หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow อยู่กับปวงประชา arrow 5 ทศวรรษในงานพัฒนาสังคม : พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์
หน้าหลัก
รู้จักยส
ข่าวย้อนหลัง
ค่ายยุวสิทธิมนุษยชน
อยู่กับปวงประชา
สิทธิมนุษยชนสนทนา
ข่าวด้านสิทธิฯ / landmine
ผู้ไถ่ : รายงานสถานการณ์
การศึกษาเพื่อสิทธิ&สันติภาพ
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
กิจกรรม ยส.
คลังภาพ ยส.
เว็บบอร์ด ยส.
สมุดเยี่ยม
ติดต่อ ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
Facebook ยส.

ยส. (ยุติธรรมและสันติ)



จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 45 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 104:"พลังครอบครัวเข้มแข็ง สร้างสังคมยั่งยืน"

 วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ ๑๐๔ 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 2 และ3

 หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร
ภาคที่ 2 และ3
 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 1

หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร ภาคที่ 1



หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือแปล
Jesus CEO :
พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ



หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา


พระสมณสาสน์ความรักในความจริง : Caritas in Veritate

หนังสือแปล
Caritas in Veritate :

พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง



โปสเตอร์ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ พ.ศ.2532

โปสเตอร์
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
แห่งสหประชาชาติ
พ.ศ.2532


เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCI

ACPP - Hotline Asia


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

หน่วยงานองค์กรคาทอลิก

5 ทศวรรษในงานพัฒนาสังคม : พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ พิมพ์
Wednesday, 12 January 2011

5 ทศวรรษในงานพัฒนาสังคม

กับความมุ่งหวังต่อความยุติธรรมและสันติ

ของพระสังฆราชบุญเลื่อน  หมั้นทรัพย์

อัจฉรา  สมแสงสรวง  :  สัมภาษณ์ 


โอกาสที่ ปี 2004 นี้ พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ ประมุขสังฆมณฑลอุบลราชธานี  และประธาน คณะกรรมาธิการฝ่ายสังคม ของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย  จะมีอายุครบ 75 ปี  องค์กรที่เกี่ยวข้องในงานพัฒนาสังคม  มีดำริที่จะจัดงานกตัญญูกตเวทิตา แด่พระสังฆราชบุญเลื่อน  เพื่อแสดงความขอบพระคุณต่อการที่ท่านได้อุทิศตนทำงานพัฒนาสังคมของพระ ศาสนจักรคาทอลิกแห่งประเทศไทยมาตลอดระยะเวลา 5 ทศวรรษจนทำให้พระศาสนจักรได้ทำหน้าที่ของตนในการประกาศข่าวดีร่วมกับคนยาก จน  ยืนยันในศักดิ์ศรีและสิทธิของความเป็นมนุษย์  สร้างเครือข่ายกับศาสนิกผู้มีน้ำใจดีอื่นๆ ที่ตระหนักในเรื่องการส่งเสริมความยุติธรรมในสังคม ผู้ไถ่ฉบับที่ 64 จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญนี้ด้วยการ นำเสนอความคิดเห็นจากสิ่งที่ท่านได้กระทำผ่านมา และมุมมองต่อความหวังในอนาคตจากพื้นฐานของปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นใน ปัจจุบัน 


ผู้ไถ่ : ในฐานะที่พระคุณเจ้ามีส่วนผลักดัน และทำงานเพื่อยืนยันว่าพระศาสนจักรต้องสนับสนุนงานยุติธรรมและสันติในสังคม  พระคุณเจ้ามีความเห็นอย่างไรต่องานที่ได้วางรากฐานมาจนถึงปัจจุบันนี้

พระคุณเจ้า : คงต้องมองย้อนกลับไปในอดีต ตอนแรกที่พ่อเข้ามาทำงานพัฒนาสังคม พ่อก็ยังไม่มีแนวคิดเรื่องความยุติธรรมและสันติที่ชัดเจน แต่เนื่องจากปูมหลังชีวิตของพ่อมาจากครอบครัวที่ยากจนและมีลูกมาก  เตี่ยเป็นครูโรงเรียนวัด แม่ทำงานหนักมาก  ดังนั้นเมื่อเป็นพระสงฆ์และรับผิดชอบงานโรงเรียนจึงเข้าใจทันทีว่า ครูในโรงเรียนมีความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างไรจากภาระหนี้สิน ในขณะนั้นก็คิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยครู ที่สุดก็ไปพบเอกสารเกี่ยวกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูของโรงเรียนรัฐบาลและนำมาศึกษา แต่ก็ไม่ชอบเพราะว่าเขาใช้วิธีการหักเงินเดือนครูมาออม ขณะเดียวกันก็ทราบว่ามีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนของศูนย์กลางเทวา พ่อจึงมาติดต่อและศึกษาวิธีการทำงาน แล้วก็ชอบหลักการวิธีการของเครดิตยูเนี่ยน ที่เน้นการรวมกลุ่มกันทำงานและให้สมาชิกสะสมเงินทีละเล็กละน้อย เช่น อาทิตย์ละ 5 บาท  ซึ่งจะช่วยให้ครูพ้นจากภาระหนี้สิน เพราะครูต้องรู้จักช่วยเหลือตนเอง โดยการประหยัดและสะสม ในช่วงนั้นพ่อยังไม่มีความคิดเรื่องความอยุติธรรม ยังไม่มีการวิเคราะห์ว่าทำไมพวกครูในโรงเรียนราษฎร์ถึงยากจน เพียงแต่ชอบหลักการของการประหยัดมัธยัสถ์ การสร้างนิสัยที่ไม่ฟุ่มเฟือย และรู้จักจัดการการเงินของตนเอง มิใช่การถูกหักเงินเดือนไปสะสม และจากแนวทางของเครดิตยูเนี่ยนก็เป็นรากฐานของความคิดการพัฒนาคน 

นอกจากนี้ ในปี ค.ศ.1967 (2 ปี หลังสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2) มีเอกสารที่ออกจากวาติกัน เรื่อง การพัฒนาประชาชาติ (Populorum Progressio) ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากเอกสารพระศาสนจักรในโลกสมัยนี้ (Gaudium et Spes) ที่วางหลักทั่วๆไปว่า พระศาสนจักรต้องสนใจด้านสังคม ใน เอกสารการพัฒนาประชาชาติ  สมเด็จพระสันตะปาปา ปอล ที่ 6 ได้ให้คำจำกัดความของการพัฒนาว่า เป็นการพัฒนาคนครบทุกมิติ  พ่อเองก็ศึกษาเอกสารเล่มนี้และนำมาเผยแพร่ จนกระทั่งสภาพระสังฆราชคาทอลิกของไทย ให้การสนับสนุนแนวงานพัฒนาตามหลักการเครดิตยูเนี่ยน ซึ่งในขณะนั้นเรามีทีมงานที่ลงไปทำงานในภาคสนามด้วยกัน อาทิ คุณหมอชวลิต จิตรานุเคราะห์  คุณพ่อ อัลเฟรด บอนแนงค์ เอส เจ.  ตัวพ่อเองขณะนั้นยังทำงานอยู่ในมิสซังราชบุรี ก็ได้รับการทาบทามจากคุณหมอชวลิต ให้เข้ามาร่วมงานซึ่งในระยะถัดมายังมีเพื่อนๆ พระสงฆ์ และฆราวาสอีกจำนวนหนึ่งที่ช่วยกันทำงาน  

สรุปได้ว่า การทำงานของพ่อเริ่มมาจากประสบการณ์ชีวิต ความสนใจส่วนตัว และหล่อเลี้ยงด้วยการศึกษาเอกสาร ซึ่งช่วยให้เข้าใจถึงความหมายของการพัฒนา จึงได้นำหลักการ วิธีการของเครดิตยูเนี่ยนไปสู่การปฏิบัติในการพัฒนาคน และเมื่อเราได้ศึกษาเอกสารมากขึ้น ก็เห็นความสำคัญของการวิเคราะห์สังคม โดยเฉพาะในช่วงต้นทศวรรษที่ 80 ที่เริ่มมีกระแสการวิเคราะห์สังคมเชิงโครงสร้าง มีเอกสารเทววิทยาแห่งการปลดปล่อย (Theology of Liberation /1968) และเอกสารความยุติธรรมในโลก (Justice in the World 1971)  ซึ่งเราที่กำลังทำงานพัฒนาอยู่ในขณะนั้นก็สนใจ และศึกษาถึงการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างมากขึ้น    

ต่อมาในช่วงที่พ่อเข้าไปทำงานในระดับภูมิภาคเอเชีย ก็เห็นความสำคัญและมีโอกาสจัดการศึกษา เรื่องการวิเคราะห์สังคมเชิงโครงสร้างให้กับผู้นำศาสนจักรในเอเชียที่ประเทศฟิลิปปินส์ แต่น่าเสียดายที่เมืองไทยมีเพียงพระคุณเจ้าคลาเรนต์ ดูฮาร์ต  C.Ss.R  ที่ไปร่วมสัมมนา พ่อยังจำได้ว่า พระคุณเจ้าดูฮาร์ต เองก็ยกมือไม่เห็นด้วยในบางเรื่อง เพราะว่าการวิพากษ์โครงสร้างนั้นมีแนวคิดมาร์กซิสต์อยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้ยังมีพระสังฆราชชาวต่างชาติของพระศาสนจักรไทยในเวลานั้นอีกท่านหนึ่งที่คัดค้านการวิเคราะห์สังคมดังกล่าว เพราะท่านเคยอยู่ในประเทศจีนและมีประสบการณ์ถูกล้างสมองจากจีนคอมมิวนิสต์ ในลาตินอเมริกาเอง ก็มีเอกสารที่วิเคราะห์โครงสร้าง และวิพากษ์การแบ่งชนชั้นจากการถูกจักรวรรดินิยมกดขี่คือ เทววิทยาแห่งการปลดปล่อย ผู้นำพระศาสนจักรในสมัยนั้นไม่ค่อยเห็นด้วยกับเทววิทยาแห่งการปลดปล่อย จนกระทั่งพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 ในครั้งที่ขึ้นดำรงตำแหน่งใหม่ๆ ได้พยายามออกเอกสารที่แสดงให้เห็นว่าเทววิทยาดังกล่าว มีทั้งแง่บวกและแง่ลบ ทำให้ปฏิกิริยาต่อการวิเคราะห์สังคมเช่นนี้ แผ่ขยายในแวดวงศาสนจักรขณะนั้น  กอปรกับในประเทศต่างๆ ก็มีความวุ่นวายทางการเมือง เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ในสมัยรัฐบาลมาร์คอส ก็ใช้กฎอัยการศึก  ประเทศไทยก็ตกอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการทหาร    

ดังนั้น สำหรับพ่อแล้วพ่อไม่ได้เรียกสิ่งที่พ่อกระทำเป็นความภูมิใจ พ่อกลับขอบคุณพระมากกว่า ที่ได้จัดการให้เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน มีโอกาสทำงานรับผิดชอบในการพัฒนาคนระดับชาติ และต่อมาในปี ค.ศ.1974 ก็ถูกเรียกไปทำงานในระดับเอเชีย ดังนี้ พ่อถือว่าเป็นพระที่ให้โอกาสพ่อในการทำงานเพื่อการประกาศยืนยันความถูกต้อง และยุติธรรมในสังคม เมื่อไม่นานมานี้มีคนเล่าว่า ได้ไปที่ประเทศลาวในงานเครดิตยูเนี่ยน และเห็นรูปของพ่อแขวนไว้กับรูปคุณพ่อบอนแนงค์  ความจริงก็รู้สึกขำๆ ที่มีรูปเราแขวนอยู่ที่นั่น  


ผู้ไถ่ : แต่รูปก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงแนวคิด และจิตตารมณ์ของเครดิตยูเนี่ยนที่ขยายไปสู่ภาคปฏิบัติในกลุ่มต่างๆ

พระคุณเจ้า : พ่อจำได้ว่า เมื่อได้เข้ามาร่วมงาน กับคุณพ่อบอนแนงค์ ในงานเครดิตยูเนี่ยน และพัฒนาสังคม  สังเกตดูว่า เวลาที่คุณพ่อบอนแนงค์ เชิญให้พ่อไปพูดที่ไหน หรือในคราวที่เราสองคนจะต้องไปพูดให้กลุ่มต่างๆ คุณพ่อบอนแนงค์มักจะอยู่ข้างหลังพ่อเสมอ โดยท่านให้เหตุผลว่ายังพูดภาษาไทยได้ไม่ดี  แต่พ่อเข้าใจดีว่า คุณพ่อบอนแนงค์เห็นว่าพ่อเป็นพระสงฆ์ไทยพูด ภาษาไทยได้ดีกว่าท่านแน่ และที่สำคัญท่านต้องการสนับสนุนคนรุ่นใหม่  นี่แหละให้ความประทับใจที่ดี  แสดงถึงวิธีคิดและการปฏิบัติของผู้นำ 


ผู้ไถ่ : อยากทราบเบื้องหลังของการที่พระคุณเจ้าถูกเรียกไปทำงานในระดับภูมิภาคในสายงานพัฒนามนุษย์ของสหพันธ์พระสังฆราชแห่งเอเชีย ช่วงปี ค.ศ. 1974 เป็นต้นมา 

พระคุณเจ้า : เบื้องต้นมาจากการทาบทามจากคุณหมอชวลิต จิตรานุเคราะห์  ทำให้พ่อได้เข้ามาทำงานพัฒนาสังคมในช่วงปี ค.ศ. 1968 - 1971 ระหว่างนั้นเอง พ่อได้มีโอกาสไปประชุมที่กรุงมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ 2 - 3 ครั้ง ในฐานะตัวแทนของ CCTD ( คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนา หรือ CCHD ในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่สหพันธ์พระสังฆราชแห่งเอเชีย พยายามก่อตั้งสำนักงานเพื่อการพัฒนามนุษย์ (Office for Human Development) และเพื่อนๆ ในฟิลิปปินส์ก็ทราบว่า พ่อเคยเข้าร่วมการประชุม Priests' Institute in Social Action (PISA) ที่ฮ่องกง ในปี ค.ศ. 1968 ฉะนั้นเวลาที่พ่อไปประชุมที่มนิลา ก็มีพระสังฆราชบางคนรู้จักพ่ออยู่ก่อนแล้ว  เช่น พระสังฆราช Julio Xavier Labayen, OCD  ประธานคณะกรรมการบริหารของ OHD คนแรก และคุณพ่อ Willem Roetenberg, CICM ซึ่งเป็นเลขาธิการอยู่ในขณะนั้น  ได้กำหนดวาระการทำงานของตนเองเอาไว้ว่าในปี 1974 คุณพ่อจะออกจากตำแหน่งนี้จึงหาผู้ที่จะทำงานแทน และเห็นว่าพ่อสนใจในงานพัฒนาและกำลังทำงานร่วมกับฆราวาสในงานเครดิตยูเนี่ยน จึงมีการทาบทามและพ่อได้รับเลือกเป็นเลขาธิการบริหาร และผู้อำนวยการสำนักงานเพื่อการพัฒนามนุษย์ของสหพันธ์พระสังฆราชแห่งเอเชีย ในปี 1974 - 1976 


ผู้ไถ่ : มีผู้กล่าวอยู่เสมอว่าพระคุณเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมผลักดันงานความยุติธรรมในสังคมและงานพัฒนาความเป็นบุคคลมนุษย์ ให้แก่พระศาสนจักรต่อเรื่องนี้พ่อคิดอย่างไร

พระคุณเจ้า : จริงๆ แล้ว เรื่องความยุติธรรมในสังคม มีผู้ร่วมกันวางรากฐานอยู่หลายคน เช่น ในระดับเอเชีย ก็มีพระสังฆราช Julio Labayen ในเมืองไทยก็มีเพื่อนร่วมงานเช่น คุณพ่อหลายท่าน และฆราวาสจำนวนหนึ่งที่ช่วยกันเผยแพร่แนวคิดเครดิตยูเนี่ยน โดยที่เราจะมาศึกษา และแลกเปลี่ยนความคิดกันอยู่บ่อยๆ เพื่อวางแผนดำเนินงาน ตัวพ่อเองก็ได้มีโอกาสเรียนรู้จากการทำงานเป็นทีม ทั้งในระดับประเทศและระดับทวีป  แต่ว่าประเด็นความยุติธรรมในสังคมในอดีตนั้น สามารถถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นทางสังคมได้ ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ขณะเดียวกันทีมงานก็เป็นทีมงานที่สนใจต่อประเด็นดังกล่าว จึงทำให้การร่วมมือกันของทีมงานเป็นไปอย่างไม่ย่อท้อ แม้ว่าจะมีการต่อต้านทั้งภายในและภายนอกศาสนจักร  


ผู้ไถ่ : อะไรเป็นหลักยึดเหนี่ยวในท่ามกลาง กระแสคัดค้าน / ไม่เข้าใจที่เกิดขึ้นในขณะนั้น

พระคุณเจ้า : หลักยึดของเราก็คือ ความสำนึกในหน้าที่ที่จะต้องทำงานด้านนี้  ยิ่งเมื่อเราค้นพบเอกสารของพระศาสนจักรที่ยืนยันในเรื่องนี้ เราก็ทุ่มเทเต็มที่ เพราะเห็นว่าเป็นหนทางที่ถูกต้อง เพียงแต่ว่าเราไปใช้เครื่องมือที่คนส่วนใหญ่ไม่ชอบ อย่างไรก็ตาม เรายังโชคดีที่ทีมงานในเมืองไทยมีโอกาสพบปะพูดคุยและประเมินผลตัวเอง และยอมรับว่าการใช้เครื่องมือในการทำงานแบบ Negative Approach นั้นไม่เป็นที่ยอมรับ จึงต้องเปลี่ยนมาเป็น Positive Approach  โดยใช้การวิเคราะห์สังคมด้วยแนววัฒนธรรม (Cultural Analysis)  ซึ่งทำให้งานพัฒนาสังคมของพระศาสนจักรมีความเด่นชัด พ่อต้องขอบคุณ  คุณพ่อ นิพจน์ เทียนวิหาร คุณพ่อวัชรินทร์ สมานจิต คุณพ่อมนัส ศุภลักษณ์ และคนอื่นๆ ที่ช่วยพัฒนาเครื่องมือดังกล่าวขึ้นมา 


ผู้ไถ่ : พระคุณเจ้าเห็นผลสำเร็จอะไรเกิดขึ้นบ้างจากการทำงานเพื่อความยุติธรรมในสังคม

พระคุณเจ้า : เราเห็นว่า พระศาสนจักรโดยรวม มีความสำนึกว่าตนเองจะต้องให้ความสนใจต่องานพัฒนาสังคมและงานส่งเสริมความยุติธรรม แต่ทั้งสองงานมีความแตกต่างกันอยู่ งานพัฒนาสังคมเป็นการพัฒนาประชาชน ให้ช่วยเหลือตนเองเพื่อยืนอยู่ได้ซึ่งเป็นสิ่งที่พระศาสนจักรรับได้   แต่สำหรับประเด็นความยุติธรรมในสังคมนั้น เนื่องจากในอดีต เราใช้เครื่องมือวิเคราะห์เพื่อเข้าใจเหตุของปัญหา หรือการนำไปสู่คำถามว่า "ทำไม" สังคมจึงเป็นอย่างนี้ และคำตอบที่พวกเราผู้ทำงานค้นพบ ก็ต่างจากคำตอบที่คนอื่นในพระศาสนจักรมี  ดังนั้นเมื่อความคิดเห็นไม่ตรงกัน ความยากลำบากในการทำงานส่งเสริมความยุติธรรมจึงอยู่ตรงนี้ 


ผู้ไถ่ : ปัจจุบันนี้พระคุณเจ้า ปรารถนาให้พระศาสนจักรสนับสนุนงานส่งเสริมความยุติธรรมและสันติ ต่อไปอย่างไร

พระคุณเจ้า : พระศาสนจักรต้องมุ่งเน้นให้คริสตชนรู้จักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร นี่เป็นความสำคัญอันดับแรก และเป็นประสบการณ์ส่วนตัวโดยตรงของพ่อที่พ่อศึกษา และเห็นว่าคำสอนด้านสังคมเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก  ประการที่สอง ต้องรู้จักอ่านเครื่องหมายแห่งกาลเวลา หรือสัญญาณแห่งกาลเวลา ดังที่มีกล่าวไว้ ในเอกสารสังคายนาวาติกันที่ 2 และจะอ่านเครื่องหมายแห่งกาลเวลาได้อย่างไร ประการที่สาม ก็ต้องรู้จักทำการวิเคราะห์สังคมโดยใช้เครื่องมือต่างๆ ที่เหมาะสม และขณะที่ทำการวิเคราะห์สังคมอยู่เราก็ต้องรู้จักภาวนา เพื่อจะได้สำนึกในพันธกิจของตนเอง ในฐานะที่เป็นศิษย์ของพระเยซูเจ้า

สำหรับพระศาสนจักรในสังคมไทยขณะนี้ อยู่ในขั้นที่สองคือสนใจคำสอนด้านสังคมและสนใจประเด็นที่เกิดขึ้นในสังคมแล้ว ต่อจากนี้เราต้องพยายามนำพระศาสนจักรไทยไปสู่ขั้นที่สามคือรู้จักวิเคราะห์สังคม และเครื่องมือที่พ่อเห็นว่า เหมาะสมที่สุดในเวลานี้คือการวิเคราะห์สังคมด้วยแนววัฒนธรรม (Cultural Analysis) เพราะสังคมปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับวัฒนธรรมแห่งความตาย (Cultural of Death) เราต้องพยายามดึงสังคมกลับมาสู่วัฒนธรรมแห่งชีวิต (Cultural of Life) ซึ่งในเอกสารต่างๆ ของพระสันตะปาปาองค์ปัจจุบัน เช่น เอกสารครบรอบ 80 ปี ของสมณสาสน์ เรรุม นอวารุม (Octogesima Adveniens) และความห่วงใยเรื่องสังคม (Sollicitudo Rei Socialis) ก็ได้กล่าวถึง การทำการวิเคราะห์สังคมโดยใช้แนววัฒนธรรมอยู่   และเมื่อวิเคราะห์แล้วเราจะแสดงน้ำใจต่อสังคมในฐานะสมาชิกพระศาสนจักรด้วยการปฏิบัติอย่างไร  


ผู้ไถ่ : พระคุณเจ้าเห็นจุดอ่อนอะไรที่สามารถนำมาพิจารณา เพื่อไปสู่การทำงานร่วมกันซึ่งอาจจะเป็นความหวังสำหรับอนาคต

พระคุณเจ้า : พ่อคิดว่า เรื่องความหวังคงมีอยู่หลายประการ โดยมีหลายๆ เหตุการณ์ หรือ ประสบการณ์ที่ให้ความหวังแก่เราในฐานะคนทำงาน ในเวลานี้พ่อเห็นว่าฆราวาสมีความสนใจคำสอนด้านสังคมมากขึ้น และฆราวาสบางกลุ่มก็สนใจศึกษาคำสอนด้านสังคมในเชิงความรู้และทฤษฎีได้เป็นอย่างดี แต่พวกเขายังไม่สามารถลงสนามไปสู่ภาคปฏิบัติได้จริงๆ ซึ่งหากว่าพวกเขา สามารถกลับใจ หรือความรู้ที่ได้รับตกตะกอนลงไปในจิตใจแล้ว เขาก็จะทำหน้าที่ อาชีพการงาน ในแนวทางที่สร้างความยุติธรรมของสังคมให้เกิดขึ้น นี่เป็นเรื่องที่ยังท้าทายอยู่ นอกจากนี้ภาคสังคมโดยส่วนใหญ่ ยังตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของทุนนิยม   คณะผู้ดูแลบ้านเมืองแม้ว่าจะมีความตั้งใจดี แต่หลักการและการกระทำบางอย่างถูกครอบงำด้วยทุนนิยม ซึ่งถ้าหากเราขาดการวิเคราะห์สังคม เราก็จะเห็นว่ารัฐบาลนี้ดี ใช้นโยบายประชานิยม ช่วยเหลือคนยากจน ดังนั้นเราต้องมีการตระหนัก ต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและหยุดวิเคราะห์ว่าอะไรเป็นสาเหตุ เราก็จะพบว่าการดำเนินงานบางอย่าง แม้มีเจตนาดีแต่วิธีการที่ใช้อาจมีอะไรแอบแฝงอยู่ ซึ่งกำลังนำไปสู่ความอยุติธรรมเชิงโครงสร้างของสังคม

อีกเหตุการณ์ที่พ่อต้องมองด้วยสายตาแห่งความหวังคือ  ในขณะที่ความสนใจต่อเรื่องคำสอนด้านสังคมของฆราวาสก้าวหน้าไปกว่าบรรดาพระสงฆ์ นักบวช ก็ไม่ทราบว่าการอ่านพระคัมภีร์ในบริบทปัจจุบันของสมาชิกพระศาสนจักรกลุ่มหลังนี้ มีมุมมองด้านความยุติธรรมของสังคมมากน้อยเพียงใด พระสงฆ์ นักบวช  ต้องทำหน้าที่ติดตามวิเคราะห์เป็นปากเป็นเสียงให้คนยากจนต้องพัฒนาตัวเอง ต้องนำสารของพระศาสนจักรและพระคัมภีร์มาเป็นพลัง มีจิตใจที่เปิดกว้างเท่าทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กำลังส่งผลกระทบอะไรต่อประชาชน อาทิ เรื่องการเปิดเสรีทางการค้าและบริการ ที่กำลังดึงการศึกษาไปสู่ตลาดการค้าภายใต้กลไก ของ WTO ( World Trade Organization ) นี่เป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ นักบวชที่จะต้องศึกษาวิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น อะไรคือที่มาและที่ไป ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ที่จะทำให้การศึกษาโดยเฉพาะการศึกษาคาทอลิกกำลังจะสูญเสียเอกลักษณ์ของตน จากอดีตที่ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือสำหรับบ่มเพาะ หล่อหลอมจิตตารมณ์ของพระเยซูคริสต์ แก่บรรดาลูกหลาน แต่ปัจจุบันกำลังไปรับใช้ภาคธุรกิจ

ดังนั้น เราเห็นสัญญาณแห่งความหวังอยู่หลายเรื่อง และพระศาสนจักรไทยพร้อมหรือยังที่จะตอบสนองสัญญาณแห่งความหวังนี้ให้เป็นจริงเป็นจัง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนให้ฆราวาสก้าวเดินไปโดยอาศัยพระคัมภีร์เป็นแนวทาง และปฏิบัติวิถีชีวิตด้วยหัวใจของคำสอนด้านสังคม การส่งเสริมให้มีพระสงฆ์นักบวชที่มุ่งอุทิศตนเพื่องานส่งเสริมความยุติธรรมและสันติในสังคมมากขึ้น และการทบทวนโครงสร้างของพระศาสนจักรที่กำหนดขึ้นมาในแผนงานอภิบาล ค.ศ. 2000 ว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด มีบุคลากรที่เหมาะสมที่จะช่วยให้กลไกต่างๆ เหล่านั้นทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนพระศาสนจักรได้อย่างแท้จริงอย่างไร เหล่านี้เป็นเรื่องที่พระศาสนจักรต้องถือเป็นภาระหน้าที่ที่จะปรับปรุงต่อไป


------------
ที่มา : วารสารผู้ไถ่ ปีที่ 25 ฉบับที่ 64 มกราคม - เมษายน 2547

 

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >