หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow อยู่กับปวงประชา arrow "ความหมายงานพัฒนา" สัมภาษณ์พิเศษ พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์
หน้าหลัก
รู้จักยส
ข่าวย้อนหลัง
ค่ายยุวสิทธิมนุษยชน
อยู่กับปวงประชา
สิทธิมนุษยชนสนทนา
ข่าวด้านสิทธิฯ / landmine
ผู้ไถ่ : รายงานสถานการณ์
การศึกษาเพื่อสิทธิ&สันติภาพ
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
กิจกรรม ยส.
คลังภาพ ยส.
เว็บบอร์ด ยส.
สมุดเยี่ยม
ติดต่อ ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
Facebook ยส.

ยส. (ยุติธรรมและสันติ)



จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 38 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 104:"พลังครอบครัวเข้มแข็ง สร้างสังคมยั่งยืน"

 วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ ๑๐๔ 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 2 และ3

 หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร
ภาคที่ 2 และ3
 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 1

หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร ภาคที่ 1



หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือแปล
Jesus CEO :
พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ



หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา


พระสมณสาสน์ความรักในความจริง : Caritas in Veritate

หนังสือแปล
Caritas in Veritate :

พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง



โปสเตอร์ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ พ.ศ.2532

โปสเตอร์
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
แห่งสหประชาชาติ
พ.ศ.2532


เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCI

ACPP - Hotline Asia


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

หน่วยงานองค์กรคาทอลิก

"ความหมายงานพัฒนา" สัมภาษณ์พิเศษ พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ พิมพ์
Wednesday, 12 January 2011

สัมภาษณ์พิเศษ พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์


สคทพ.
คำว่า "การพัฒนา" เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ท่านบุญเลื่อน พูดถึงคำว่า การพัฒนา ในภาษาไทยเองก็เกิดมาไม่กี่ปีนี้เอง ประมาณปี 2500 พูดถึงคำนี้ เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ใช้แผนพัฒนาฯ ตามที่สหประชาชาติได้ประกาศไว้แล้ว แต่ความคิดเรื่องการพัฒนามีมาแต่โบราณแล้ว การที่จะช่วยให้มนุษย์อยู่ดีขึ้น กินดีขึ้น มันเป็นมานานแล้ว ในประวัติศาสตร์ที่เราทราบมา ก็เป็นอย่างนี้มาเรื่อยๆ พระคัมภีร์ในศาสนาคริสต์ก็เล่าไว้แต่แรกเริ่มว่า พอสร้างมนุษย์แล้ว มนุษย์ทำบาป แต่มนุษย์ก็ยังพยายามที่จะเจริญชีวิตให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วก็วิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนถึงสมัยนี้ และคนทั่วไปเริ่มเข้าใจกันแล้วว่า การพัฒนามิใช่เป็นเพียงเรื่องที่เกี่ยวข้องทางด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาคนในทุกๆ มิติของชีวิต อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงการพัฒนา ก็เชื่อว่ายังมีความเข้าใจที่แตกต่างกันอยู่ เช่น กับบางคนเมื่อพูดถึงการพัฒนานั้น หมายความว่า การทำให้ทันสมัยขึ้น และเพื่อที่จะได้ทันสมัย ก็จำเป็นต้องมีอุตสาหกรรม ต้องมีทุน ต้องมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย รวมความแล้ว การพัฒนาสำหรับบางคนจึงหมายถึง การทำให้สังคมทันสมัยแบบตะวันตกนั่นเอง

อันที่จริงพระเอกของการพัฒนานี้จะต้องถือว่ามนุษย์เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด และเป็นจุดศูนย์กลางของการพัฒนา ฉะนั้นถ้าหากเราบอกว่าพัฒนาเศรษฐกิจ มันก็จำเป็นอยู่ แต่ว่าเศรษฐกิจเพื่ออะไร เพื่อมนุษย์จะได้อยู่ดีกินดีขึ้น ตรงนี้มิได้หมายความว่าต้องมีเศรษฐกิจดีเท่านั้น แต่ต้องมีแง่อื่นอยู่ด้วย คือในแง่การจัดสังคม เรื่องการตัดสินใจก็ต้องเข้ามา มนุษย์จะอยู่ดีกินดีนี้ก็ยังจะต้องหมายถึงด้านที่เราเรียกว่าวัฒนธรรม คือเมื่อเราจัดสังคมดีแล้ว แต่ว่ามนุษย์มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอย่างไร ถ้าเราไม่คำนึงถึงสิ่งนี้ด้วยว่า วิธีที่เราจะอยู่ด้วยกันอย่างไร วิธีที่เราจะติดต่อกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างไร และยิ่งกว่านั้นเวลานี้เรายังเข้าใจว่าวัฒนธรรมมิได้หมายความถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์เท่านั้น ยังหมายความถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่อยู่เหนือมนุษย์อีกด้วย สิ่งที่อยู่เหนือมนุษย์นี้เป็นสิ่งที่ลึกลับ เป็นสิ่งที่เราอธิบายได้ยาก แต่ว่าเป็นสิ่งที่เรียกร้องให้มนุษย์ต้องคำนึงถึงสิ่งนั้น ซึ่งบังคับให้มนุษย์มีมโนธรรมสำนึกถึงความเป็นมนุษย์ของอีกคนหนึ่ง ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า Sacred มนุษย์นั้นจะต้องมีความสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆ กับสิ่งที่ลี้ลับมีอำนาจเหนือมนุษย์แล้ว นอกจากนั้น ในปัจจุบันเราก็ยังเห็นชัดอยู่ด้านหนึ่งว่า การพัฒนามนุษย์เพื่อจะได้อยู่ดีกินดีนี้ เราจะต้องเคารพมิใช่เพียงแต่ในสิ่งที่ลึกลับในชีวิตมนุษย์เท่านั้น แต่ว่ายังต้องเคารพในสิ่งลึกลับที่อยู่ในธรรมชาติ และเมื่อพูดถึงการพัฒนามนุษย์เพื่อให้อยู่ดีกินดีนั้น เป็นภาษาพูดของชาวบ้าน การกินดีก็เข้าใจได้ง่ายเพราะว่าเป็นภาษาทางเศรษฐกิจ สำหรับพ่อ เวลานี้เห็นชัดเลยว่า มนุษย์เพื่อจะอยู่ดี ความคิดหลักเพื่อการอยู่ดีของมนุษย์ก็คือ ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน (Relationship) และเราต้องสร้างความสัมพันธ์อันดี กับความเป็นจริงที่อยู่รอบตัวเรา กับความเป็นจริงในธรรมชาติ เพราะในธรรมชาตินั้นมันมีความเป็นจริงอยู่ ฉะนั้นเราจึงต้องสร้างสัมพันธ์อันดีอันนี้ให้เกิดขึ้นระหว่างตัวเรากับธรรมชาติ เราต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนมนุษย์ ทำไมเราต้องเคารพธรรมชาติ ทำไมเราต้องเคารพชีวิตมนุษย์มีอะไรแปลกๆ อยู่ คือคล้ายกับว่า มีกฎซึ่งมีอำนาจเหนือจิตใจมนุษย์ของเราโดยธรรมชาติ ซึ่งในศาสนาคริสต์เราบอกว่าเป็นพระเจ้า ดังนั้นอำนาจที่มีเหนือมนุษย์ เหนือความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ ซึ่งทำให้มนุษย์เราต้องเคารพเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และทำให้มนุษย์ต้องเคารพธรรมชาติด้วยนั้น มนุษย์เราจะต้องมีความสัมพันธ์อันดีกับสิ่งเหล่านี้ เพื่อว่ามนุษย์จะได้อยู่ดี


สคทพ. เมื่อพระคุณเจ้าพูดถึงแนวคิดด้านการพัฒนาที่ว่า เราให้มนุษย์เป็นเอก มิกลายเป็นว่า หากมนุษย์เป็นใหญ่ มนุษย์เป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งแล้ว มนุษย์จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบอย่างนั้นหรือ

ท่านบุญเลื่อน ข้อแย้งของเขาก็มีเหตุผลเหมือนกัน ถ้าเราเอามนุษย์เป็นเอก มนุษย์ในประสบการณ์ของเรา นอกจากจะมีอะไรดีแล้วก็ยังมีอะไรๆ ที่ไม่ดีอยู่ด้วย อันนี้เป็นความจริงที่เรามีประสบการณ์ด้วยตัวเราเอง ฉะนั้น Humanism ที่ปิดอยู่ในตัวมนุษย์เรารับไม่ได้ และทางฝ่ายศาสนจักรเราก็บอกว่ารับไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่าในตัวมนุษย์เรามีแง่บวกแง่ลบอยู่ ฉะนั้นเราจะไม่ยอมให้มนุษย์เป็นเอกโดยไม่ยอมรับอิทธิพลอันใดอันหนึ่ง ซึ่งอิทธิพลอันนี้เราเรียกว่า ศีลธรรม ศีลธรรมนี้ก็คล้ายๆ กับเป็นกฎระเบียบ เป็น Power ชนิดหนึ่งซึ่งหยุดรั้งมนุษย์ไม่ให้แง่ลบนี้มีอิทธิพลเหนือแง่บวก ทีนี้เพื่อมิให้แง่ลบมีอิทธิพลเหนือแง่บวก มนุษย์ก็พยายามที่จะอธิบาย และแสวงหาแนวทางปฏิบัติ...ศาสนาจึงเกิดขึ้น

พระคริสตเจ้าเองก็เกิดมาในสมัยที่ชนชั้นสูงเบียดเบียนคนชั้นต่ำ พวกฟาริสีพวกนี้ซึ่งถือว่าเป็นอาจารย์พระคัมภีร์ เป็นอาจารย์ที่จะอธิบายธรรมะ พวกพราหมณ์ พวกฮินดู ก็พยายามอธิบายธรรมะ ซึ่งธรรมะนี้เองเป็นอำนาจที่จะสามารถมีอิทธิพลเหนือจิตใจมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์มีแง่บวกมากที่สุด เมื่อพูดถึงธรรมะแล้ว เราก็มักจะเอามาเกี่ยวกับศาสนา ศาสนาทุกศาสนาพยายามที่จะอธิบายถึงธรรมะ ธรรมะนั้นไม่เป็นอะไรอื่นนอกจากเป็นอำนาจอย่างหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะพิเศษ อำนาจนี้จะต้องยึดจิตใจมนุษย์ให้มีแง่บวก ให้เป็นมนุษย์ที่แท้จริง แม้แต่พระพุทธองค์ท่านก็พยายามแสวงหาวิธีการเพื่อช่วยให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์


สคทพ. คำว่าความหลุดพ้นนี้ พระพุทธองค์พยายามที่จะแสวงหาวิธีที่จะทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ เราจะเห็นว่า ศาสนาคริสต์ก็พูดถึงเรื่องความรอด ฉะนั้นจะเห็นว่าแม้ในภาษาพูด เราพูดว่าประวัติศาสตร์แห่งความรอดของมนุษยชาติกับความหลุดพ้นทางพุทธศาสนา สองอย่างนี้มันต่างกันอย่างไร

ท่านบุญเลื่อน พูดถึงธรรมะ พูดอย่างกลางๆ เสียก่อนที่จะพูดถึงในแง่คริสต์ ในแง่พุทธ คนเรานี้แม้แต่ชาวเขาซึ่งไม่มีศาสนา เขาก็ยังนับถืออะไรที่สูงสุดซึ่งทางเราเรียกว่าธรรมะ หรือเขาเรียกว่าอำนาจสูงสุด ซึ่งอำนาจสูงสุดนี้ มีอิทธิพลเหนือมนุษย์ ที่จริงคำว่าธรรมะนี้เป็นคำทางพุทธ ถ้าใช้คำว่าอำนาจสูงสุดมันจะเป็นกลางกว่า ชาวเขานี่ก่อนจะทำนา ก่อนจะขึ้นบ้านใหม่ จะแต่งงาน หรือว่าเขาจะทำอะไร เขาจะต้องมีพิธีจารีต เพื่อรับรู้ เพื่อขอพร เพื่อขอโทษ เพื่อขออะไรต่ออำนาจสูงสุด อำนาจที่อยู่เหนือ แล้วจึงจะไปทำนาได้ แล้วจึงจะไปขึ้นบ้านใหม่ได้ แล้วจึงจะแต่งงานได้ ฉะนั้นงานพัฒนา ถ้าจะเอามนุษย์เป็นตัวเอกแล้ว ต้องคำนึงถึงอำนาจและอำนาจนี้ ถ้าเราสังเกตดีๆ จะมาสนับสนุนแง่บวกของมนุษย์ แล้วถ้ามนุษย์ไม่ยอมรับอำนาจนี้ และไม่ทำตามสิ่งที่อำนาจนี้บอกเราแล้ว มนุษย์เองนั่นแหละที่เป็นผู้สร้างแง่ลบให้เกิดขึ้น


สคทพ. ความรอดหรือการหลุดพ้นนี้ หมายถึงการที่พระคุณเจ้าฯ บอกว่ามีแง่บวกหรือความสมบูรณ์อยู่ เราไม่ได้หมายถึงว่าเราทำบุญ ทำดี แต่เป็นความสมบูรณ์ในโลกนี้ หรือหวังผลไปถึงชาติหน้าเท่านั้น

ท่านบุญเลื่อน พูดถึงโลกนี้โลกหน้า ก็เป็นความจริงอย่างหนึ่งซึ่งเราต้องพูด ตราบใดที่เรายังอยู่ในโลกนี้ แง่ลบจะมีเสมอ เพราะว่ามันยังติดอยู่กับบาป แต่เราก็ต้องพยายามที่จะให้แง่ลบไม่มี ที่เราบอกว่าอำนาจสูงสุด สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่าพระเจ้านั้น อยู่นอกกาลเวลา คือไม่จำกัดในเวลา ไม่จำกัดอยู่ในสถานที่ ส่วนโลกนี้จำกัดอยู่ในเวลา มันมีเวลาเป็นพันปี เป็นหมื่นปี มีสถานที่กำหนดอยู่ในจักรวาล แม้แต่ระบบสุริยะจักรวาลก็ยังจำกัด จะกว้างใหญ่เท่าไรก็ตาม ก็มีเขตจำกัดของมัน ฉะนั้นโลกนี้จำกัดกาลเวลา จำกัดในสถานที่ จำกัดในความสามารถ ความสามารถที่จะแพร่ขยายแง่บวก คุณค่าที่ดี จะทำอย่างไรก็จะต้องมีแง่ลบอยู่เสมอ และเพื่อหลุดพ้นจากความจำกัดอันนี้ จะต้องไปสู่อีกอันหนึ่งที่เรียกว่า โลกหน้า ที่ภาษาคริสต์เรียกว่าโลกที่อยู่เหนือธรรมชาติ โลกฝ่ายวิญญาณ หรือ Eschatological period ภาษาทางคริสตธรรมหมายถึงวาระสุดท้าย เมื่อสิ่งทั้งหมดที่ถูกจำกัด มุ่งไปสู่ที่ไม่จำกัดเวลา ไม่จำกัดสถานที่ โลกนี้กับโลกหน้า มันต่อเนื่องกัน เมื่อมันต่อเนื่องกันแล้ว ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เราต้องพยายามที่จะทำให้แง่บวกขยายตัวไปมากขึ้น


สคทพ. เพื่อที่จะได้รับความสะดวก หรือการหลุดพ้นนี้ พระคุณเจ้าฯ คิดว่าจะต้องร่วมกันเป็นกลุ่ม หรือว่าจะเป็นแบบปัจเจกบุคคล

ท่านบุญเลื่อน ใช่ ต้องเป็นกลุ่ม เพราะว่า ประการแรก เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เพราะว่ามนุษย์จะเจริญชีวิตอยู่คนเดียวไม่ได้ เป็นธรรมชาติของมนุษย์ ประการที่สอง กลุ่มนี้ในธรรมชาติแล้วยังเป็นกลุ่มที่เขาเรียกว่า Check and Balance กลุ่มนี้เองที่จะตรวจสอบว่า ในตัวมนุษย์แต่ละคน มีแง่บวกแค่ไหน แง่ลบแค่ไหน และทำอย่างไรแง่บวกจึงจะมีมากกว่าแง่ลบ โดย ประการที่สาม กำหนดโดยกลุ่มนี้เอง จะกำหนดจารีต กฎเกณฑ์แห่งความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ที่เราเรียกว่าวัฒนธรรมขึ้นมา ทั้งนี้เพื่อจะได้ทำให้แง่บวกมากขึ้น แต่ทีนี้เนื่องจากมนุษย์เองก็มีแง่ลบอยู่ในตัว ไปๆ มาๆ วัฒนธรรมก็ดี กฎเกณฑ์ต่างๆ ก็ดี หรือแม้แต่พิธีจารีต บางอย่างก็ดี ซึ่งครั้งแรก คิดว่าจะนำไปสนับสนุนแง่บวก และเนื่องจากในมนุษย์มีแง่ลบอยู่ก็ไม่ระวังตัว แม้แต่กฎเกณฑ์ที่เรียกว่า วัฒนธรรม ก็ทำให้เกิดค่านิยมที่ไม่ดีขึ้นมา กฎเกณฑ์ซึ่งแทนที่จะสนับสนุนส่วนที่ดีของมนุษย์ ทำไปทำมาไปสนับสนุนแง่ลบก็มี ฉะนั้นจึงต้องอาศัยการพิจารณา ไตร่ตรอง (Reflection) กลุ่มนี้แล้ว ก็ไปทำการพิจารณาไตร่ตรองกับกลุ่มนั้น (Check and Balance) ให้ขยายวงกว้างออกไปอีก ในศาสนาคริสต์เราเห็นได้ชัดคือ เรารู้ว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์ มนุษย์นี่ทำบาป ในฐานะที่มนุษย์เป็นลูกของพระเจ้า ก็มีคุณค่าที่ดีอยู่ในตัว และเราได้บอกว่าไม่ใช่มนุษย์เท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลก็มาจากพระเจ้า พระเจ้าได้สร้างโลกและจักรวาลทั้งหมด ฉะนั้นในจักรวาลนี้มีสิ่งที่ดีอยู่เยอะ แต่ว่าโชคไม่ดีที่มนุษย์ได้ทำบาป ฉะนั้นเมื่อมนุษย์ได้ทำบาปก็ได้สร้างแง่ลบขึ้นมาในตัวเอง และเนื่องด้วยมนุษย์เป็นยอดของสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างมา เมื่อตัวมนุษย์มีแง่ลบ สิ่งสร้างทั้งหลายก็เลยเกิดแง่ลบขึ้นมา และแง่ลบของสรรพสิ่งเหล่านั้น มีอำนาจลึกลับในตัวมนุษย์ด้วย ดังนั้นก็เป็นความทุกข์ยาก ความลำบาก โรคภัยไข้เจ็บ จนถึงว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตาย อันนี้เป็นแง่ลบที่เบียดเบียนมนุษย์ ในด้านสังคม ทางศาสนาเราสอนว่าจากพระธรรมเดิม พระเจ้าได้เลือกเอาชนชาติหนึ่งที่เรียกว่าเป็นประชากรของพระเป็นเจ้า นั่นก็คือลูกหลานของอับราฮัม ซึ่งต่อมาก็คือชาวอิสราเอล ชาวอิสราเอลนี้แหละมีหน้าที่ ที่จะต้องเป็นชุมชนของพระเจ้า เป็นประชากรของพระเจ้า ซึ่งประชากรนี้มีหน้าที่ที่จะค้นพบธรรมะ แล้วก็พยายามที่จะรักษาธรรมะ และให้ธรรมะนี้มีอิทธิพลที่ดีเหนือมนุษย์ เพื่อทำให้มนุษย์ได้รอดไปหาพระเจ้า แล้วเมื่อถึงเวลา ทางคริสตศาสนาสอนไว้ว่า พระเจ้าได้ส่งพระบุตรของพระองค์มาเกิดที่เราเรียกว่าพระเยซูคริสต์ พระเยซูคริสต์ก็ได้สร้างลูกศิษย์ขึ้นมา ได้ตั้งคริสตศาสนา สร้างสืบต่อจากอับราฮัม สร้างคริสตศาสนาเพื่อที่จะได้ช่วยเพื่อนมนุษย์ให้รอดไปหาพระเจ้า จึงเป็นว่าการหลุดพ้นนี้เป็นเรื่องของกลุ่มชน มิใช่ปัจเจกบุคคล


สคทพ. อยากให้พระคุณเจ้าฯ อธิบายคำว่าธรรมะคืออะไร และอีกเรื่องหนึ่งก็ศาสนาคืออะไร เพราะโดยทั่วไปทรรศนะของคนทำงานพัฒนาในองค์กรพัฒนาเอกชนมักกล่าวกันว่าตนเป็นคนไม่มีศาสนา

ท่านบุญเลื่อน คำว่าธรรมะนี้เป็นคำทางพุทธ ทางพุทธใช้คำว่าธรรมะ ทางเรานี่ใช้คำว่า หรือเรียกว่าอำนาจสูงสุด อำนาจสูงสุดนี้ทางคริสต์เรียกว่า พระเจ้า พอพูดถึงศาสนาแล้วในความคิดของเรา คนไทยเราก็ไปเชื่อมศาสนากับศาสดา เช่น พระพุทธองค์ ศาสนาคริสต์ก็บอกว่าพระคริสต์ หรืออย่างพระมูฮัมหมัด ศาสดาก็คือผู้ที่สนใจในมนุษย์ แล้วก็อยากจะช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้น ทางพุทธก็เรียกว่านิพพาน ทางคริสต์ก็หมายความว่าการมุ่งไปสู่พระเจ้า เพราะพระเจ้าเป็นองค์ต้นเหตุแห่งความสุข ความสมบูรณ์ทุกอย่าง ทีนี้เมื่อพูดถึงศาสนาเราก็พูดถึงศาสดา ศาสดาใหญ่ๆ ที่เรารู้จักก็มี พระพุทธ พระคริสต์ พระมูฮัมหมัด ท่านเหล่านี้เป็นผู้ที่สนใจมนุษย์ อยากจะช่วยมนุษย์ให้ไปสู่ความหลุดพ้น ไปสู่ความรอด และช่วยมนุษย์โดยสนใจในอำนาจสูงสุด หรือในธรรมะ อาศัยอำนาจสูงสุด อาศัยธรรมะนี้มนุษย์จะได้หลุดพ้น ได้ซึ่งธรรมะนี้ก็มาส่งเสริมแง่บวกของมนุษย์ให้มีมากขึ้น และแง่ลบให้น้อยลง ฉะนั้นเพื่อนๆ ของเราที่บอกว่าฉันจะพัฒนามนุษย์โดยไม่ต้องมีศาสนา ถ้าเขาหมายถึงว่าศาสนาคือการที่ตัวเองต้องสังกัดหรือขึ้นอยู่กับศาสนาใด แต่เขาไม่เป็นลูกศิษย์ของใคร ด้วยคิดว่าฉันคือฉันเอง เราจะรับก็ได้ ถ้าหากว่าเขายังถืออำนาจสูงสุดอันนี้อยู่ ซึ่งอันนี้เราเห็นได้ชัด เช่น ชาวเขา ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกศาสนาของพวกชาวเขาว่าเป็น Cosmic Religion ในภาษาไทยแปลว่า ถือผี แต่คำว่าภูตผี มีความหมายในแง่ลบ ฉะนั้นเมื่อก่อนในภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า Animist เวลาบอกว่าชาวเขาเป็นพวก Animist หมายความว่า เขาถือผี ในแง่ดี ไม่ใช่ผีปีศาจ ทีนี้คนเราเข้าใจคำว่าผีไปในแง่ภูตผี ปีศาจ จึงต้องเปลี่ยนเป็น Cosmic Religion ซึ่งคำนี้ดี Cosmic อันหมายถึงจักรวาล หมายความว่าเป็นผู้ที่ยอมรับว่ามีอำนาจลึกลับอะไรเหนือจิตใจมนุษย์ ที่ยังมีอยู่ในจักรวาล ฉะนั้น นักพัฒนาทั้งหลายที่เขาบอกว่า เขาไม่ต้องการศาสนา แต่ไปดูในใจของเขา เขามีอันนี้อยู่ ที่เราเรียกว่าธรรมะ เช่น พวกนี้เคารพในศักดิ์ศรีมนุษย์ พวกนี้ส่วนมากก็ทำงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน เมื่อเคารพในศักดิ์ศรีมนุษย์แล้ว อะไรที่ทำให้ศักดิ์ศรีมนุษย์น้อยลง เขายอมไม่ได้ ทำไมผู้นั้นซึ่งไม่ได้ประกาศตัวเป็นลูกศิษย์ของศาสดาใดๆ ทำไมเขาถึงเคารพในศักดิ์ศรีของมนุษย์ เพราะพระพุทธสอนหรือ ไม่ใช่ เพราะพระเยซูสอนหรือ ไม่ใช่ เพราะพระมูฮัมหมัด ไม่ใช่ แต่ฉันรู้สึกว่าเมื่อเป็นมนุษย์แล้วจะต้องมีศักดิ์ศรี และควรจะเคารพศักดิ์ศรีของกันและกัน ทำไมเขาจึงมีสิ่งนี้อยู่ในใจ โดยตัวเขาเองจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม เขามีอำนาจอันนี้อยู่ในใจ และนี่เราถือว่าเป็นแง่บวกอีกด้านหนึ่ง ความจริงในชีวิตของเราก็ยังรับว่ามีแง่ลบด้วย ฉะนั้นถ้าไม่ระวัง เราบอกว่า เราทำงานสนับสนุนศักดิ์ศรีมนุษย์ แต่ว่า ถ้าหากเราไม่มีความสำนึกในแง่บวก เราทำงานพัฒนาไปๆ เดี๋ยวแง่ลบของเราอาจจะมีอิทธิพลถึงแง่บวก แง่ลบอาจจะลุกลามมาถึงก็ได้ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีการพิจารณาไตร่ตรอง (Reflection) การที่เราจะต้องมีการรำพึง มีปัญญา สมาธิ เพื่อหวนไปถึงอำนาจสูงสุด


สคทพ. เกี่ยวกับเรื่อง Cosmic Religion ของชาวบ้านนี้ก็มีสังคมที่คอยตรวจสอบว่าคุณทำถูกต้องตามจารีตประเพณีหรือไม่ ทีนี้สำหรับนักพัฒนาหรือคนที่ไม่มีศาสนา จะมีกฎเกณฑ์อะไรในการตรวจสอบ เช่น เมื่อใดก็ตามที่ศักดิ์ศรีของเขาถูกกระทำ เขาจะต้องออกไปปกป้อง แต่เนื่องจากถ้าเปรียบเทียบกับชาวบ้านแล้ว Cosmic Religion มีกฎของสังคมของหมู่บ้านที่บังคับเขาอยู่ นักพัฒนาที่บอกว่าเขาไม่มีศาสนาแต่เขาทำดี จะมีกฎอะไรที่สามารถตรวจสอบได้

ท่านบุญเลื่อน เรื่องนี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่าในตัวเองมีความสำนึกในอำนาจสูงสุดอยู่ แต่ว่ามนุษย์ยังเป็นสัตว์สังคม ฉะนั้นพวก Cosmic Religion ซึ่งเราถือว่าเป็นพวกที่เพิ่งเจริญ พวกนี้เขายังสำนึกในมิติสังคมของมนุษย์อยู่ อาศัยมิติสังคมของมนุษย์นี้ เขาจะช่วยให้แต่ละคนไม่หลงผิดไป อาศัยกลุ่มของเขาเตือนปัจเจกชนให้ยิ่งสำนึกถึงอำนาจสูงสุดอันนี้ ต่อมาก็มีศาสดาจึงเกิดเป็นศาสนาขึ้น แล้วศาสนาในโลกปัจจุบันก็มีหลายศาสนา เพราะว่ามีหลายศาสดา ท่านเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่สนใจ และพยายามที่จะช่วยมนุษย์ให้รอดโดยเน้นถึงอำนาจสูงสุดอันนี้ ในคริสตศาสนา เราเรียกว่าพระเจ้า และในแง่บวกนี้ เราเรียกว่า "คุณค่าแห่งอาณาจักรพระเจ้า" ส่วนในแง่ลบเราเรียกว่า "บาป" "บาป" คืออะไร คือการปฏิเสธพระเจ้า แล้วเมื่อปฏิเสธพระเจ้าก็ปฏิเสธคุณค่าที่ดีที่พระเจ้าหว่านไว้ในจิตใจมนุษย์ แต่เนื่องจากมนุษย์มีบาปกำเนิด แม้ว่าพระเจ้าจะได้หว่านพืชพันธุ์ที่ดีในจิตใจมนุษย์ แต่มนุษย์ก็ยังมีพืชพันธุ์ที่ไม่ดีที่เป็นบาปอยู่ นี่เป็นคำสอนของคริสตศาสนา


สคทพ. เคยมีคำกล่าวว่า ศาสนา หรือว่าวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวบ้านเป็นตัวถ่วงวิถีการพัฒนาสมัยใหม่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็พยายามส่งเสริมด้านศาสนธรรม จึงทำให้เห็นว่าการพัฒนาสมัยใหม่ไม่ดี พระคุณเจ้าฯ เห็นว่าควรจะเป็นอย่างไร

ท่านบุญเลื่อน อันนี้เห็นได้ชัดเกี่ยวกับเรื่องความเข้าใจเรื่องการพัฒนา การพัฒนานี้คุณเข้าใจอย่างไร ถ้าหากเข้าใจว่าการพัฒนาคือการทำให้ทันสมัยขึ้น ก็ต้องทำอุตสาหกรรมอย่างในสมัยนี้ มัวไปทำแต่เกษตรอยู่อย่างเดียว คุณไปไม่ทันโลกเขาหรอก ถ้าคุณเข้าใจอย่างนี้ เราก็ไม่ปฏิเสธสิ่งนั้นด้วย แต่คุณก็ไม่น่าปฏิเสธว่าเพื่อจะพัฒนาโลกให้ดีขึ้น ในกระบวนการของการทำให้ทันสมัยนี้ คุณควรจะใช้กระบวนการอะไร กระบวนการผลิตเราไม่ตำหนิ แต่ว่าการผลิตแบบไหน อันนี้น่าคิด จะผลิตแบบที่ทำๆ มาแล้ว โดยไม่คำนึงถึงคนส่วนใหญ่ที่มีความจำเป็น ที่มีความต้องการ ไม่คำนึงถึงมลภาวะกันเสียเลย คิดแต่เพียงว่าได้กำไรเท่าไรยิ่งดี ถ้าเป็นอย่างนั้นความเป็นจริงในสังคมมันฟ้องอยู่ ส่วนคนที่กินอุดมการณ์ก็จะค่อนข้างสุดโต่งไปอีก


สคทพ. พระคุณเจ้าได้เคยวิเคราะห์หรือว่าศึกษาไว้หรือเปล่า เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น โดยการต่อสู้กับระบบที่ไม่ดี ไม่ทราบว่าช่วงไหนเป็นจุดเริ่มต้น ช่วงไหนเกิดขึ้นชัดเจนต่อเนื่องกันมา อย่างเช่น เรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นประเด็นที่มีการเคลื่อนไหวขึ้นมาในช่วงไม่กี่ปีในประเทศ หรือการเคลื่อนไหวในงานพัฒนาซึ่งเน้นแนวคิดด้านศาสนา ที่ค่อนข้างเป็นจุดสนใจเป็นอย่างมากอย่างรวดเร็ว เป็นอีกลักษณะหนึ่งที่ไม่ใช่การพัฒนาไปสู่ความทันสมัยแต่พัฒนาไปสู่แนวศาสนธรรม

ท่านบุญเลื่อน ที่จริงถ้าหากจะพูดในแง่ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ตั้งแต่แรก พระคัมภีร์ก็เล่าไว้ตั้งแต่มนุษย์ครอบครัวแรก ก็บกพร่องอยู่แล้ว เนื่องจากว่ามนุษย์เป็นสิ่งสร้าง ซึ่งจำกัดอยู่ในกาลเวลา และสถานที่ มีข้อบกพร่องของมันอยู่ แต่ว่าพระเจ้ามีโครงการที่จะทำให้มนุษย์นี้ครบครันยิ่งขึ้น ถ้าเราดูตามประวัติศาสตร์แต่ละยุค มันมีจุดบวกจุดลบอยู่ ดูใกล้ๆ ตัวเรา ประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่แล้วเป็นศตวรรษแห่งการอุตสาหกรรม การเจริญตามระบบอุตสาหกรรมก็มีส่วนบวกเพราะว่าเนื่องจากอุตสาหกรรมดีขึ้น คนเรามีเครื่องใช้ไม้สอยเพิ่มความสะดวกสบายในชีวิตมากขึ้น แต่ส่วนลบก็มีอยู่ ทั้งๆ ที่มีประโยชน์ทำให้ชีวิตมนุษย์ดีขึ้น แต่ว่ากรรมกรเป็นอย่างไร กรรมกรที่ทำงานในโรงงาน ถูกเอารัดเอาเปรียบ เห็นไหมว่ามันมีส่วนลบอยู่ มาถึงศตวรรษของเรานี้ พูดถึงอุตสาหกรรมอย่างเดียวก็ยิ่งมีผลบวกมากขึ้น เพราะว่ามันทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายมากขึ้น แต่ว่าส่วนลบก็มากขึ้น นอกจากกรรมกรแล้ว มลภาวะก็เสีย ระบบตลาดก็เกิดการแย่งความเป็นเจ้าของตลาด เรื่องตลาดนี้ก็สืบเนื่องกับราคาของสิ่งของ ระบบเงินตรา อุตสาหกรรมสมัยนี้เพื่อที่จะเริ่มอุตสาหกรรมก็ต้องลงทุนเยอะ ประเทศที่ไม่มีทุนทำอย่างไร ก็พยายามไปกู้หนี้ยืมสินเขามาลงทุน แง่บวกคือมีโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ประเทศมีรายได้มากขึ้น แต่ทีนี้ดูแง่ลบ รายได้นั้นมันไปไหน ใครเป็นคนรับประโยชน์จากรายได้ ทุนที่ไปกู้เขามาก็จะต้องใช้หนี้ จะต้องใช้ดอกเบี้ย นี่พูดถึงอุตสาหกรรมนะ ฉะนั้นมันก็เป็นไปตามประวัติศาสตร์ ทีนี้มาพูดกันถึงแง่คมนาคม จะไม่พูดถึงรถด่วนรถไฟฟ้า ถนนหนทาง แต่จะพูดถึงคมนาคมที่สูงกว่า พวกวิทยุโทรทัศน์พวกนี้ ถ้าพูดในแง่บวก มันก็ช่วยให้ชีวิตของมนุษย์ดีขึ้น ได้รับข่าวสารอะไรต่างๆ ดีขึ้น ได้มีความสัมพันธ์กันอย่างรวดเร็ว แลกเปลี่ยนข่าวสารดีขึ้น อันนี้แง่บวก แต่แง่ลบก็มี โดยอาศัยระบบข่าวสารนี้ ผู้ที่มีอำนาจก็เลยครอบงำ ปล่อยข่าวที่ตัวอยากจะปล่อยเท่านั้น เพื่อให้ผู้รับข่าวนั้นจะได้มีความคิดคล้อยตามไปกับผู้มีอำนาจ แล้วจึงสร้างค่านิยมต่างๆ ที่มีแง่ลบอยู่เยอะ เช่น ที่เราบอกว่าระบบบริโภคนิยมอะไรต่างๆ มันเป็นผลของสื่อ ซึ่งสื่อนั้นมีแง่บวกของมันอยู่ แง่ลบก็มีมาก เราพูดถึงการที่ประเทศที่ร่ำรวยกว่ามาช่วยประเทศที่ยากจนกว่า มันมีแง่บวกอยู่ คือช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม อะไรต่างๆ แต่ว่ามันมีแง่ลบอยู่ด้วย คือประเทศที่ให้เงินมา เขาก็มีเงื่อนไขอะไรต่างๆ มากมาย ที่เห็นชัดคือเป็นหนี้ ประเทศร่ำรวยก็เป็นเจ้าหนี้ ประเทศยากจนก็เป็นลูกหนี้ กู้เขามาเท่าไรก็ใช้เขาไม่หมด และเป็นลูกหนี้ชนิดที่ไม่มีอำนาจใช้ได้เลย เช่น บราซิล เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ เป็นตัวอย่าง กู้มาเท่าไรไม่มีปัญญาจะใช้เขา ฉะนั้นจะเห็นว่าในสมัยหนึ่งๆ มันจะมีแง่บวก แง่ลบ ทีนี้เป็นภาระหน้าที่ของเรานักพัฒนาสังคมต้องวิเคราะห์ดูว่า ในเหตุการณ์สมัยหนึ่งๆ มีอะไรบวก อะไรลบ ที่เป็นบวกเราพยายามสนับสนุน ที่เป็นลบเราพยายามแก้ไข มาพูดถึงในวงแคบของเรา สมัยนี้เป็นสมัยที่องค์กรเงินทุน ซึ่งเมื่อก่อนนี้เขามีความคิดว่าเขาเป็นผู้ที่โชคดีกว่า เขาร่ำรวยกว่า ฉะนั้นก็รวบรวมเงินทุนเพื่อจะได้ช่วยประเทศที่ยากจนกว่า ช่วยให้พัฒนา ซึ่งความคิดเรื่องการพัฒนา แต่ก่อนคือ การผลิต ต่อมาแนวคิดเรื่องการพัฒนาวิวัฒนาการมา ก็เข้าใจว่าการผลิตมากขึ้นมิได้หมายถึงความเจริญนะ ความเจริญมันอยู่ที่ว่า คุณภาพของคนดีขึ้น เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้ ความคิดของผู้ที่ช่วยเราเรื่องเงิน พวกนี้เปลี่ยนไปด้วย เขาจะไม่มาสนับสนุนโครงการที่มุ่งแต่ผลิตอย่างเดียว แต่จะมุ่งสนับสนุนโครงการที่ทำให้คุณภาพคนดีขึ้น โดยการร่วมมือกันเพื่อจะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ปัจจุบันเรามาถึงความคิดที่ว่าการที่คุณเอาเงินมาให้เรา เราไม่ใช่เป็นฝ่ายรับฝ่ายอย่างเดียวนะ เราก็มีอะไรของเราที่จะต้องให้คุณด้วย ข้อแรกที่เห็นชัดที่เราจะให้ได้คือ ข่าวสารต่างๆ ความเคลื่อนไหวความเป็นไปในโลกที่สาม แล้วยิ่งสมัยนี้เราเข้าใจว่าสิ่งที่เราจะให้กับโลกที่หนึ่งได้ไม่ใช่ข่าวสารเท่านั้น แต่ว่าเป็นคุณค่าที่ดีที่มีอยู่ในวัฒนธรรม ที่มีอยู่ในการดำเนินชีวิตธรรมดาของเรานั้นมันมีคุณค่าหลายอย่าง ซึ่งคุณค่าที่ดีเหล่านี้ เราสามารถบอกเขาได้ ไม่ใช่แค่บอกเท่านั้น ให้คุณลองไปปฏิบัติด้วย คุณค่าที่ดีของเรา เช่น การดำเนินชีวิตอย่างง่ายๆ เวลานี้คนยุโรปจะซักเสื้อผ้า ล้างชาม ไม่เป็นกันอยู่แล้ว จะทำกับข้าวในครัวก็จะไม่เป็นกันแล้ว ต้องมาหาแม่บ้านในโลกที่สามไปทำครัว ทำงานบ้าน ฉะนั้นเราก็มีคุณค่าที่ดี มีขนบธรรมเนียมที่ดีของเราที่จะให้เพื่อนของเราที่อยู่ในโลกที่หนึ่งได้


สคทพ. พระคุณเจ้าฯ พูดถึงการพัฒนาสมัยปัจจุบันว่ายึดถือความทันสมัยแบบตะวันตก เน้นเรื่องอุตสาหกรรม เป็นหลัก

ท่านบุญเลื่อน นั่นสิ มีความเข้าใจกับแบบนี้อยู่ แต่ทีนี้เราก็บอกนี่เป็นความเข้าใจตามสมัย ถ้าเราจะไปถามคนที่อยู่ในสมัยคริสตศตวรรษที่15 ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ หรือสมัยใดสมัยหนึ่ง ถ้าเราไปถาม เขาคงไม่ใช้คำว่าพัฒนา ความเจริญคืออะไรในสมัยนั้น เขาก็จะให้คำจำกัดความอีกอย่าง สมัยพระเยซูก็เหมือนกัน ความเจริญคืออะไร ความเจริญในสมัยนั้น ก็คงจะว่า เอาตามแบบอาณาจักรโรมัน ละกระมัง แต่ว่าถ้าเราไปดู แล้วทำการวิเคราะห์ลึกๆ แล้ว ความเจริญก็คือการทำให้มนุษย์นี้ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน


สคทพ. ในขณะนี้ดูเหมือนว่า ความทันสมัยแบบโลกตะวันตก ซึ่งทำให้คนขาดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน กำลังเกิดขึ้นกับโลกที่กำลังพัฒนา

ท่านบุญเลื่อน ใช่ แล้วเป็นการท้าทายนักพัฒนา เมื่อเราวิเคราะห์ออกมาอย่างนี้แล้ว เราจะต้องหาวิธีรักษาไว้ซึ่งมนุษยสัมพันธ์ที่ดีของเราได้อย่างไร คือทำอย่างไรให้ฝ่ายลบมีน้อยลง จะไม่ให้มีลบเลยเป็นไปไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันจะเห็นว่าคนไทยในชนบท ทิ้งถิ่นเข้าเมืองกันมากขึ้นทุกวันๆ เพราะอะไร เพราะว่าเข้าไปอยู่ในเมือง มันมีโอกาส ชีวิตสะดวกสบาย มีความหวังมากกว่า ฉะนั้น หมายความว่าเราก็ต้องช่วยกันพัฒนาชนบท ให้ขึ้นมาระดับหนึ่ง อย่าให้แตกต่างไปจากเมืองมากนัก เราต้องให้ชนบท ซึ่งเคยเป็นนโยบายรัฐบาลมาพัฒนาชนบท ให้สภาพความเป็นอยู่ของคนชนบทดีขึ้น เพื่อเป็นการดึงดูดให้ชาวชนบท อยู่ในชนบทมากขึ้น นอกจากนี้ยังต้องดึงดูดในด้านอื่นๆ ด้วย ในด้านที่จะให้มีโอกาสก้าวหน้ามากขึ้นในชีวิต ฉะนั้นโรงเรียนก็อย่าไปสุมกันอยู่แต่ในเมือง ให้อยู่ทางด้านนอกด้วย โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ก็ให้ออกมาอยู่ตามหัวเมืองบ้านนอกด้วย อย่าไปปล่อยให้ชนบทอยู่ซะสุดกู่เลย ส่วนในเมืองมีพร้อมทุกอย่าง มันก็ไม่ไหว


สคทพ.
ขณะที่การพัฒนาในโลกปัจจุบัน ในโลกที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 มุ่งเน้นไปที่ความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การลงทุน การอุตสาหกรรม เป็นหลัก พระคุณเจ้าฯ คิดว่ามันจะนำมนุษย์ไปสู่ความรอดได้อย่างไร เพราะดูเหมือนมันผิดเพี้ยนไป

ท่านบุญเลื่อน มันเพี้ยนแน่ แต่กระนั้นก็ดี มีความคิดที่จะกล่าวถึงการพัฒนาอันแท้จริง ว่าจะต้องเป็นอย่างไรอยู่คือ :

1. เป็นการยอมรับวัฒนธรรมของปวงชน ไม่ใช่ไปลบล้างมัน การพัฒนาใดๆ ต้องเป็นการพัฒนาที่ยอมรับวัฒนธรรมของปวงชน

2. ต้องเป็นการทำให้ความต้องการพื้นฐานของประชาชน มีอยู่อย่างเพียงพอในด้านปัจจัยสี่

3. การพัฒนา หมายถึง การกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม

4. การพัฒนา หมายถึง ความเป็นธรรมในสังคม ให้มีความยุติธรรม

5. การพัฒนา หมายถึง การเคารพในศักดิ์ศรีของมนุษย์

6. การพัฒนา หมายถึง การหลุดพ้นจากความเชื่องมงาย

7. การพัฒนา หมายถึง ทุกคนมีส่วนร่วม

8. การพัฒนา หมายถึง การแบ่งปันซึ่งกันและกัน แบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

9. การพัฒนาจะต้องให้เข้ากับวัฒนธรรมของปวงชน คล้ายๆ กับข้อ 1 เหมือนกัน แต่ข้อ 1 ว่าไม่ไปทำลาย และยอมรับ แต่ข้อนี้หมายถึงว่าการพัฒนาจะต้องให้เข้ากับวัฒนธรรมปวงชน

10. การพัฒนาที่แท้จริงต้องคำนึงถึงมลภาวะ

11. การพัฒนาที่แท้จริงจะต้องมีความหวัง

12. การพัฒนาที่แท้จริง หมายถึง การปฏิรูปมนุษย์ หมายความว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงมนุษย์ให้ดีขึ้นในทุกด้าน...

ฉะนั้น ในการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือการที่จะทำให้สังคมหรือประเทศเราทันสมัยยิ่งขึ้นนั้น และการทำให้ประเทศเราเป็นประเทศอุตสาหกรรม เพื่อจะได้ผลิตของส่งออก เราควรพิจารณาว่า เรามีการเคารพศักดิ์ศรีของคนในท้องถิ่นบ้างไหม ให้พวกเขามีส่วนร่วมไหม หรือการไปตั้งโรงงานต่างๆ ชาวบ้านมีส่วนในการให้ความคิดความเห็นหรือไม่ ได้มีการแลกเปลี่ยน ความคิดความเห็นซึ่งกันและกันหรือไม่ ได้คำนึงถึงความยุติธรรมไหม


สคทพ. เมื่อโครงสร้างมันเป็น กลไกวิปริต ซึ่งเป็นลักษณะของทุน นักพัฒนาบางคนก็เลยบอกว่า การจะต่อสู้โครงสร้างได้ ก็โดยเอาทุนสู้ทุน เพื่อจะเอาชนะโครงสร้างนี้ เช่น เราตั้งตลาดเอง ทำตลาดแบบของพวกเรากันเอง โดยใช้ทุน จะเป็นจริงได้หรือไม่

ท่านบุญเลื่อน ทุนนั้นมันไม่ใช่จุดใหญ่ของเรา ที่เราบอกว่าตั้งตลาดกันเอง อะไรตรงนี้ จุดใหญ่ของเราก็คือว่า เราอยากให้คนส่วนใหญ่ ซึ่งไม่มีปากมีเสียงจะได้รวมกันใช่ไหมล่ะ ฉะนั้นจุดใหญ่ของเรามันอยู่ตรงนี้ ส่วนทุนนั้นมันเป็นผลสุดท้ายของกระบวนการ เรากำลังใช้กระบวนการรวบรวมคนส่วนใหญ่ ซึ่งไม่ได้ประโยชน์จากทุนที่เขาควรได้ ถ้าหากว่าในแง่นี้ ทุนสู้ทุน มันเป็นวิธีพูด แต่ว่าหลักใหญ่ของเราอันนี้มันอยู่ที่คน เราอยากจะรวบรวมคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เป็นคนส่วนใหญ่นี้ ให้เขามารวมกันเพื่อเขาจะได้สร้างทุนของเขาขึ้นมาเอง โดยไม่ต้องรอทุนจากข้างบนลงมา ถ้าเป็นในแง่นี้ก็ถูกต้อง แต่สำหรับเราพยายามรวบรวมคนที่ด้อยโอกาส ด้อยทุนด้วย มารวมพลังกัน ฉะนั้น จุดสำคัญของเราไม่ใช่เน้นทุน จุดสำคัญของเราก็คือเน้นคนด้อยโอกาสคนยากไร้


สคทพ. แต่ว่าถ้าคุณเป็นคนดีอยู่แต่เพียงคุณคนเดียว ในขณะที่ระบบมันยังเป็นอยู่อย่างนี้ คุณก็อยู่ไม่รอด

ท่านบุญเลื่อน อันนี้ขอย้ำคำสอนของพระสันตะปาปาที่พูดถึงเรื่องคนกับระบบอย่างชัดเจนว่าเราจะไปแยกคนกับระบบ แยกออกไปเป็นต่างหากมันก็ไม่ได้ คนนี้สร้างระบบขึ้นมา ระบบนี้มันเป็นผลของคนที่สร้างระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ทีนี้เมื่อคนสร้างระบบขึ้นมาแล้ว ระบบนี้ก็เลยมีอำนาจเหนือคนด้วย ครั้งแรกคนสร้างระบบขึ้นมา เมื่อสร้างระบบขึ้นมาแล้ว คนก็เลยกลายเป็นอยู่ใต้อิทธิพลของระบบ ฉะนั้นเรายังถือว่าเมื่อเราจะเปลี่ยนทั้งหมด เราก็จะต้องเปลี่ยนทั้งคนทั้งระบบ พระสันตะปาปาทรงกล่าวไว้ให้แต่ละคนเริ่มจากตัวเอง การพัฒนาที่แท้จริงต้องมีการปฏิรูปมนุษย์ คนต้องเริ่มมีสำนึกว่าตัวเองจะต้องปฏิรูป ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น ในเวลาเดียวกันก็สำนึกว่าตัวฉันเอง จะดีขึ้นไม่ได้ถ้าหากว่าไม่ทำให้ระบบนั้นเปลี่ยนด้วย เพราะว่าถ้าเราพยายามเปลี่ยนแต่ระบบมันยังมีอิทธิพลเหนือเราหลายอย่างอยู่ เราเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเดี๋ยวก็เป็นไปตามระบบ ฉะนั้นมันต้องไปด้วยกันทั้งสอง คือ ต่างคนต่างต้องเริ่มกับตัวเองก่อน และในเวลาเดียวกัน ก็ต้องให้การเปลี่ยนแปลงตัวเองนี้มีผลถึงระบบด้วย


สคทพ. ดูเหมือนว่า งานที่เราทำอยู่นี้ พยายามที่จะปฏิเสธความทันสมัยด้วยหรือไม่ เราพยายามให้ชนบทคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมดั้งเดิมที่เคยเป็นเคยอยู่มา แต่พอมีความเจริญเข้ามา เราก็รู้สึกว่าทำให้ชาวบ้านเขาเปลี่ยนไป มันไม่ดี มันเข้าไปทำลาย

ท่านบุญเลื่อน เราบอกว่างานพัฒนาแนววัฒนธรรม เมื่อพูดถึงวัฒนธรรม เราต้องแยกเพื่อช่วยให้เราเข้าใจ พูดถึงวัฒนธรรมมันมีอยู่ 2 อย่าง มันมีคุณค่าซึ่งเราพูดได้ว่าเป็นเนื้อหาของวัฒนธรรม และ 2 รูปแบบ ซึ่งเป็นพิธีหรืออะไรต่างๆ อันแสดงถึงคุณค่าหรือเนื้อหา คุณค่าหรือเนื้อหาของวัฒนธรรมนั้น ในคริสต์ศาสนาบอกว่า เมื่อเป็น คุณค่าที่ดี เมื่อพูดถึงคุณค่า มันดีเสมอนะ มันเป็นคุณค่าของพระอาณาจักรนั่นเอง และคุณค่าที่ดีซึ่งเป็นคุณค่าของพระอาณาจักรนั้น เป็นคุณค่าที่เที่ยงแท้ถาวร และเป็นคุณค่าสากล ไม่จำกัดอยู่ในเวลา และสถานที่ ส่วนรูปแบบซึ่งแสดงออกบนคุณค่าเนื้อหานั้น มันแล้วแต่กาลเวลา มันจำกัดอยู่ในกาลเวลา สถานที่ มันมีสมัยของมัน หมายความว่ามันเปลี่ยนแปลงได้ ไม่เที่ยงแท้ ยกตัวอย่างวัฒนธรรมความกตัญญู ทุกชาติทุกภาษาเทิดทูน เป็นคุณค่าอันหนึ่ง คุณค่านี้เป็นคุณค่าสากลเที่ยงแท้ถาวร เป็นคุณธรรมที่ดี ที่นี้รูปแบบในการแสดงออกถึงความกตัญญูรู้คุณนี้ มันมีหลายอย่างหลายรูปแบบ อาจเปลี่ยนแปลงไปได้ รูปแบบของลูกที่มีความกตัญญูรู้คุณ แสดงออกอย่างไร คนไทยเราก็ไหว้ ถ้าเป็นคนโบราณ ซึ่งเป็นอิทธิพลของเศรษฐกิจที่ติดอยู่กับการเกษตร ฉะนั้น วิธีที่จะแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อพ่อแม่ก็คือ เมื่อแต่งงานแล้วก็ไม่ห่างไกลพ่อแม่ อยู่รวมกัน ทั้งนี้เพื่ออะไร เพื่อจะได้เป็นแรงงานให้กับพ่อแม่ในการทำการเกษตรนั่นเอง มาถึงสมัยนี้ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป ฉะนั้น รูปแบบของการแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อพ่อแม่ก็ต้องเปลี่ยน แต่ว่าคุณค่ามันไม่เปลี่ยน

ทีนี้งานพัฒนาของเราจะเรียกว่า เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมก็ได้ เพราะว่าการที่มนุษย์พยายามที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้พัฒนาให้อยู่ดีกินดีมีตั้งแต่ดั้งเดิมแล้ว แต่ก่อนเขาไม่เรียกว่าการพัฒนาหรอก มันเป็นมาแต่เดิมแล้ว แสดงคุณค่าว่ามนุษย์ให้เกียรติและศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน และมนุษย์ต้องมีความเคารพต่อชีวิตมนุษย์ เมื่อมีชีวิตเป็นมนุษย์ขึ้นมาแล้ว เราต้องพยายามทำให้ชีวิตดีขึ้น เป็นอยู่ดีขึ้น กินอยู่ดีขึ้น ซึ่งเป็นคุณค่าของเรื่องการพัฒนาที่เรามีมาแต่ดั้งเดิมแล้ว ทีนี้รูปแบบจะแสดงออกถึงคุณค่าที่เราให้กับชีวิตนี้ เป็นรูปแบบอะไร มันเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยกี่ร้อยกี่พันปีมาแล้ว จนถึงสุดท้ายเป็นรูปแบบที่ว่าเราแบ่งปันอะไรกัน พอพูดถึงสมัยนี้ ก็แบ่งปันข่าวสารซึ่งกันและกัน แบ่งปันเทคโนโลยี วิชาการอะไรต่างๆ แบ่งปันสิ่งของต่างๆ ที่จำเป็นแก่ชีวิต


สคทพ. พระคุณเจ้าฯ คิดว่าการพัฒนาควรจะเป็นรูปแบบใด ในขณะที่พระคุณเจ้าก็ไม่ได้ปฏิเสธ การที่จะเป็นประเทศอุตสาหกรรม หรืออย่างไร

ท่านบุญเลื่อน พ่อ ไม่คิดว่าจะเสนอทางเลือกที่สาม แต่สิ่งที่จะต้องคำนึงถึงคือ การพัฒนาที่ถูกต้องแท้จริงจะต้องมีสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น 12 ข้อ ฉะนั้นท่านจะพัฒนากันอย่างไร ก็ให้ไปคิดปรึกษาโดยคำนึงถึงข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ว่า จะต้องเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ ต้องมีความยุติธรรม จะต้องนึกถึงปัจจัยพื้นฐานของประชาชน ให้ประชาชนมีปัจจัยพื้นฐาน จะต้องถามความคิดเห็นของเขา จะต้องคำนึงถึงวัฒนธรรม ธรรมเนียมของประชาชน และอื่นๆ


สคทพ. ถ้าหากดูองค์ประกอบของการพัฒนาที่แท้จริง 12 ข้อดังกล่าว ดูเหมือนเป็นสิ่งที่อยู่ในสังคมในฝัน อย่างเช่น สังคมยูโทเปีย ขณะเดียวกันกับที่พระคุณเจ้าฯ ก็บอกว่า สังคมยูโทเปีย จะเป็นไปไม่ได้ในโลกนี้

ท่านบุญเลื่อน ใช่ นี่เป็นองค์ประกอบทั้งหมดที่เราบอกว่าการพัฒนาที่ถูกต้องแท้จริง มันจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบทั้งหมด แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็ต้องสำนึกว่ามันจะมีทั้งหมด 100% มันเป็นไปไม่ได้เพราะว่า เรายังอยู่ในข้อจำกัดของกาลเวลาและสถานที่นี้อยู่ แล้วก็ยังมีตัวลบนี้อยู่ แต่องค์ประกอบของการพัฒนาที่แท้จริงมีอยู่ข้อหนึ่งที่ว่า จะต้องมีความหวัง เพราะว่ามนุษย์เราก็ไม่ใช่เลวไปทั้งหมด แต่ยังมีแง่บวกอยู่ด้วยและความหวังนี่ ศาสนาช่วยได้มากทุกศาสนา จึงบอกว่าหวังๆ ในโลกหน้า เน้นมากจนว่าในโลกนี้จะทำยังไงๆ ก็ได้ ไปเอาดีในโลกหน้าก็แล้วกัน เน้นมากจนเกินไป ฉะนั้นเราเองที่ทำงานด้านพัฒนา เราต้องระวังเหมือนกัน เรามักจะเอนเอียงไปในทางยูโทเปีย และเป็นต้นคนที่ว่าไม่มีศาสนา คิดว่าฉันจะต้องทำประเทศของฉันให้เป็นอย่างนี้ให้ได้ ที่สุดทำไปๆ มันไม่ได้ ก็ทำให้หมดหวัง พอหมดหวังก็หันกลับ ไม่เอาแล้วการพัฒนาไปอยู่คนเดียวสบายกว่า ก็เลยตามเลยตามกระแสไปเรื่อย ไม่ทวนกระแสอีกแล้ว เพราะทวนกระแสแล้ว มันเกิดความท้อแท้หมดหวังขึ้นมา


สคทพ. พระคุณเจ้าฯ ยืนยันว่าคนทำงานพัฒนาจะต้องมีศาสนา ไม่เช่นนั้น เมื่อผิดหวังว่าสังคมยูโทเปียที่เคยคิดมันเป็นไปไม่ได้แล้ว ก็จะเกิดการพลิกกลับ

ท่านบุญเลื่อน ใช่ จะต้องมีศาสนา ถ้าเราอาศัยมโนธรรมอันนี้เฉยๆ โดยไม่คำนึงถึงศาสนาแล้วบอกว่าฉันจะเอาอันนี้แหละ ฉันรับรองอำนาจสูงสุดอะไรนี่ละ ทีนี้ทำไปทำมา หลักธรรมในการพิจารณา ไตร่ตรอง ตรวจสอบ มันก็อาศัยเป็นกลุ่ม ทีนี้กลุ่มนั้นก็จะเป็นกลุ่มที่ไม่มีศาสนา ถือว่าศาสนาที่เป็นสถาบัน มันมีส่วนช่วยที่จะทำให้การพิจารณาไตร่ตรองตนเองของเรามีระบบ และอาศัยคำสอนของศาสดานี้ทำให้การพิจารณาไตร่ตรองของเรามันมีทิศมีทางมากขึ้น


สคทพ. เวลาเราคิดถึงการพัฒนามนุษย์ เราจะเน้นถึงองค์ประกอบที่เป็นด้านเทคนิคเสียมากกว่า แต่เรื่องที่เกี่ยวกับศาสนธรรม ดูเหมือนจะแยกออกต่างหาก ไม่ได้มีบทบาทในการที่จะช่วยพัฒนามนุษย์ ตรงนี้มันไม่ได้ไปด้วยกันหรืออย่างไร

ท่านบุญเลื่อน จะดูได้จากองค์ประกอบของการพัฒนาที่แท้จริง 12 ข้อที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ อันที่จริงเป็นเนื้อหาของศาสนาทุกศาสนาเลย การให้เกียรติ ความยุติธรรม เราต้องสนใจความต้องการพื้นฐานปัจจัยสี่ การเข้าถึงวัฒนธรรม การคำนึงถึงมลภาวะ ทีนี้พอพูดถึงมลภาวะในคริสตศาสนาเอง เราก็ยอมรับว่าเรื่องนี้ เราได้เรียนรู้มาจากศาสนาตะวันออก เป็นต้น ในศาสนาฮินดู และพุทธศาสนา ทั้งนี้เพราะในประเทศตะวันตกไม่ได้พูดถึงเนื่องจากการทำอุตสาหกรรมแล้วก็ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสุรุ่ยสุร่าย ไม่รับผิดชอบ เพราะถือว่าแปลคัมภีร์บทแรกเรื่องการสร้างโลก เพราะพระเจ้าสร้างมนุษย์มาให้เป็นนาย นายของสิ่งทั้งหลาย เมื่อเป็นนายก็เลยใช้ทุกอย่างตามใจ เราเพิ่งจะมาเข้าใจว่าการที่มนุษย์เป็นนายเหนือสรรพสิ่งมีความหมายว่าอะไร ในสมัยนี้เอง ฉะนั้น การพัฒนานี้จึงต้องคำนึงถึงมลภาวะ คือว่าทรัพยากรธรรมชาติด้วย หลักก็คือว่า พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ดิน หิน แร่ธาตุต่างๆ ก็ออกมาจากพระองค์ หรือที่แต่ก่อนนี้เรียกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นพระเจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเป็นฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า ฉะนั้นเราจะใช้อย่างไม่รับผิดชอบไม่ได้


สคทพ. หากงานพัฒนาขาดศาสนธรรม จะเป็นอย่างไร

ท่านบุญเลื่อน ก็อย่างที่บอกไปแล้ว ประการแรกเลย คนทำงานก็จะหมดไป หมดหวัง ประการที่สอง ก็จะไม่มีหลักเกณฑ์ ย่อมทำให้งานพัฒนาขาดทิศทาง ประการที่สาม ลงมาเป็นรูปธรรมมากกว่า ก็คือว่า งานพัฒนาก็จะไปเน้น ไปทำในสิ่งที่เราไม่อยากให้มันมี ไปทำให้มันมีขึ้น ที่เราบอกว่า ยิ่งพัฒนาไป ยิ่งเกิดช่องว่างระหว่างคนมีและคนจนมากขึ้น ที่เราพัฒนานี้ก็อยากจะให้ลืมหูลืมตาได้ แต่เมื่อมันขาดทิศทางไม่มีหลักเกณฑ์แล้ว การพัฒนาก็เลยกลายเป็นรูปทางเศรษฐกิจแบบสมัยปัจจุบันนี้ ซึ่งเน้นผลผลิต เน้นรายได้มากขึ้น แล้วก็สิ่งที่เราไม่อยากให้เกิด มันก็จะเกิดขึ้น ผลมันก็จะได้ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราปรารถนา เราปรารถนาที่จะทำให้คนส่วนมากลืมตาอ้าปากได้ แต่ว่ากลับเป็นตรงข้าม มันก็จะเกิดมีกลไกวิปริตขึ้นมา เพราะว่าผู้ที่มีอำนาจมากก็กอบโกยมาก เมื่อกอบโกยแล้วก็เอาเงินไปซื้ออำนาจมา สร้างกลไกวิปริตขึ้นมาซึ่งครอบคลุมทั่วโลก อย่างนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ก็ถูกเอาเปรียบตามเคย


สคทพ. เมื่อมิติทางด้านศาสนามาเชื่อมกับการพัฒนา จะทำให้เขาเข้าใจว่า ศาสนากับการพัฒนาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือไม่

ท่านบุญเลื่อน ก็ไม่ใช่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเสียทีเดียว ศาสนามีภาระหน้าที่ที่จะต้องช่วยมนุษย์ให้ได้รับความรอด ไปสู่จุดหมายสุดท้ายอันนี้ และทำภารกิจนี้ โดยวิธีประกาศข่าวดีให้มนุษย์ไปสู่ความสมบูรณ์ครบครัน ให้มีคุณค่าบวกอยู่เต็มตัวมนุษย์ที่เราบอกไถ่ให้หลุดพ้นจากบาปนี้ ถ้าเราเข้าใจบาปเป็นแง่ลบ ฉะนั้นเราต้องให้แง่ลบนั้นหมดไป และเพิ่มแง่บวกให้มีมากขึ้น ความสมบูรณ์ซึ่งเราจะพบได้ในพระเจ้า นี่เป็นภาษาทางศาสนา ความสมบูรณ์นั้นคือ การมีความสัมพันธ์อันดีกับทุกสิ่งทุกอย่าง หรือภาษาทางศาสนาว่า "ความศักดิ์สิทธิ์"


สคทพ. แต่ในขณะเดียวกันที่ สถาบันศาสนาเองดูเหมือนกับว่าไม่สามารถที่จะช่วยให้คนทำการพิจารณาไตร่ตรอง ได้อย่างจริงจัง เช่น บางคนกล่าวว่า ศาสนาก็เสื่อมการพัฒนาก็แย่

ท่านบุญเลื่อน เกี่ยวกับเรื่องนี้ มีบาทหลวงองค์หนึ่งได้ให้คำตอบกับพวกเราซึ่งเป็นชาวคริสต์ว่า คริสตศาสนาเราอยู่ในเอเชีย เมื่อเรารู้ว่าศาสนาเป็นอะไรแล้ว คำจำกัดความของศาสนา เราจะไม่บอกว่าเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ แต่ว่าในเอเชีย ศาสนาของเรา หมายถึง ประสบการณ์ในชีวิตของเรากับอำนาจสูงสุด (Experience of the Sacred) ความหมายของศาสนาของเราในเอเชียนี้ก็คือ Human Experience of the Sacred ของสิ่งที่มีอยู่ มีอำนาจสูงสุด แล้วก็ศาสดาทั้งหลายพยายามที่จะเอาประสบการณ์อันนี้มาเพื่อจะได้ช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นไป พระเยซูเจ้าได้เอาประสบการณ์ซึ่งพระองค์เองเป็นบุตรของพระเจ้าที่มาเกิดเป็นมนุษย์ ฉะนั้นไม่มีใครที่มีประสบการณ์ของพระเจ้าสูงสุดเท่ากับพระองค์ และพระองค์จึงเอาประสบการณ์นี้มาประกาศให้มนุษย์ได้ทราบ เพื่อมนุษย์จะได้เจริญชีวิตตามคำประกาศสอนของพระองค์นี้จะได้บรรลุถึงความรอด และเมื่อศาสนาเป็นระบบ เป็นสถาบัน ซึ่งยังผูกพันอยู่กับตัวมนุษย์ เพราะว่ายังเป็นสังคมอยู่ด้วย แล้วก็ศาสดาก็เป็นมนุษย์ด้วย ฉะนั้น ในทุกศาสนา เราก็ต้องยอมรับว่า มีส่วนลบและส่วนบวกอยู่เสมอ ฉะนั้น ควรที่ศาสนาใหญ่ๆ ในเอเชีย ซึ่งเวลานี้มีกระบวนการฟื้นฟูทางศาสนาขึ้น และขบวนการฟื้นฟูทางศาสนานี้ มักจะไม่เข้ากับสถาบันศาสนา เพราะว่าเมื่อพูดถึง สถาบันศาสนาแล้วมันไปติดอยู่กับมนุษย์ผู้ที่มีอำนาจ ฉะนั้นกลุ่มฟื้นฟูในศาสนาต่างๆ นี้ หากเป็นไปควรที่จะร่วมมือกัน พูดง่ายๆ ว่าในทุกศาสนา แม้ว่าเราจะถือตามคำสอนของศาสดาเป็นหลัก เพราะว่าหัวใจของคำสอนของศาสดาในทุกศาสนานั้น พูดถึงอำนาจสูงสุด พูดถึงความดีสูงสุดเช่นกัน


สคทพ. พูดถึงงานพัฒนาของเรา (สคทพ.) เราเป็นองค์กรของศาสนาคริสต์ ดังนั้นคนทั่วๆ ไปยังมีความคิดเข้าใจว่า การทำงานของเราซึ่งเป็นองค์กรศาสนจักรคาทอลิกนี้แฝงไว้ ซึ่งการเผยแพร่ศาสนาด้วยหรือไม่

ท่านบุญเลื่อน ก่อนอื่นเราพูดถึงในวงแคบของเราเสียก่อน ในวงคริสต์ ชาวคริสต์พอพูดถึงเผยแพร่เขาจะหมายถึงอะไร ส่วนใหญ่ก็จะหมายถึงการนำผู้อื่นมารับศีลล้างบาป เราต้องยอมรับว่าในปัจจุบันนี้วงการศาสนาของเรานี้ ยังมีความเข้าใจแบบนี้อยู่ว่า เราไปทำอะไรก็ต้องมุ่งถึงเป้าหมายนี้ การเทน้ำล้างบาปที่เราใช้ภาษาของเราว่า กลับใจ ต้องให้เขากลับใจ กลับใจหมายถึงว่า มารับศีลล้างบาป เทน้ำล้างบาปให้เป็นคริสต์ เราต้องยอมรับว่ายังมีคนคิดแบบนี้อยู่ ทีนี้ในวงนอกเขาคิดอย่างไร ก็ยังมีหลายคนคิดอย่างนี้ และเราไม่แปลกใจ เพราะว่าในพวกเราเอง กระแสคิดอันนี้ยังแรงอยู่ ฉะนั้น ในวงนอกก็จะไปห้ามไม่ให้เขาคิดอย่างนี้ได้อย่างไร แต่สำหรับเรา เราบอกว่าไม่ใช่ เราต้องการเผยแพร่ความคิด คำสอน แล้วก็คุณค่า สำหรับเราเผยแพร่ในที่นี้ เราหมายถึงอันนี้ ซึ่งคุณค่าทางศาสนาของเราก็ยังแบ่งออกเป็น ๒ อย่าง คุณค่าแห่งพระอาณาจักร และคุณค่าตามพระวรสาร คุณค่าของอาณาจักรนี้ก็ได้แก่ คุณค่าที่ดีทั้งหลาย เช่น ความกตัญญู ความยุติธรรม ความเมตตา ความเคารพซึ่งกันและกัน อะไรต่างๆ เหล่านี้ ที่เราเรียกว่าคุณค่าแห่งพระอาณาจักร เพราะว่าเราถือว่าคุณค่าที่ดีสากลเหล่านี้มาจากพระเจ้า นอกจากนั้นยังมีคุณค่าตามพระวรสารอีก คุณค่าตามพระวรสารก็คือว่า เป็นคุณค่าที่พระคริสตเจ้าได้สอนไว้เป็นพิเศษ ในคำสอนของพระองค์ซึ่งมีบันทึกไว้ในพระวรสาร และคุณค่าพระวรสารนี้เป็นคุณค่าที่ท้าทายเราให้ทำอะไรนอกเหนือไปจากคุณค่าอาณาจักรนี้ เพราะฉะนั้นคุณค่าพระวรสารคือคุณค่าที่ท้าท้าย ที่แหลมคม ฉะนั้น ความเจ็บปวดย่อมเกิดขึ้นกับผู้ที่ยืนยันถึงคุณค่าของพระวรสารนั้น


สคทพ. ถ้าจะกล่าวว่าการทำงานพัฒนาของเราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นการดึงดูด ให้คนอื่นที่มาทำงานร่วมกับเรามานาน ต้องรับความคิด คำสอน คุณค่าต่างๆ จนแม้กระทั่งเขานำไปปฏิบัติ

ท่านบุญเลื่อน ความคิดและคำสอนนี้เนื่องจากมันแตกต่างกันได้ แล้วแต่คุณ ที่เราบอกว่าจะต้องมีศาสนาใช่ไหม หรือว่าแม้แต่ไม่มีศาสนาก็เถอะ คุณอธิบายถึงคุณค่าเกียรติและศักดิ์ศรีของคนอย่างไร ทางคริสต์ก็อธิบายอย่างหนึ่ง ว่ามนุษย์เป็นลูกของพระเจ้า พระเจ้าได้สร้างมนุษย์มาเป็นฉายาของพระเจ้า มีวิธีอธิบายอย่างหนึ่ง ซึ่งคุณจะรับได้ก็ได้ ไม่รับก็ได้ แล้วแต่คุณ แต่เนื้อหาคุณรับอยู่แล้วว่ามนุษย์มีเกียรติและศักดิ์ศรี พุทธอาจจะอธิบายไปอย่างหนึ่ง ตรงนี้เราเพียงแต่หวังให้เพื่อนแวดวงของเราให้ทราบไว้ว่า ทางคริสต์คิดอย่างไร และสอนกันอย่างไร ความกตัญญูรู้คุณก็เหมือนกัน เป็นคุณค่าที่ดีอย่างหนึ่ง แต่ว่าทางคริสต์สอนอย่างไร ทางพุทธสอนอย่างไร อาจจะแตกต่างกันก็ได้ ฉะนั้นแม้แต่ความคิด คำสอน เราก็ไม่ได้บังคับให้คุณรับ คุณต้องหาเอาเองว่า เกียรติและศักดิ์ศรีของมนุษย์ ทางพุทธเขาสอนว่าอย่างไร พระพุทธองค์ท่านคิดไว้อย่างไร ฉะนั้นเราจึงบอกว่าจะพัฒนาต้องมีหลัก บรรทัดฐานทางศาสนา


*****************

ที่มา : วารสารสังคมพัฒนา ฉบับที่ 3-4 /2532

 

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >