| สรุปการไตร่ตรองทางเทววิทยา : พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ |
|
| Thursday, 30 December 2010 | ||||
|
ไตร่ตรองทางเทววิทยา 1
พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์
"ลูกจะตอบแทนคุณพระได้ไฉน
ขอสรรเสริญพระองค์ทุกวันไป
ขอสรรเสริญพระองค์ทุกวันไป" (2 รอบ)
พวกเราที่ทำงานอยู่ในคพน. ก็ย่อมมีความสำนึกว่าเราทำงานแบบองค์กรเอกชน และเอกชนในทางคริสตศาสนา ในนามของ Caritas Thailand และในนามของคพน.ซึ่งทำงานพัฒนา พัฒนาเพื่อความยุติธรรมและสันติในสังคม เพื่อจะไตร่ตรองทางเทววิทยาในแนวของคริสตศาสนา เพื่อให้เราเข้าใจและซาบซึ้งใจในงานที่เราทำ เพื่อเสริมสร้างสังคมที่ดีขึ้น เพื่อเสริมสร้างพระอาณาจักร ที่ใช้คำว่าเสริมหรือสร้างเพิ่มเติม ก็เพราะพระอาณาจักรของพระเจ้าในโลกนี้เป็นอยู่แล้ว แต่ถูกบดบังไปและถูกทำให้เสื่อมถอยไป วันนี้จึงใคร่ขอเชิญชวนให้พวกเราไตร่ตรองว่า พระเจ้าผู้สร้าง ซึ่งได้สร้างโลก สร้างมนุษย์ขึ้นมา โดยมีพระประสงค์ที่จะให้อยู่ร่วมกับพระองค์ เป็นบ้านใหญ่ของพระบิดาเจ้าสวรรค์ แผนการนี้ก็ยังดำเนินการอยู่ ยังไม่สำเร็จ ยิ่งกว่านั้นยังถูกพลังของเจ้าซาตาน พลังของความมืด เราจะทำงานผ่านสถานการณ์นี้ไปได้อย่างไร ก็ขออัญเชิญพระวาจาของพระเจ้าที่มีอยู่ในพระวรสารโดยนักบุญยอห์น บทที่ 1 ข้อ 1 -15 2
เมื่อแรกเริ่มนั้น พระวจนาตถ์ทรงดำรงอยู่แล้ว พระวจนาตถ์ประทับอยู่กับพระเจ้า และพระวจนาตถ์เป็นพระเจ้า พระองค์ประทับอยู่กับพระเจ้าแล้วตั้งแต่แรกเริ่ม พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งอาศัยพระวจนาตถ์ ไม่มีสักสิ่งเดียวที่พระเจ้าไม่ทรงสร้างโดยทางพระวจนาตถ์ เขามาในฐานะพยาน เพื่อเป็นพยานถึงแสงสว่าง เขาไม่ใช่แสงสว่าง แต่เป็นพยานถึงแสงสว่าง แสงสว่างแท้จริงซึ่งส่องสว่างแก่มนุษย์ทุกคนกำลังจะมาสู่โลก พระวจนาตถ์ประทับอยู่ในโลกและโลกถูกสร้างโดยอาศัยพระองค์ แต่โลกไม่รู้จักพระองค์
พระองค์เสด็จมาสู่บ้านเมืองของพระองค์แต่ประชากรของพระองค์ไม่ยอมรับพระองค์ เขามิได้เกิดจากสายเลือดมิได้เกิดจากความปรารถนาตามธรรมชาติ มิได้เกิดจากความต้องการของมนุษย์แต่เกิดจากพระเจ้า พระวจนาตถ์ทรงรับธรรมชาติมนุษย์และเสด็จมาประทับอยู่ท่ามกลางเรา เราได้เห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์"
แต่ต่อมาเราก็ทราบดีว่า มนุษย์ซึ่งเป็นของขวัญอันประเสริฐสุดในบรรดาสิ่งสร้างทั้งหลาย มนุษย์ได้ทำให้ตัวการความรักของพระเจ้าต้องเสียไป ถึงกระนั้นก็ดีพระองค์ก็ทรงสร้างโองการแห่งความรอด เพราะฉะนั้นในพระคัมภีร์ทั้งหมดก็เป็นการบอก บรรยายโองการแห่งความรักและความรอดแก่มนุษย์ และบรรดาสรรพสิ่งสร้างทั้งหลายด้วย โองการนี้มีในพระวรสารที่ได้กล่าวถึงวันนี้ด้วย ความสว่าง หมายความว่า ความรัก ความมืด หมายถึง ความเกลียดชัง ความรักเป็นความสว่างสดใส ความเกลียดชังเป็นความมืดบอด ให้เราที่ทำงานอยู่ในนามของพระศาสนจักรคาทอลิก เข้าใจว่าเอกลักษณ์ของตัวเองเป็นอย่างไร ในสังคายนาวาติกันที่สอง มีเอกสารเรื่องพระศาสนจักร (Lumen Gentium ) กล่าวไว้ว่า พระศาสนจักรคาทอลิก คือ กลุ่มชนที่มีความเชื่อ และจงรักภักดีต่อพระเยซูเจ้า และพยายามประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์ เมื่อเป็นกลุ่มชนต้องอยู่ในโลกนี้ ไม่ใช่เทวดาที่อยู่บนฟ้า บนสวรรค์ แต่ต้องอยู่บนโลกนี้ เพราะฉะนั้น พระศาสนจักรก็เข้าใจว่า หน้าที่เอกของพระศาสนจักร คือ ประกาศข่าวดี ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับมนุษย์ทุกคนในโลกนี้ และเพื่อเสริมสร้างพระอาณาจักรพระเจ้า ทำให้โลกมนุษย์ สิ่งสร้างทั้งหลายกลับมาเป็นพยานถึงความรัก เป็นของขวัญอันประเสริฐที่พระองค์ประทานให้แก่ลูกของพระองค์ เพื่อจะทำให้แผนการแห่งความรัก และความรอดสำเร็จไป พระเป็นเจ้าทรงส่งพระบุตรลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์มาในโลกนี้ในสภาพมนุษย์ มีเนื้อหนังเหมือนเราทุกคน มีนามว่าพระเยซูเจ้า และให้เจริญชีวิตอย่างมนุษย์เหมือนเราทุกคน ยกเว้นบาป พระเจ้าสำแดงให้มนุษย์ที่เป็นลูกของพระองค์ได้เห็นว่า พระเป็นเจ้าไม่ทอดทิ้ง พระเจ้ายังอยู่กับมนุษย์ พระเจ้าเป็น Immanuel ทรงสถิตอยู่กับมนุษย์ ไม่ได้ทอดทิ้งมนุษย์เลย และพระบุตรได้ทรงรับภาระหน้าที่จากพระบิดาเจ้า เพื่อทำให้โองการแห่งความรักและ ความรอดสำเร็จไป
พระเยซูเจ้าไม่ได้ทำแผนการแต่พระองค์เดียว แต่ยังทำโดยอาศัยความร่วมมือของมนุษย์คนอื่น ซึ่งเป็นลูกของพระเจ้าด้วย แม้มนุษย์คนอื่นนั้นจะไม่ใช่ชาวยิว ไม่นับถือศาสนายิว เป็นคนต่างชาติ ต่างศาสนา แต่พระเยซูเจ้า พระผู้ไถ่เสด็จลงมาเพื่อทำให้แผนการแห่งความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์ ครอบคลุมไปถึงมนุษย์ทุกคน เพื่อให้มนุษย์ได้รอด เพื่อการนี้พระเยซูเจ้าได้สถาปนาพระศาสนจักร และคำนิยามของพระศาสนจักรในช่วงสังคายนาวาติกันที่สอง คือชุมชนที่มีความเชื่อและความรัก พระองค์ทรงตั้งกลุ่มคนน้อยๆ ที่ประกอบไปด้วยอัครสาวก 12 คนและบรรดาลูกศิษย์ พร้อมกันนั้น พระองค์ได้ส่งอัครสาวกและลูกศิษย์ของพระองค์ไปไปประกาศข่าวดี เพื่อทำให้โองการนี้สำเร็จไปได้ พระศาสนจักรนอกจากการประกาศข่าวดีแล้ว และยังต้องมีการประณามผู้ที่ทำผิด เหมือนกับที่พระเยซูเจ้าประณามคนที่ทำผิดต่อความยุติธรรม ต่อความรักของมนุษย์ ผู้ที่ขัดขวางพระประสงค์ และโองการของพระเป็นเจ้า เมื่อสักครู่พ่อวัชรินทร์ยกพระวรสารตอนที่พระเยซูประณามนักบุญเปโตรว่า "ไอ้เจ้าซาตาน ถอยหลังออกไป เพราะเอ็งไม่ได้คิดแบบพระเจ้า" พระเยซูเจ้าทรงประณามอย่างรุนแรงแต่อ่อนหวาน การประณามความชั่วร้ายที่ลูกศิษย์ของพระองค์ต้องกระทำ ต้องเป็นไปอย่างกล้าหาญ อย่างรุนแรง อย่างละเอียดอ่อน อย่างรอบคอบ และอ่อนหวาน ไม่ใช่ไปด่าว่าเขาว่า "ไอ้ชั่ว กูเป็นฝ่ายดี กูจะไปสมานฉันท์กับมึงได้ยังไง" มีครั้งหนึ่งที่พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าไปในพระวิหาร เห็นว่าในวิหารมีพ่อค้า จะเป็นองค์กรการค้าแบบ 7-11, Bic C, Tesco Lotus ไปสร้างบูธสินค้าในวิหารของพระเจ้า วันนั้นพระเยซูเจ้าโมโหอย่างสุดๆ พระองค์ทรงทำอย่างไร พระองค์ทรงเอาเชือกมาควั่นคล้ายๆ ไม้เรียวแล้วตีฟาดผู้คน พ่อค้า และของที่อยู่บนโต๊ะให้คว่ำลงหมด และบอกอย่างโมโหว่า "พวกเอ็งจงไปให้พ้น ที่นี่เป็นวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ เป็นพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ พวกเอ็งมาทำให้เป็นซ่องโจรได้อย่างไร" ในโลกที่พื้นที่แห่งคุณธรรมความดีกำลังจะหายไป กำลังจะถูกความชั่วร้ายในด้านการค้าหากำไร ในด้านการหาอำนาจเพื่อขยายการค้า การขยายการค้าเพื่อให้ได้กำไรมันกำลังแย่งพื้นที่ในโลกนี้ที่พระองค์ทรงรัก มันกำลังแย่งไปหมดแล้ว พวกเราต้องช่วยกันขยายพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ต้องทำหน้าที่ไล่ไอ้พวกพ่อค้าที่ทำให้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นซ่องโจร ไอ้พวกบรรษัทข้ามชาติมันกำลังทำให้โลกนี้เป็นซ่องโจร แม้จะไม่ดี แต่พวกนั้นก็ยังเป็นลูกของพระเจ้า เป็นลูกนอกคอกที่ไม่เข้าใจ แม้จะสงสาร เพราะคนพวกนั้นก็เป็นลูกของพระเช่นเดียวกัน แต่เป็นลูกที่ไม่อยู่ในกรอบ เป็นลูกนอกคอก ต้องพูดแรง และหน้าที่เสริมสร้างอาณาจักรของพระเจ้าในโลกนี้ก็คือ ประกาศข่าวดี ประณามความไม่ดี และเป็นประจักษ์พยาน การเป็นประจักษ์พยานคือ การปฏิบัติตามที่พระองค์ทรงสอน ปฏิบัติตามสิ่งที่พระศาสนจักรเทศน์สอน พระสงฆ์ ผู้มีน้ำใจดีทั้งหลายต้องพยายามปฏิบัติตามสิ่งที่ดีเหล่านี้ เพื่อเป็นประจักษ์พยานแก่พี่น้องคนอื่นๆที่อยู่ในโลกนี้ การประกาศข่าวดี การประณาม และการเป็นประจักษ์พยาน นี่แหละเป็นหน้าที่สำคัญของพระศาสนจักรที่ช่วยพระองค์ในการเสริมสร้างพระอาณาจักรของพระเจ้าในโลกนี้ พระอาณาจักรในโลกนี้มีคุณลักษณะอย่างไร ในวันฉลองพระศาสนจักร พวกเราคงได้ยินพระสงฆ์เทศน์ แล้วก็ได้ยินบทภาวนา โดยเฉพาะบทขอบพระคุณ พระศาสนจักรของพระเจ้าที่อยู่ในโลกนี้ต้องเป็นอาณาจักรแห่งความยุติธรรม อาณาจักรแห่งความรัก และเป็นอาณาจักรแห่งสันติ และเมื่อเข้าใจแล้วว่าอาณาจักรของพระเจ้ามีคุณลักษณะอย่างนี้ เราจะเสริมสร้างพระอาณาจักรอย่างไร เราต้องหาหนทางทำให้ความยุติธรรม และความรักที่แท้จริงเกิดขึ้น และความสุขสมบูรณ์ก็จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในการแบ่งปันในสองวันนี้ เป็นเวลาให้เราไตร่ตรองดูว่างานที่เราทำจะเข้าไปสู่การช่วยให้สังคมที่ดีขึ้นไหม สังคมที่มีความรัก ความยุติธรรม หรือไม่ และจากการฟังรายงานของคพน.ที่พวกเราทำ พ่อก็เห็นว่า งานของคพน.มาถูกช่องทางแล้ว แต่อย่าลืมว่ามันต้องมีอุปสรรค มีซาตาน ขนาดเปโตรผู้ที่พระเยซูทรงตั้งเป็นหัวหน้ากลุ่มยังถูกล่อลวงได้ เพราะฉะนั้นในโอกาสการสัมมนานี้ จะช่วยให้เราได้ทำการไตร่ตรองถึงตัวเราเอง ถึงพันธกิจที่เราต้องทำ และวันนี้เข้าใจชัดเจนแล้วว่า พันธกิจที่เราต้องทำเป็นแนวไหน และอย่างไร พระเยซูเจ้าซึ่งเป็นพระผู้ไถ่ได้เสด็จมาโดยใช้กระบวนการ 3 ขั้นตอน ขั้นตอนแรก การบังเกิดเป็นมนุษย์ มาทำ Exposure-Immersion ขั้นที่สอง การไถ่กู้ (Redemption) เมื่อพระองค์ Exposure-Immersion พบว่ามนุษย์ตกอยู่ในความยากลำบากมาก พระองค์เป็นพระบุตรต้องมาเพื่อรับโทษ การไถ่บาป ต้องมีจังหวะการทรมานและความตาย ซึ่งขาดไม่ได้ในการไถ่กู้มนุษย์เพื่อเสริมสร้างอาณาจักรพระเจ้า ตัวอย่างการทรมานที่เราเห็นอย่างอัจฉราเมื่อวานนี้พูดไป 3 ชั่วโมง แล้วก็นอนไม่หลับ ปวดหัว ปวดหู ปวดท้อง เป็นไข้ นี่ชี้ให้เห็นว่าต้องมีความยากลำบาก ต้องตาย และขอยกคำพูดของพระไพศาลที่ว่า เราต้องตายก่อนตายจริง พระเยซูก็ได้ตายจริง
พระเยซูไม่ได้ตายอย่างผู้มีเกียรติ ไม่มีการใส่หีบศพ ขับร้องเพลง หรือมีขบวนแห่ แต่ตายบนไม้กางเขน เป็นเครื่องหมายของไอ้โจร มหาโจร การตายของพระองค์ไม่ใช่เป็นการตายแล้วจบ แต่ตายเพื่อมีชีวิตใหม่ การกลับเป็นขึ้นมา ซึ่งเป็นขั้นที่สาม นี่เป็นยุทธศาสตร์ในการไถ่กู้ของพระเยซูเจ้า แผนการไถ่กู้ของพระเยซูกำลังเป็นไปในสังคมมนุษย์ เพื่อเสริมสร้างอาณาจักรของพระเจ้า เราต้องตายลงก่อน ตายต่อตัวเองก่อนตายจริง ซึ่งความตายมีหลายความหมายให้เราได้คิด ตายต่อความคิดตนเอง ทั้งๆที่เรามีเหตุผล ตายต่ออคติที่เรามีต่อคนที่เราไม่ชอบ ตายต่อความเกลียดชัง อยากจะให้เราตายแบบพระเยซูเจ้า ไม่ใช่ตายฟรีนะ ตายเพื่อกลับมีชีวิตใหม่ ชีวิตใหม่ที่พระเยซูเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับทุกๆคนที่ติดตามพระองค์ พระองค์จะประทานชีวิตใหม่ให้ ต่อไปชีวิตมนุษย์ในอนาคตจะอยู่กันแบบไหน เนื่องจากปัจจุบันนี้เป็นยุคเทคโนโลยีสื่อสาร พ่อย้อนไปดูที่เขาใช้สื่อสารกัน เป็นอีเมล ไอ้เมล เน็ตต่างๆ ไม่ใช่เน็ตตะกร้อนะ พ่อก็เล่นไม่เป็น แต่เด็กสมัยนี้ เขาคุยกันผ่านเทคโนโลยี เขาก็คุยเล่นกัน คุยด้วยการแชท (Chat) ต่อไปมนุษย์จะเป็นยังไง มนุษย์จะคุยกันธรรมดาได้ไหม แต่ก่อนนี้ที่เราพูดกันว่า สวัสดีครับคุณพ่อ สวัสดีครับอัจฉรา สวัสดีครับซิสเตอร์ แต่เดี๋ยวนี้มันต้องสวัสดี แล้วก็มีอะไรกุ๊กกิ๊กๆ ชีวิตแบบนี้มนุษย์มีความสุขหรือเปล่า จะช่วยกันคิดอย่างไรที่จะให้เทคโนโลยีส่งเสริมให้มนุษย์นั่นดีขึ้นไม่ใช่แย่ลง หรือเห็นแก่ตัวมากขึ้น สมัยนี้มันมีกล้องตัวเล็ก มีการตั้งกล้องแอบถ่ายเป็นคลิปต่างๆในโรงหนัง ในห้องน้ำ เทคโนโลยีสมัยใหม่จะรุกรานสิทธิส่วนบุคคล ถ้าเราไม่รู้จักใช้ในทางที่ดี ใช้ในการจับคนขโมยของ ยังมีอะไรอีกในอนาคตมนุษย์จะแย่งชิงทรัพยากรกัน โดยเฉพาะน้ำ ตอนนี้น้ำกินก็แย่งกันแล้ว ลมก็กำลังจะตามมา ต่อไปอากาศที่เราหายใจอยู่ก็ต้องซื้อกันแล้ว ต่อไปจะต้องเป็นกล่องติดอยู่ข้างหน้า เพราะอากาศข้างบนมันเสียหมดแล้ว ต่อไปมนุษย์เราก็ไม่ต้องเห็นปาก เห็นจมูกกันแล้ว เห็นแต่กล่องที่ครอบไว้ เราจะต้องใช้เทคโนโลยี เพื่อจะได้ทำความสะอาดอากาศได้อย่างไร คลื่นวิทยุโทรทัศน์ก็เช่นเดียวกัน มันเป็นทรัพย์สมบัติของมหาชน ของคนไทยทั่วไปนะ แต่เอาไปขายให้ต่างชาติ มีที่ไหนทำได้อย่างไร เวลาเราพูดถึงนิเวศวิทยาหรือทรัพยากรธรรมชาติ เราก็ผลาญทรัพยากรธรรมชาติ และธรรมชาติก็ต่อสู้กับเราอยู่ เราไปต่อยมันมากตอนนี้มันแย็บกลับมา สุดท้ายเกิดน้ำท่วม ขณะนี้มีน้ำท่วม ที่จีน รัสเซีย โปรตุเกส และที่สหรัฐอเมริกา บรรษัทที่เจาะน้ำมัน เจาะมากๆเข้า ก็เลยรั่วแล้วทำยังไง และยังมีนิเวศวิทยามนุษย์อีกนะ ที่พ่อวัชรินทร์และอัจฉราได้พูดแล้ว นิเวศวิทยามนุษย์นี่ไม่ใช่ไปไหนก็ร้องเพลง และมีเครื่องขยายเสียงกันไปถึงไหนๆ ร้องเพลงกันดังตั้งแต่กรุงเทพฯ ไปจนถึงอุบลฯ พระคุณเจ้าบรรจงไปวันแรกก็นอนไม่หลับ เสียงมันดัง นี่เป็นผลของเทคโนโลยีที่ไม่รับใช้มนุษย์ แต่มาเป็นนายมนุษย์ มารบกวน มาทำให้มนุษย์ตกต่ำ นี่เป็นผลของวิกฤติ พ่อขอมอบให้พวกเรา คพน. ให้ช่วยกันหาวิธีการพัฒนามนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เสริม สร้างอาณาจักรของพระเป็นเจ้าให้สมบูรณ์ ให้มนุษย์อยู่ด้วยกัน เป็นอาณาจักรของพระเจ้า อาณาจักรแห่งความรัก และอาณาจักรแห่งสันติสุขของพระเจ้า ขอบคุณและสวัสดีครับ ------------------------ 1. เนื่องในโอกาสประชุมสมัชชาสภากรรมการสมัยสามัญ ประจำปี 2553 (ครั้งที่ 38) ของคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม แผนกพัฒนาสังคม (คพน.) ภายใต้สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย เมื่อวันพุธที่ 18 สิงหาคม 2553 2. คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม แผนกพระคัมภีร์ 2007. พระคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาใหม่. ไม่ปรากฏสถานที่ตีพิมพ์. หน้า 281-283
ที่มา : บทบรรยาย โอกาสประชุมสมัชชาสภากรรมการสมัยสามัญ ประจำปี 2553 (ครั้งที่ 38) ของคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม แผนกพัฒนาสังคม (คพน.) วันพุธที่ 18 สิงหาคม 2553
Powered by AkoComment 2.0! |
||||
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|










