฯ ยุติธรรมและสันติ (ยส.) จึงเกิดขึ้น


การก่อเกิดวารสาร "ผู้ไถ่"
และ คณะกรรมการฯ ยุติธรรมและสันติ (ยส.)

ทีนี้แนวความคิดของพระศาสนจักร ส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย พอดีเวลานั้นประเทศไทยเป็นเผด็จการทหาร ยุคสฤษฎิ์ ธนะรัชต์ และเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 สมัยจอมพลถนอม กิตติขจร ขณะนั้นนิสิตนักศึกษา และอาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งศึกษาและมองเห็นโลกกว้างกว่า พยายามจะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากเผด็จการทหารมาเป็นประชาธิปไตยแบบที่ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งไม่ได้พลิกทันที เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบมาจนถึงปัจจุบันที่เกือบจะเต็มใบแล้วก็เกิดเรื่องยุ่งอีก เพราะอะไร เพราะประชาชนเราไม่ได้รับการ Formation ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องการอะไร ไม่ใช่ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ แต่ต้องมีกฎระเบียบ ตอนนั้นมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์มีชื่อว่า ธรรมศาสตร์และการเมือง แต่จอมพลสฤษฎิ์ ตัดคำว่า การเมือง บอกว่า การเมืองไม่ใช่เรื่องของนักศึกษา บรรยากาศของความคิดสมัยนั้นจึงทำให้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516

ในปี 2516 หลังเกิดเรื่อง 14 ตุลา ไม่นานก็เกิด "ผู้ไถ่" ขึ้น หลังจากฆ่ากันไม่กี่วัน พ่อและศูนย์กลางเทวา มาร่วมกันคิดว่า เราต้องทำอะไรกันแล้ว จึงได้มี "ผู้ไถ่" ขึ้น บรรยายเหตุการณ์ที่เราได้รู้ได้เห็นมา ที่ผู้มีอำนาจได้กระทำต่อนิสิตนักศึกษา ไม่ถูกต้อง เราก็ได้เล่า และเราบอกว่า เราไม่เห็นด้วยเพราะอะไร ทำเป็นแผ่นพับแจกในกลุ่มคาทอลิก ตามวัดต่างๆ

หน้าปกเราคิดว่าจะทำยังไงดี พ่อเคยไปฟิลิปปินส์ เห็นคนวาดรูปเต่าโผล่หัวออกมา ซึ่งคนทำอธิบายว่า ถ้าเต่าหดหัวอยู่ในกระดองก็เดินไปข้างหน้าไม่ได้ ตราบใดที่เต่ายืดหัวออกจากกระดอง ก็จะเดินก้าวหน้าไปได้ ทีนี้ก็หาคนวาด ซึ่งทำงานอยู่ศูนย์กลางเทวา คือ คุณสมชาย เขาบอกว่า กระดองเต่ากับหมวกทหารมันคล้ายกัน เราก็เห็นดีด้วย ว่า หมวกทหารมันครอบประชาชนอยู่ ถ้าประชาชนไม่กล้ายื่นหัวออกจากอิทธิพลของทหาร ก็จะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้

ส่วนชื่อ "ผู้ไถ่" ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Liberator ผู้ปลดปล่อย เราจึงใช้คำว่า ผู้ไถ่ ซึ่งทางศาสนาก็คือ ผู้ไถ่กู้ ตอนนั้นมีแนวความคิด Liberation Theory หรือ เทววิทยาแห่งการปลดปล่อย เป็นกระบวนการเคลื่อนไหวที่มาจากอเมริกาใต้ เป็นกลุ่มคริสตชนในบราซิลและอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นคาทอลิกจำนวนมากที่ยากจน เพราะสหรัฐฯ นักลงทุนใหญ่ๆ ไปจับจองที่ดินผืนใหญ่ๆ จำนวนมาก มีการพัฒนาการเกษตรโดยประชาชนไม่ได้อะไรเลย ประชาชนไม่มีที่ทำกิน ทั้งๆ ที่มีทรัพยากรสมบูรณ์มาก จึงเกิด Liberation Theory โดยสังฆราชหลายองค์สนับสนุน วิธีการของกลุ่มเทววิทยาแห่งการปลดปล่อย คือ มีการอ่านพระคัมภีร์แล้วมาดูสภาพของประเทศ หมู่บ้าน ตำบลของเรา แล้วเอาแรงบันดาลใจมาจากไบเบิล พระเจ้าบอกอะไรแก่เรา และเราต้องทำอย่างไรเพื่อตอบสนองพระประสงค์ของพระเจ้า จึงเกิด Liberation Theory ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากวาติกันที่สอง และสมัยนั้นพระสังฆราชที่ได้รับแต่งตั้งล้วนแต่เป็นผู้ที่มีหัวก้าวหน้า

ต่อมาจากนั้นไม่กี่ปี พ่อปรึกษากันว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ งานพัฒนาของเราก็จะฝืด เพราะตอนนั้นคริสตชนส่วนใหญ่มีความคิดว่า เราไปยุ่งเรื่องการเมือง การขอเรี่ยไรเงินช่วยเหลือโครงการต่างๆ เขาก็จะเห็นว่า CCTD เป็นคอมมิวนิสต์ เราจึงตัดสินใจว่าจะแยกออกมาเป็นงาน ยส. ปี 2520 ยส.ก็เกิดขึ้นเดือนกุมภาพันธ์ ผู้ไถ่ถือได้ว่าเป็นงานประจำของ ยส. เพื่อจะพัฒนาแนวใหม่ที่เราตั้งใจนี้ได้ ประชาชนต้องมีความเข้าใจเสียก่อน เราต้องให้  1.สัตบุรุษคาทอลิก 2.ประชาชนทั่วไป เข้าใจถึงเรื่องงานพัฒนา การพัฒนาไม่ใช่การแจก เราแจกเพื่อให้เขาช่วยตัวเองได้ ต้องเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน และการที่จะทำเช่นนี้ได้ ก็ต้องมีความเข้าใจมนุษย์ เราพัฒนามนุษย์ไม่ใช่เพื่อมั่งมี แต่เป็นคนดีบนรากฐานของศาสนา เพราะฉะนั้นหน้าที่ของ ยส. คือ ฝึกอบรม เรียกว่าสอนให้ชาวบ้านรู้เท่าทัน ให้ทำกิจการร่วมกัน และสนับสนุนประชาธิปไตยที่แท้จริง โดยเฉพาะเรื่องการมีส่วนร่วม เพราะว่าคนมีอำนาจทางการเมืองอยากทำอะไรตามอำเภอใจ ถือว่าประชาชนโง่ ไม่รู้เรื่อง ดังนั้นจึงสั่งอย่างเดียว


ศาสนาต้องสนใจการเมือง แต่ไม่เล่นการเมือง

หลายเหตุการณ์ที่พระคุณเจ้าบุญเลื่อนต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง และเผชิญกับบททดสอบความอดทน ความเพียร และการให้อภัย เพื่อยืนยันว่า "ถ้าเราเห็นว่า บ้านเมืองทำบาปทางสังคม ผิดต่อความยุติธรรม พระศาสนจักรต้องกล้า"

ในโอกาสที่นิสิตนักศึกษาผู้นำ 10 กว่าคนถูกจับ จะเอาไปขึ้นศาลทหาร ซึ่งเขาจะตัดสินอย่างไรก็ไม่มีสิทธิฎีกาหรอก เขาตัดสินจะให้ยิงเป้าก็ได้ และห้ามคนเยี่ยม ที่จำได้ก็มี สุธรรม แสงประทุม อ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อ.ธีรยุทธ บุญมี ซึ่งเป็นหัวโจกสำคัญ และมีการทรมานให้สารภาพว่าทำในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ จะได้ลงโทษได้ ตอนนั้น คริสเตียนมีการเคลื่อนไหว (Movement) คล้ายๆ คาทอลิกเหมือนกัน เขาก็สนใจเรื่องงานพัฒนาและงานสิทธิมนุษยชน สมัยนั้นมี อ.โกศล ศรีสังข์ เลขาธิการสภาคริสเตียนแห่งประเทศไทย อ.สุลักษณ์ ศิวรักษ์ อ.โคทม อารียา และนิสิตซึ่งไม่ได้ถูกจับ ได้แก่ พระไพศาล วิสาโล จึงมีการตั้งกลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม (กศส.) กลุ่ม กศส.ออกจดหมายแถลงการณ์ว่า รัฐบาลต้องเคารพศักดิ์ศรีของประชาชน ต้องฟังประชาชน ให้เขามีส่วนร่วม เราไม่เห็นด้วยกับการกระทำของเผด็จการ และพ่อไปลงชื่อด้วย เพราะคิดว่าเราไม่ได้ทำในนามพระศาสนจักร แต่ทำในนามส่วนตัว เราบอกว่า เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ถูกต้อง เพราะอะไรเราจึงไม่เห็นด้วย เราอ้อนวอนฝ่ายรัฐบาล ส่วนคริสตชนก็ให้มีความเพียร

พ่อมาเป็นพระสังฆราชปี 2519 (1976) เป็นได้ปีแรกเดือนแรกๆ ก็โดนสมาคมคาทอลิกสอบสวน เรียกว่า เขาเชิญไปอธิบายวิสัยทัศน์ เขาบอกว่า ไปยุ่งทำไมเรื่องการเมือง เดี๋ยวเราก็ทำการเผยแพร่ศาสนาไม่สะดวก นิสิตเป็นพวกกบฏ ทหารก็ต้องจับสิ พ่อก็พูดตาม Popurolum Progressio นี่แหละ บอกว่า การจับไปทรมาน บังคับให้เขารับสารภาพในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ ไม่ถูก ขอให้ปล่อยเสีย ในนามของมนุษยธรรม ช่วงนั้นจะว่ากดดัน ก็กดดันบ้าง แต่ก็นอนหลับทุกคืน ไม่ต้องกลัว ในภาวะที่พ่อถูกซักฟอก คุณพ่อฝรั่งส่วนใหญ่เข้าใจและสนับสนุนพ่อ มีท่านสมณทูต ท่านจาโร พระสังฆราชคลาเรนซ์ ย. ดูฮาร์ต (ประมุขของสังฆมณฑลอุดรธานี สมัยนั้น)

พ่อได้ให้ที่หลบภัยแก่แกนนำนักศึกษาในช่วงเหตุการณ์ตุลา ตอนนั้นพ่อเป็นพระสังฆราชอยู่ที่อุบลแล้ว มีกลุ่ม กศส. ขี่จักรยานรณรงค์เรื่องสิทธิมนุษยชนและมีข่าวเรื่องจะสร้างเขื่อนแม่มูน เขาขี่รถกันไปแล้วยังหาที่พักไม่ได้ พ่อเห็นว่าอยู่ในเขตของพ่อแล้ว ก็มาพักที่ มิสซังกลุ่มหนึ่ง ที่บ้านเณรกลุ่มหนึ่ง มีไม่กี่คนหรอก ไม่ถึง 40 คน ที่ช่วยก็เพราะเป็นกลุ่มเดียวกัน ทางราชการได้รับคำสั่งลับว่า ถ้ากลุ่มนี้ไปถึงไหน อย่าให้ใครรับ พ่อเห็นว่า เป็นกลุ่มของเรา และทำในสิ่งที่ถูกต้อง หลังจากนั้นก็มีเสียงพึมพำๆ บ้าง แต่ก็ไม่มีอะไร มีพ่อฝรั่งส่วนมากเห็นด้วย แต่พ่อคนไทยไม่ค่อยเห็นด้วย ยกเว้นพ่อล้วน

พ่อเห็นว่าเราต้องมีความเพียร อบรมให้รู้จักหน้าที่ของเรา ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยนะที่พูดว่าเราไม่ต้องไปยุ่งกับการเมือง ส่วนพ่อพูดชัดเลยว่า เราต้องยุ่งกับการเมือง แต่เราจะไม่เล่นการเมือง การเข้าฝ่ายที่ไม่พูดความจริงก็เป็นการเล่นการเมือง การที่ว่าไม่ต้องยุ่งกับการเมืองมันก็เป็นนัยยะ ถ้าเราเห็นว่า บ้านเมืองทำบาปทางสังคม ผิดต่อความยุติธรรม พระศาสนจักรต้องกล้า พระศาสนจักรก็มีลักษณะของมนุษย์อยู่นะ พ่อถึงว่าเราที่ทำงานด้านนี้ต้องมีความเพียร เราก็ต้องได้พลังจากทางศาสนา จากทางการศึกษาพระคัมภีร์ ไม่ให้เราหลงไป หรือเพลินไป หรือไม่ทำเลย หรือทำเกินไปคือ มนุษย์เราจะใช้ความรุนแรงตามธรรมชาติเพื่อป้องกันตัวเอง เพื่อแสดงออกซึ่งอำนาจและโทสะ ซึ่งความรุนแรงนั้นทุกศาสนาไม่สนับสนุน


"เกียรติมาพร้อมกับภาระที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่การชี้มือใช้คนอื่น"

เมื่อพ่อถูกทาบทามจะแต่งตั้งให้พ่อเป็นพระสังฆราชที่อุบลฯ ท่านสมณทูตโมรัตติ เรียกพ่อไปพบบอกว่า พระสันตะปาปาจะเลือกให้เป็นพระสังฆราชอุบลนะ พ่อบอกว่า ขอเวลาปรึกษาญาติพี่น้อง 3 เดือนนะ ท่านบอกไม่ได้ 3 เดือนมากไป ให้เวลา 3 อาทิตย์ แล้วพ่อก็ไปปรึกษากับญาติพี่น้องๆ ก็บอก อย่าเลย แต่หันมาปรึกษากับเพื่อนพระสงฆ์ที่ร่วมงาน ทุกคนเชียร์บอกว่า เอาเลยๆ จะได้เป็นกำลังหนึ่งในสภาพระสังฆราช และจะได้ลบภาพพจน์คนที่ทำงานพัฒนา ตอนนั้นคุณพ่อที่ทำงานพัฒนาเครดิตยูเนี่ยน สึกไป 2 - 3 องค์นะ เขาเลยเชียร์ว่า เอาเลย จะได้เห็นว่าคนที่ทำงานพัฒนาไม่ใช่ว่าต้องสึก ถูกแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชก็มี เอาเชียร์เต็มที่เลย เราก็เลย เอา ตายก็ตาย ที่ต้องคิดหนักเพราะ "เกียรติมาพร้อมกับภาระที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่มีเกียรติแล้วชี้มือใช้คนอื่น" เป็นภาระหลายอย่างที่เราต้องดำเนินการเอง แล้วสมัยนั้นเป็นสมัยหัวเลี้ยวหัวต่อด้วย คนสมัยใหม่กับคนสมัยเก่ามีความคิดที่ขัดแย้งกันอยู่ ในการคิดทำอะไรใหม่ๆ ซึ่งขณะนั้นยังไม่เคยมี แน่นอนว่าปัญหาอุปสรรคย่อมเยอะ เพราะความคิดมันติดมาแต่โบราณว่าไม่ต้องยุ่งกับสังคมบ้านเมือง ยกตัวอย่าง เรื่องเครดิตยูเนี่ยน พวกคุณพ่อคนไทยก็ไม่เห็นด้วย จิตตารมณ์ของเครดิตยูเนี่ยนมีแต่ฝ่ายคาทอลิกจะอธิบายได้ แต่ทางพุทธก็อธิบายได้ พระไพศาล วิสาโลพูดถึงงานพัฒนาหมายความว่า งานพัฒนาก็คือ การภาวนา มีกายภาวนา จิตภาวนา

เครดิตยูเนี่ยนสอนเราให้สนใจห่วงใยผู้อื่น ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน แผ่เมตตาด้วยการกระทำ กายภาวนา


ความยากจน สร้างจิตสำนึก ให้มุ่งทำงานพัฒนาเพื่อผู้ยากไร้

บุคคลแรกที่ให้ตัวอย่างดีต่อชีวิตสมถะของพ่อ ก็ได้แก่พ่อแม่ซึ่งเป็นคนยากจน พ่อของพ่อเป็นครูใหญ่ในโรงเรียน จำได้ว่า สมัยนั้นพ่อได้เงินเดือน 15 บาท ไม่น้อยแต่ก็ไม่พอ ครอบครัวเรายากจนแต่ก็ไม่ถึงกับอดตาย เราพี่น้องมีกัน 10 คน พ่อก็ส่งลูกไปเรียนตามที่ต่างๆ ดีว่า เรามีสถาบันศาสนาอิงอยู่เพราะพ่อของพ่อเป็นครูใหญ่โรงเรียนของวัด ซึ่งแต่ก่อนเรียกว่า โรงเรียนประชาบาลประชาชนตั้ง ชุมนุมคริสตังสมัยนั้นไปอยู่ที่ไหนก็ต้องมีโรงเรียนสำหรับอบรมเด็ก เพื่อสอนคำสอนเด็ก อบรมเด็กให้อ่านออกเขียนได้ เพื่อจะได้เรียนคำสอนให้เป็นคริสตังที่ดีต่อไป เพราะฉะนั้นพ่อก็เข้าบ้านเณร จำได้ว่า พ่อแม่ของพ่อส่งเงินไปช่วยเหลือเท่าที่เราสามารถทำได้ ขาดเหลือยังไง บ้านเณรเป็นสถาบันก็หาเงินช่วยเหลือ พอเรารู้สภาพครอบครัวเราเป็นอย่างนี้ก็เป็นการบังคับโดยธรรมชาติ ให้เราสมถะ จะใช้อะไรฟุ่มเฟือยกัน

ตั้งแต่เล็กๆ พ่อมีชื่อในการทำมิสซา อายุ 5 - 6 ขวบ ไปวัดเห็นคุณพ่อเขาทำยังไง กลับมาบ้าน มีตู้กระจกที่มีเหมือนแท่น ก็เอาผ้าขาวม้ามาผูก คือ มีความโน้มเอียง และเราอิงสถาบันศาสนามา โตขึ้นมาก็จำได้ว่า มีญาติพี่น้องของพ่อ ผู้หญิง เขาเข้าเป็นชีมืด ชีลับ พ่อบอกว่า ถ้าผมเป็นผู้หญิง ผมจะไม่เป็นชีมืด ผมจะเป็นชีสว่าง ถ้าผมบวชจะเป็นพระสงฆ์สว่าง หมายถึงว่า ออกจากกำแพงซิ ไปทำงาน แล้วจริงๆ ด้วยซิ พอเป็นพระสงฆ์ บินไปนู่น บินไปนี่ ไปทำงาน เป็นสงฆ์สว่าง

ด้านความคิด ชีวิตตอนปฐมวัย พ่ออยู่กับครอบครัว แล้วไปอยู่บ้านเณร พอทีหลังไปกรุงโรม ความคิดเราก็กว้างขึ้น ว่าประเทศเสรีเขาเป็นอย่างนี้ บ้านเมืองเขาอบรมกันอย่างไร กลับมาเมืองไทย เป็นครูสอนอยู่ในโรงเรียน สอนที่บ้านเณร เราก็เห็นวิถีชีวิตของครูซึ่งเงินเดือนได้หน้าไม่พอหลัง เรามีประสบการณ์ชีวิตที่เตี่ยของเราเป็นครูในโรงเรียนได้เงินเดือน 15 บาท จะไปพออะไร ก็เลยคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อช่วยครู ก็ไปพบกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู เอาเอกสารมาอ่านแต่ไม่ชอบหลายอย่าง ที่สุดก็มาเจอเครดิตยูเนี่ยนแล้วเราก็ชอบ นี่ก็เป็นแนวพัฒนา เพราะฉะนั้นชีวิตของพ่อ แรงบันดาลใจก็มาจากสภาพชีวิตครอบครัว ความอบอุ่นที่ได้รับจากสถาบันศาสนา ความศรัทธาเลื่อมใสในพระธรรมคำสอน จิตสำนึกทางสังคมพ่อมีมาตั้งแต่เล็ก เห็นพ่อแม่ของเรายากจน แต่ว่าพระก็ไม่ทิ้ง เพราะเราอิงอยู่กับสถาบัน เราไม่ทิ้งพระ พระก็ช่วยเรามาตลอด เราโตขึ้นมาเห็นสภาพครูเป็นอย่างไร ก็พยายามช่วยครู


พระเยซูเป็นต้นแบบ

สำหรับพ่อในฐานะที่เป็นนักบวชทางคริสต์ โมเดลของพ่อก็คือ พระเยซู พระเยซูเป็นอย่างไร วิถีชีวิตของพระองค์เป็นอย่างไร แม้ว่าเกิดจากเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิด แต่ว่าในการเจริญชีวิตของพระองค์ก็เป็นคนยากจนธรรมดาคนหนึ่ง และเมื่อพระองค์ออกเทศนาสั่งสอน คนในประเทศยิวสมัยนั้นไม่เข้าใจพระองค์เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนมีอำนาจ จนถึงกับว่า คนมีอำนาจร่วมมือกันจับพระองค์ไปฆ่าตาย ที่ไปฆ่าตายไม่ใช่เพราะว่าเป็นโจร แต่เพราะพระองค์ยึดหลักในคุณธรรมความดีที่พระองค์ทรงสั่งสอน และพระองค์ได้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของคำสั่งสอนของพระองค์ว่า เป็นคำสั่งสอนเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยการทำอัศจรรย์ต่างๆ ช่วยเหลือคนยากจน คนพิการ คนที่เป็นโรคภัยต่างๆ


เลือกทางเดินที่จะอยู่กับปวงประชา (Omnia Omnibus)

คำว่า "อยู่กับปวงประชา" มาจากบทจดหมายของนักบุญเปาโลถึงสัตบุรุษของท่าน เวลาท่านนักบุญเปาโลเดินทางไปเทศนาสั่งสอน ปกติก็ไปอยู่กับชุมชนคริสตชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่ยากจน แต่ว่าเมื่อนักบุญเปาโลไปถึงไหนก็มีพรรคพวกมาช่วยท่าน ไม่ให้ท่านต้องอด จนท่านซาบซึ้งในความใจดีของสัตบุรุษ ท่านจึงปวารณาตนเองที่จะช่วยเหลือทุกๆ คน อยู่กับปวงประชา ในทางตรงข้าม ผู้ที่มีอำนาจมักจะเบียดเบียนนักบุญเปาโล เหมือนที่เบียดเบียนพระเยซู เหมือนกันเลย เมื่อพ่อถูกเลือกเป็นสังฆราชจึงบอกว่า "อยู่กับปวงประชา" แม้ว่าตอนนั้นเรามีอำนาจสูง มีเกียรติ พ่อขอยืมคำของทักษิณ ตอนที่เขาขึ้นใหม่ๆ ว่า "ตาดูดาว เท้าติดดิน" เห็นไหมว่า ตายังดูดาว แต่ว่าเท้าต้องติดดินเสมอ เรายังอยู่ในโลกนี้ แต่ว่าความคิดของเราอยู่โน่น ตาเราอยู่ใกล้ดาวแล้ว แต่ตีนเราต้องติดดินเสมอ เราต้องไม่นึกว่าเราเป็นสังฆราชแล้วต้องทำตัวใหญ่โต


มั่นคงในวิถีแห่งความดีงาม และกำลังใจจากเพื่อนร่วมอุดมการณ์

เราต้องรู้ว่าอุปสรรคเป็นอุปสรรคของการดำเนินชีวิตของการทำงานของเรา ถ้าเรารู้ว่าวิถีชีวิตของเราเป็นวิถีที่ดีที่ถูกต้องตามหลักการของเรา และการงานของเราเป็นการงานที่ไปทางที่ถูกต้อง แม้ลำบากอย่างไร เราก็ต้องทำ ต้องมีการภาวนา และแน่นอนที่มีพวกเธอที่ร่วมมือกับพ่อ ไม่เคยท้อแท้ สู้มันเว้ย เพราะเราก็มีพวกของเรานี่หว่า เราไม่ได้ทำงานคนเดียว โดดเดี่ยว ยังมีคนที่เห็นด้วยกับเรา แม้ไม่มากแต่ก็มีคนที่สนับสนุนเรา และนี่ก็ได้อย่างพวกเธอ ที่ร่วมงานกับพ่อ แล้วก็ได้ดิบได้ดีในชีวิต ไม่ใช่ว่าร่ำรวย แต่ได้รับความเคารพจากเพื่อนและพี่น้อง จากคนรู้จัก พ่อได้รับกำลังใจจากพวกเรา ผู้ที่ร่วมงานนี่แหละ และพ่อภูมิใจที่ว่าเวลานี้ก็มีหลายคนที่เป็นผู้นำแนวคิดในพระศาสนจักร ยกตัวอย่างคนใกล้ชิดเราอย่างอัจฉรา ได้เป็นอาจารย์ในบ้านเณรแสงธรรม ซึ่งเราพยายามเข้าไปนะ 20 กว่าปีแล้ว และมีคุณระกาวิน คุณรุ่งโรจน์ คุณประนอม และอีกหลายคน


ขอบคุณพระที่ให้โอกาสได้เชยชมงานที่ริเริ่มไว้

พ่อคิดว่าที่พ่อรอดตายมา 2 - 3 ปีที่แล้ว พ่อไปที่ไหนพ่อมักจะพูดเสมอว่า พ่อขอบใจพระที่ให้พ่อได้มีโอกาสเชยชมงานที่พ่อได้เริ่มไว้ หมายถึงงานเครดิตยูเนี่ยน ที่พ่อพยายามทุ่มเท ตอนนี้ได้เห็นความเจริญของเครดิตยูเนี่ยนไปทั่วประเทศแล้ว แต่ว่าพระยังเรียกร้องให้เราทำหน้าที่สำคัญอีกหน้าที่หนึ่งครั้งสุดท้าย คือ เป็นจิตตารมณ์ให้แก่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่ปัจจุบันแพร่หลายไปทั่วประเทศ ทั้งพุทธ คริสต์ และอิสลาม และพ่อปวารณาตัวว่า ในระยะที่ยังมีชีวิตอยู่อีกกี่ปีไม่รู้นะ ก็จะพยายามติดตามและคอยดู ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับจิตตารมณ์ เพราะว่าแนวปฏิบัติของเครดิตยูเนี่ยนตอนนี้ส่วนใหญ่เอนเอียงไปในทางธุรกิจการเงินมาก แต่จิตตารมณ์เดิมเราทำเพื่อช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกที่เขาทุกข์ร้อน ที่เขาต้องการขยายอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้เพื่อช่วยครอบครัวของเขา แต่สมัยนี้ชักจะหนักไปทางเรื่องสวัสดิการ แต่พ่อมาคิดอีกทีก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน ถ้าเรามาดูซิว่า เครดิตยูเนี่ยนจะทำอย่างไรเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ในเรื่องสวัสดิการ อย่างในเมืองไทย คนที่ไม่มีสวัสดิการยังมีอีกจำนวนมาก เป็นชาวบ้าน ชาวไร่ชาวนา เวลานี้สังคมโลก คนแก่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ข้างล่างที่แฟบลงจะไปช่วยข้างบนที่พองขึ้นได้อย่างไร ก็ต้องมีองค์กรที่จัดการเรื่องสวัสดิการนี้


คนทำงานเพื่อความดี เพื่อความยุติธรรมในสังคม
เปรียบเหมือนเกลือหรือเชื้อแป้ง ... แม้เพียงเล็กน้อยแต่คงคุณภาพของตนไว้

กระแสโลกาภิวัตน์ วัตถุนิยม กำไรนิยม มันรุนแรงมาก เป็นกระแสใหญ่เลย แต่กระแสของคนทำงานเพื่อความยุติธรรมในสังคม เพื่อชีวิตสมถะ แบ่งปันกัน มันเป็นกระแสเล็กน้อย อย่างที่พ่อคิดเสมอมานะ เรานี่เป็นชนส่วนน้อยเสมอ คนที่ทำงานต้านกระแสจะต้องเป็นชนส่วนน้อย พูดง่ายๆ เรื่องจิตใจ เรามองไม่เห็น แต่ถ้าพูดถึงเรื่องภายนอก เรามองเห็น ทีนี้ภายนอกก็ต้องแล้วแต่จิตใจ ถ้าจิตใจคนดี มันก็จะออกมาภายนอก การเจริญชีวิตก็จะดีตาม ถ้าจิตใจไม่ดี การเจริญชีวิต วิถีชีวิตก็จะไม่ดีตาม ทีนี้การเจริญชีวิตที่ดีหรือไม่ดีนั้น ธรรมชาติมนุษย์ก็ผิดกันแล้ว การเจริญชีวิตที่ดีมันยากกว่า ส่วนการเจริญชีวิตที่ อะไรๆ ก็แล้วแต่ ไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์ ไม้หลักปักขี้เลน มันง่ายกว่า คนก็นิยมมากกว่า

พ่อคิดว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ทางพระคัมภีร์ บอกว่า เป็นธรรมชาติที่อยู่ในอำนาจของบาป ฉะนั้นจึงต้องการการไถ่กู้ การไถ่กู้มักจะเป็นชนกลุ่มน้อยเสมอ และมักจะเรียกร้องให้มีการพลี การอุทิศ พลีชีพ พระพุทธเจ้าเอง ในสมัยของพระองค์ ประเทศอินเดียกว้างขวาง แม้คนจะถือพุทธจำนวนมาก แต่พุทธที่แท้จริงมีกี่คน เหมือนกับว่า หัวใจเรามีนิดเดียวแต่มีพลังที่จะเลี้ยงร่างกายทั่วไปได้ ตราบใดที่หัวใจ อย่างหัวใจของพ่อเต้นไม่เต็มที่แต่ก็ยังเต้น หัวใจเป็นส่วนเล็กๆ ของร่างกาย ความคิดเรายิ่งมองไม่เห็นว่าใหญ่เท่าไร พ่อคิดเสมอว่า คนที่คิดว่าจะไปทำให้สังคมดี เป็นเหมือนเกลือ ที่พระเยซูบอกว่า เป็นเกลือหรือเป็นเชื้อแป้ง เกลือเพื่อจะดอง เราไม่ต้องใส่เกลือเป็นไหๆ เพื่อจะดอง ไม่ต้องหรอก นิดเดียว แต่ว่าเกลือต้องรักษาความเค็มไว้ เหมือนเชื้อแป้ง เราทำขนมใส่เชื้อแป้งเข้าไปนิดเดียวก็ฟูขึ้น เช่นเดียวกัน แต่ว่าเชื้อแป้งและเกลือต้องรักษาคุณภาพของตนไว้ เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้ว่า เรากำลังทำงานเพื่อความดีเพื่อความยุติธรรมของสังคม เป็นงานลำบาก เราทำมันเรื่อยไป ไม่ต้องคำนึงถึงจำนวน ว่ากี่ร้อยกี่ล้านคน นึกว่า เราที่มีไม่กี่สิบกี่ร้อยคน ซึ่งทางศาสนาบอกว่า ให้มีการพลีกรรม ให้มีการสวดภาวนาขอพลังจากพระเจ้า มันเป็นการบำรุงกำลังของเรา


ฝากถึงคนทำงานพัฒนาสังคม

หนึ่ง ให้สนใจความเป็นไปของสังคมเราต่อไป อย่าหยุดเพราะสังคมเราเดินหน้าไปเรื่อย สอง พยายามให้กำลังใจซึ่งกันและกัน อย่างไม่หยุดยั้งเพราะว่า โลกหมุนไปทุกวันฉันใด เราก็ต้องทำงานเพื่อทำให้โลกเราน่าอยู่ดีขึ้นฉันนั้น ต้องช่วยกัน สาม หลักการทำงานเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ต้องเอาหลักมาจากจิตใจที่มีคุณธรรม จิตใจที่มีการเคารพในศักดิ์ศรีของผู้อื่น ทางพุทธเรียก ของเพื่อนร่วมโลก ทางคริสต์เรียก ลูกของพระเจ้า เพราะฉะนั้นอย่าหยุด อย่าหลับ พยายามทำต่อไป เข้มแข็งต่อไป


----------------------
ที่มา : วารสาร"ผู้ไถ่" ปีที่ 30 ฉบับที่ 81 กันยายน - ธันวาคม 2552

 

ความคิดเห็น
ตอบคุณ padtheera
เขียนโดย admin เปิด 2012-02-16 12:56:50
วารสาร"ผู้ไถ่" ปีที่ 30 ฉบับที่ 81 กันยายน - ธันวาคม 2552  
หน้า 6 - 14 ค่ะ  
 
ไม่ทราบว่าจะเอาไปอ้างอิงสำหรับงานอะไรเหรอคะ  
ขออนุญาตสอบถามเพื่อเป็นข้อมูลไว้ค่ะ ^_^ 
 
ขอบคุณค่ะ
pages
เขียนโดย padtheera เปิด 2012-02-16 12:50:37
ขอเลขหน้าบทความนี้ในหนังสือด้วยค่ะ จะขออ้างอิงค่ะ

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >