หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow หน้าหลัก
หน้าหลัก
รู้จักยส
ข่าวย้อนหลัง
ค่ายยุวสิทธิมนุษยชน
อยู่กับปวงประชา
สิทธิมนุษยชนสนทนา
ข่าวด้านสิทธิฯ / landmine
ผู้ไถ่ : รายงานสถานการณ์
การศึกษาเพื่อสิทธิ&สันติภาพ
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
กิจกรรม ยส.
คลังภาพ ยส.
เว็บบอร์ด ยส.
สมุดเยี่ยม
ติดต่อ ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
Facebook ยส.

ยส. (ยุติธรรมและสันติ)



จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 108 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 103:"สันติวิธี เริ่มที่ ครอบครัว"

 วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ ๑๐๓ 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 2 และ3

 หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร
ภาคที่ 2 และ3
 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 1

หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร ภาคที่ 1



หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือแปล
Jesus CEO :
พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ



หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา


พระสมณสาสน์ความรักในความจริง : Caritas in Veritate

หนังสือแปล
Caritas in Veritate :

พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง



โปสเตอร์ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ พ.ศ.2532

โปสเตอร์
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
แห่งสหประชาชาติ
พ.ศ.2532


เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCI

ACPP - Hotline Asia


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

หน่วยงานองค์กรคาทอลิก

บทความล่าสุด

   อนึ่ง บทความ หรือข้อเขียนทั้งหมดที่นำลงเว็บไซต์ jpthai.org เป็นทัศนะเฉพาะของผู้เขียน
และไม่ผูกพันกับคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ

ทางเว็บไซต์ jpthai อนุญาตให้คัดลอกบทความ/ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้
แต่กรุณาระบุชื่อผู้เขียน และแหล่งที่มาด้วย ขอบคุณค่ะ

 

Donation / สนับสนุนการดำเนินงาน

ร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน ของ
คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม แผนกยุติธรรมและสันติ (ยส.) 

  • โอนเข้าบัญชี ในนาม
    คณะกรรมการฯ แผนกยุติธรรมและสันติ 
    ธนาคารกสิกรไทย สาขาห้วยขวาง บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 002-8-02590-4
    (กรุณา Fax สำเนาการโอนเงินมาที่ 0 2692 4150)
    (หรือส่งสำเนาการโอนเงินทางอีเมล์ ccjpthai@gmail.com)

  • ทางธนาณัติ สั่งจ่ายในนาม “ปริญดา วาปีกัง” ตู้ ปณ. สุทธิสาร (10321)
    114 (2492) ถ.ประชาสงเคราะห์ ซอย 24 ดินแดง กรุงเทพฯ 10400
สัญญาณแห่งกาลเวลา : พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ พิมพ์
Wednesday, 19 January 2011

สัญญาณแห่งกาลเวลา : แผนการของพระผู้เป็นเจ้าเพื่อชีวิตที่ครบครันของมนุษย์

พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์


ตลอดระยะเวลาของลัทธิบริโภคนิยมที่แผ่ขยายไปทั่วโลกนี้ ผู้คนได้รู้จักกับความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ การรณรงค์ต่างๆ ที่มุ่งรักษาความสะอาดของสิ่งแวดล้อม หรือเพื่อทำความสะอาดสิ่งแวดล้อม และเพื่อประหยัดพลังงาน ได้ถูกจัดทำขึ้นเพราะมีจิตสำนึกมากขึ้นว่า ทรัพยากรธรรมชาตินั้นมีขีดจำกัดในขณะที่ความต้องการของมนุษย์กลับไร้ขีดจำกัด
ขอขอบพระคุณพระเป็นเจ้าที่จิตสำนึกเกิดขึ้นแก่เรา พระจิตเจ้ายังคงทำงานในโลกและในท่ามกลางมนุษยชาติของเรา ทั้งๆ ที่เต็มไปด้วยบาป พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาให้เรา "เป็นนายของฝูงปลาในทะเลและฝูงนกทั้งหมดในอากาศกับบรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน" (ปฐก 1:28) ถูกต้อง...เราเป็นนาย หาใช่ผู้ฉกฉวยเอาแต่ผลประโยชน์จากพระพรที่พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบให้ "พระเจ้าตรัสว่า ดูเถิด...เราให้พืชที่มีเมล็ดทั้งหมดซึ่งมีอยู่ทั่วพื้นแผ่นดิน และต้นไม้ทุกชนิดที่มีเมล็ดในผลของมันแก่เจ้า เป็นอาหารของเจ้า" (ปฐก 1:29) ถูกต้องแล้ว...พระองค์มอบผลไม้ของโลกนี้เพื่อเป็นอาหารยังชีพของเรา หาใช่เพื่อทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์

และตลอดระยะเวลาของยุคใหม่ โครงการพัฒนาส่วนมากในประเทศที่กำลังพัฒนาของเราล้วนมุ่งสู่ระบบสังคมเศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรม โดยแลกกับความเสียหายของภาคเกษตรกรรมดังนั้น เกษตรกรจึงยากจนยิ่งขึ้นเนื่องจากราคาผลผลิตของพวกเขาตกต่ำ พวกเขาขาดเงินทุนและเริ่มมีหนี้สินครั้งใหญ่ หลายคนเสียที่ดินทำกิน และจึงกลายเป็นผู้ที่ตกขอบสังคม สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่แผนการของพระผู้เป็นเจ้า ที่ทรงวางไว้เพื่อลูกของพระองค์อย่างแน่นอน


ความหมายอันสูงส่งของเกษตรกรรม

คำว่า เกษตรกรรม มาจากภาษาละตินว่า "Agri/Agra" ซึ่งมีความหมายว่า "ท้องทุ่ง" และคำว่า "Cultura" ซึ่งหมายถึง "การเพาะปลูก" "การปลูกและการขุด" ดังนั้น เมื่อให้ความหมายตามตัวอักษร คำว่า "Agriculture" (เกษตรกรรม) จึงหมายถึงการเพาะปลูกบนท้องทุ่ง การขุดดิน และการปลูกต้นไม้ในท้องทุ่ง คำว่า "เกษตรกรรม" ในความหมายนี้ ทำให้เราเข้าใจแผนการของพระผู้สร้างที่กำหนดให้มนุษย์ร่วมมือกับพระองค์ในการสร้างและอนุรักษ์ชีวิต และโดยผ่านทางเกษตรกรรมนี้เอง ที่เราถูกเรียกให้เป็นผู้สร้างร่วมกับพระองค์ และเผยแสดงความรักของพระองค์ที่มีต่อมนุษย์และสิ่งสร้าง

เมื่อพระเยซูคริสตเจ้าต้องการสื่อสารเรื่องความลึกลับของพระอาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งความรัก พระองค์ได้สื่อสารด้วยนิทานเปรียบเทียบซึ่งจับใจผู้ฟังยิ่งนัก เพราะเป็นนิทานที่เป็นความจริงในชีวิต และบ่อยครั้งพระองค์ก็ได้แนวคิดจากประสบการณ์ด้านเกษตรกรรมของพระองค์เอง นั่นคือ นิทานเปรียบเทียบเรื่องผู้หว่าน "กาลครั้งหนึ่งมีชายผู้หนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพันธุ์ของตน...บางเมล็ดตกลงตามหนทาง...บางเมล็ดตกลงบนหิน...บางเมล็ดตกกลางต้นหนาม...บางเมล็ดตกบนดินดี" (ลก 8:5-8) นิทานเปรียบเทียบเรื่องนี้กล่าวถึงดินสี่ชนิดที่แตกต่างกันและให้ผลต่างกัน

ควรสังเกตว่า พระเยซูคริสตเจ้าทรงให้เมล็ดพันธุ์เป็นสัญลักษณ์ เป็นสื่อ ที่จะส่งสารแห่งความรักของพระเป็นเจ้าในอันที่จะให้ชีวิตแก่ประชากรของพระองค์ (ลก 8:11) ที่ถูกหว่านลงบนพื้นดิน ซึ่งพื้นดินหมายถึงจิตใจของมนุษย์ และเมล็ดพันธุ์นั้นถูกกำหนดให้ผลิตพืชผลที่ให้ชีวิตแก่โลก

แท้จริง เราได้อาหารประจำวันผ่านทางเกษตรกรรม เราอาจกล่าวได้ว่า นี่คือเครื่องหมายและเครื่องมือของความรักของพระผู้เป็นเจ้าในอันที่จะให้ชีวิตแก่ประชากรของพระองค์ แท้จริงเมื่อ..."ชายผู้หนึ่งหว่านพืชลงในดิน แล้วกลางคืนก็นอนหลับ และกลางวันก็ตื่นขึ้น ฝ่ายพืชนั้นจะงอกเจริญขึ้นอย่างไรเขาก็ไม่รู้ เพราะแผ่นดินเองทำให้พืชงอกเจริญขึ้นเป็นต้นก่อน ภายหลังก็ออกรวง แล้วก็มีฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว" (มก 4:26-29) ช่างเป็นคำพรรณนาที่วิเศษนักเกี่ยวกับความรักของพระผู้เป็นเจ้า...ความรักที่ให้ชีวิตแก่ประชากรของพระองค์


ชีวิตและคำสอนของพระเยซูคริสต์ : ทรงพอพระทัยเกษตรกรรม

พระเยซูคริสตเจ้าทรงเป็นที่รู้จักว่าเป็นบุตรของช่างไม้คนหนึ่ง พระองค์ใช้ประสบการณ์ชีวิตเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของชนบทและเกษตรกรรม เพื่อประกาศข่าวดีแก่ประชากรของพระองค์ "และพระองค์ตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า เหตุฉะนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตน จะเอาอะไรกิน และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่า จะเอาอะไรนุ่งห่ม เพราะว่าชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหาร และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่ม จงพิจารณาดูอีกา มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว และมิได้มียุ้งหรือฉาง แต่พระเจ้ายังทรงเลี้ยงมันไว้...จงพิจารณาดอกไม้ว่ามันงอกเจริญขึ้นอย่างไร มันไม่ทำงาน มันไม่ปั่นด้าย แต่เราบอกท่านทั้งหลายว่า กษัตริย์โซโลมอนเมื่อบริบูรณ์ด้วยสง่าราศี ก็มิได้ทรงเครื่องงามเท่าดอกไม้นี้ดอกหนึ่ง แม้ว่าพระเจ้าทรงตกแต่งหญ้าที่ทุ่งนาอย่างนั้น ซึ่งเป็นอยู่วันนี้ และรุ่งขึ้นต้องทิ้งในเตาไฟ โอ...ผู้ที่มีความเชื่อน้อย พระองค์จะทรงตกแต่งท่านมากยิ่งกว่านั้นหนา" (ลก 12:22-28) นี่คือบทเรียนที่ดีเกี่ยวกับความเรียบง่ายของการดำรงชีวิตและการไว้ใจในการให้ของพระผู้เป็นเจ้า

พระเยซูคริสตเจ้าทรงเล่านิทานเปรียบเทียบอีกครั้งหนึ่งว่า "กาลครั้งหนึ่ง ไร่นาของเศรษฐีคนหนึ่งเกิดผลบริบูรณ์มาก เศรษฐีคนนั้นจึงคิดในใจว่า "เราจะทำอย่างไรดี" เขาจึงคิดว่า "เราจะทำอย่างนี้ คือจะรื้อยุ้งฉางของเราเสีย และจะสร้างใหม่ให้โตขึ้น แล้วเราจะรวบรวมข้าวและสมบัติทั้งหมดของเราไว้ที่นั่น แล้วเราจะว่าแก่จิตใจของเราว่า...ชายที่โชคดีเอ๋ย! เจ้ามีทรัพย์สมบัติมากเก็บไว้พอหลายปี จงอยู่สบาย กิน ดื่ม และรื่นเริงเถิด!" และพระเจ้าตรัสกับเขาว่า "โอ...คนโง่เอ๋ย! ในคืนวันนี้ ชีวิตของเจ้าจะต้องถูกเรียกคืนไปจากเจ้า และของซึ่งเจ้าได้รวบรวมไว้นั้นจะเป็นของใครเล่า?" แล้วพระเยซูคริสตเจ้าทรงสรุปว่า "คนที่สั่งสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัว แต่มิได้มั่งมีในสายตาของพระเจ้าก็เป็นเช่นนั้นแหละ" (ลก 12:16-21)

ข้าวของและทรัพย์สมบัติไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องสะสมเพื่อตัวเราเองอย่างเห็นแก่ตัว แต่เป็นสิ่งที่เราจะต้องแบ่งปันกับผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถูกกีดกัน ชีวิตไม่ได้มั่นคงเพราะสิ่งที่เราเป็นเจ้าของ แต่มั่นคงด้วยมิตรภาพ - สัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนบ้านและกับพระผู้เป็นเจ้า ยิ่งกว่านั้น ความต้องการที่จะมีวัตถุสิ่งของมากขึ้น และความต้องการที่จะสะสมสิ่งเหล่านั้น ย่อมก่อให้เกิดความต้องการที่จะมีความสนุกสบายมากขึ้น อำนาจมากขึ้น ทรัพย์สมบัติมากขึ้น และเงินมากขึ้น การล่อลวงชนิดนี้ทำลายชีวิต และถูกประณามในพระวรสาร

พระเยซูคริสตเจ้าทรงใช้คำอุปมาที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรรม เพื่อแสดงความคิดเกี่ยวกับพระอาณาจักรของพระเจ้า "แผ่นดินของพระเจ้าจะเปรียบเสมือนสิ่งใด หรือจะสำแดงด้วยคำอุปมาอย่างไร ก็อุปมาเหมือนเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่งเวลาเพาะลงในดินนั้นก็เล็กกว่าเมล็ดทั้งปวงทั่วทั้งแผ่นดิน แต่เมื่อเพาะแล้วจึงงอกขึ้น จำเริญโตใหญ่กว่าผักทั้งปวง และแตกกิ่งก้านใหญ่พอให้นกในอากาศมาทำรังอาศัยอยู่ในร่มนั้นได้" (มก 4:30-34) การเริ่มต้นของพระอาณาจักรนั้นเล็กและถ่อมตนจนไม่มีผู้ใดสังเกต หรือเชื่อว่าจะกลายเป็นต้นไม้ที่ใหญ่จนเป็นบ้านของนก และแบ่งปันร่มเงาของมันได้ นี่คือบทเรียนหนึ่งของความถ่อมตนและความใจบุญ และพระอาณาจักรนี้ต้องปลูกลงบนพื้นดิน กล่าวคือ ต้องเริ่มต้นบนแผ่นดินนี้

นิทานเปรียบเทียบอีกเรื่องหนึ่งที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงเล่าเกี่ยวกับพระอาณาจักรของพระเจ้า "แผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนคนหนึ่งได้หว่านพืชดีในนาของตน แต่เมื่อคนทั้งหลายนอนหลับอยู่ ศัตรูของคนนั้นมาหว่านข้าวละมานปนกับข้าวดีนั้นไว้ แล้วหลบหนีไป ครั้นต้นข้าวนั้นงอกรวงแล้ว ข้าวละมานก็ปรากฏขึ้นด้วย...และคนรับใช้ของชายผู้นั้นก็ต้องการถอนข้าวละมานนั้นทิ้งเสีย แต่ชายผู้นั้นกล่าวว่า "ให้ทั้งสองจำเริญไปด้วยกันจนถึงฤดูเกี่ยว และในเวลาเกี่ยวนั้น เราจะสั่งผู้เกี่ยวว่า จงเก็บข้าวละมานก่อน มัดเป็นฟ่อนเผาไฟเสีย แต่ข้าวดีนั้นจงเก็บไว้ในยุ้งฉางของเรา" (มธ 13:24-30) ในพระอาณาจักรของพระผู้เป็นเจ้าบนโลกนี้มีทั้งคนดีและคนชั่ว พวกเขาอยู่ด้วยกัน เพื่อว่าคนชั่วอาจจะเสียใจในความผิดบาป และเปลี่ยนชีวิตตามตัวอย่างที่ดีของคนดี นี่คือ แผนการของการรักษาคนไว้ทุกคน ซึ่งเป็นแผนการของพระเจ้าผู้ประเสริฐ ที่ทรงวางไว้ให้ลูกทั้งหลายของพระองค์


บทเรียนจากต้นมะเดื่อ

พระเยซูคริสตเจ้าทรงตรัสกับประชาชน เกี่ยวกับการมาถึงอย่างรุ่งโรจน์ของบุตรมนุษย์ ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากการสิ้นสุดที่น่าสะพรึงกลัวของกรุงเยรูซาเล็ม รวมทั้งปัญหาการประหัตประหารและสัญญาณที่น่าพรั่นพรึงทั้งหลายของจักรวาล และพระองค์ทรงเตือนว่า "จงเรียนคำเปรียบเทียบเรื่องต้นมะเดื่อ เมื่อแตกกิ่งแตกใบท่านก็รู้ว่าฤดูร้อนใกล้จะถึงแล้ว เช่นนั้นแหละ เมื่อท่านทั้งหลายเห็นเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น ก็ให้รู้ว่าพระองค์เสด็จมาใกล้จะถึงประตูแล้ว" (มก13:28-29) พระองค์กำลังกล่าวถึงการประกาศพระอาณาจักรของพระเจ้าที่รุ่งโรจน์ในยุคสุดท้าย และเตือนเราให้เตรียมพร้อมอยู่เสมอเพื่อเหตุการณ์สุดท้ายนั้น


เถาองุ่นแท้

พระเยซูคริสตเจ้ากล่าวถึงพระองค์เองว่าเป็นเหมือนเถาองุ่นแท้ที่ให้ชีวิตและผลองุ่น ซึ่งเป็นคำเชิญบรรดาสาวกให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ เพื่อที่จะให้ผลองุ่น คำพรรณนาถึงการเก็บเกี่ยวผลองุ่นของพระองค์นั้นเหมือนจริงและประเสริฐนัก "เราเป็นเถาองุ่นแท้และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา แขนงทุกแขนงในเราที่ไม่ออกผล พระองค์ก็ทรงลิดเพื่อให้ออกผลมากขึ้น...จงเข้าสนิทอยู่ในเรา และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน แขนงจะออกผลเองไม่ได้ นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นจะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย ผู้ใดมิได้เข้าสนิทอยู่ในเรา ผู้นั้นก็ต้องถูกตัดทิ้งเสียเสมือนแขนง และก็เหี่ยวแห้งไป และถูกเก็บเอาไปเผาไฟ ถ้าท่านทั้งหลายเข้าสนิทอยู่ในเรา และถ้อยคำของเราฝังอยู่ในท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใดซึ่งท่านปรารถนา ก็จะได้สิ่งนั้น" (ยน 15:1-7)


เมล็ดพันธุ์ที่ตายและให้ชีวิต : เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต

นิทานเปรียบเทียบที่น่าจับใจซึ่งพระเยซูเจ้านำมาจากธรรมชาติของเกษตรกรรมนั้น เป็นคำสอนเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ที่ตายและให้ชีวิต นี่คือคำทำนายถึงความตายของพระองค์ที่จะมาถึง ซึ่งให้ชีวิตมหาศาลแก่คนจำนวนมาก พระองค์ตรัสว่า "เราขอบอกความจริงแก่ท่านว่าถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดินและเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะคงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเปื่อยเน่าไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก" (ยน 12:24) ความจริงนี้ยังคงเป็นความจริง และพี่น้องชาวปกาเกอะญอของเรามีการไตร่ตรองในลักษณะเดียวกันนี้ พวกเขาถือว่า ข้าว ก่อนที่จะกลายเป็นข้าวในจานเพื่อเป็นอาหารของเรา ได้ตายถึงสามครั้ง

ครั้งแรก เมื่อถูกหว่านลงบนพื้นดิน เปื่อยเน่า เพื่อให้ชีวิตใหม่และเติบโตผลิตข้าวอีกหลายเมล็ด

การตายครั้งที่สอง เมื่อถูกเก็บเกี่ยวไป

ครั้งที่สาม เมื่อถูกหุงเพื่อเป็นอาหารประจำวันของเรา

นี่คือความมหัศจรรย์เชิงแย้งกันของธรรมชาติ ที่พระเยซูคริสตเจ้าใช้เป็นเครื่องแสดงถึงความตายของพระองค์ที่ให้ชีวิตแก่โลก


ผลผลิตของเกษตรกรรม : ความหมายสูงส่งที่สุดในพิธีถวายเครื่องบูชา

ที่สุดผลผลิตของเกษตรกรรมเป็นสิ่งที่มีความหมายและอำนาจสูงส่งที่สุด ในพิธีถวายเครื่องบูชา แท้จริง พระสงฆ์ในพิธีมิสซานำปังและเหล้าองุ่นมาถวายแด่พระผู้เป็นเจ้าโดยกล่าวว่า ข้าแต่พระเป็นเจ้าแห่งสากลโลก ขอถวายพระพร พระองค์มีพระทัยเมตตาประทานปังซึ่งข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังถวายอยู่นี้ อันเป็นผลมาจากแผ่นดินและน้ำพักน้ำแรงของมนุษย์ และจะเปลี่ยนเป็นปังบันดาลให้ข้าพเจ้าทั้งหลายมีชีวิต...พระองค์มีพระทัยเมตตาประทานเหล้าองุ่น ซึ่งข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังถวายอยู่นี้ อันเป็นผลมาจากต้นองุ่นและน้ำพักน้ำแรงของมนุษย์ และจะเปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มชุบเลี้ยงจิตใจของข้าพเจ้าทั้งหลาย" พระเยซูคริสตเจ้าทรงสอนให้เราทำดังนี้ เพื่อระลึกถึงพระองค์ ให้ชีวิตของพระองค์เพื่อให้โลกนี้มีชีวิต

-------------------------------

ที่มา : บทความบรรยายเนื่องในโอกาสสัมมนาเกษตรกรระดับภาคพื้นเอเชีย
ครั้งที่ 6
ว่าด้วยเกษตรยั่งยืน เมื่อวันที่ 16-20 ตุลาคม 2543 ณ YMCA Collins กรุงเทพฯ

 

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >