หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow อยู่กับปวงประชา arrow ประวัติศาสตร์แห่งความรอดของมนุษย์ในงานพัฒนา : พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์
หน้าหลัก
รู้จักยส
ข่าวย้อนหลัง
ค่ายยุวสิทธิมนุษยชน
อยู่กับปวงประชา
สิทธิมนุษยชนสนทนา
ข่าวด้านสิทธิฯ / landmine
ผู้ไถ่ : รายงานสถานการณ์
การศึกษาเพื่อสิทธิ&สันติภาพ
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
กิจกรรม ยส.
คลังภาพ ยส.
เว็บบอร์ด ยส.
สมุดเยี่ยม
ติดต่อ ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
Facebook ยส.

ยส. (ยุติธรรมและสันติ)



จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 44 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 104:"พลังครอบครัวเข้มแข็ง สร้างสังคมยั่งยืน"

 วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ ๑๐๔ 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 2 และ3

 หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร
ภาคที่ 2 และ3
 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 1

หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร ภาคที่ 1



หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือแปล
Jesus CEO :
พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ



หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา


พระสมณสาสน์ความรักในความจริง : Caritas in Veritate

หนังสือแปล
Caritas in Veritate :

พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง



โปสเตอร์ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ พ.ศ.2532

โปสเตอร์
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
แห่งสหประชาชาติ
พ.ศ.2532


เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCI

ACPP - Hotline Asia


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

หน่วยงานองค์กรคาทอลิก

ประวัติศาสตร์แห่งความรอดของมนุษย์ในงานพัฒนา : พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ พิมพ์
Wednesday, 05 January 2011

ประวัติศาสตร์แห่งความรอดของมนุษย์ในงานพัฒนา

พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์

ในขณะที่โลกได้พัฒนาไปตามทัศนะของมนุษย์ ในรูปแบบต่างๆ นั้น ปรากฎการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้มนุษย์เริ่มเกิดสำนึกขึ้นมาว่า การเอารัดเอาเปรียบธรรมชาติอย่างไม่รู้จักยั้งคิดนั้น เสี่ยงต่อการทำลายล้างธรรมชาติและเท่ากับเป็นการทำลายตนเองไปด้วย ภัยคุกคามนี้มิได้จำกัดเฉพาะสิ่งแวดล้อมทางด้านวัตถุเท่านั้น เช่น มลภาวะ โรคภัยไข้เจ็บ ฯลฯ แต่ดูเหมือนว่า แม้แต่กลไกของสังคมมนุษย์ มนุษย์ก็ไม่สามารถที่จะควบคุมได้ เช่น ผลพวงจากแนวคิดของการผลิตเพื่อขาย ฯลฯ ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมในอนาคตที่มนุษย์อาจทนต่อไปไม่ได้ และจะเป็นปัญหาสังคมที่เกี่ยวโยงกับครอบครัวของมนุษยชาติทั้งหมด

ภาวะที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและกลไกของสังคมมวลมนุษย์นั้น สิ่งที่น่าจะพิจารณาก็คือ รากฐานทางความคิดของงานพัฒนานั้นอยู่ที่จุดใด และมีเป้าหมายอย่างไรสำหรับชีวิตมนุษย์

คงจะเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า การพัฒนาในปัจจุบัน ขาดมิติทางด้านศาสนธรรมเป็นแกนนำ เพราะเหตุว่า การพัฒนาถูกตีความหมายไปในด้านของการเพิ่มพูนทางด้านวัตถุ ตลอดจนการลงทุนและเพิ่มพูนผลผลิต เพื่อความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ แนวคิดด้านการพัฒนาแบบนี้ "ได้พัฒนาจนกลายเป็นจุดมุ่งหมายของประเทศและสังคม (แทนที่จะเป็นกลไกรับใช้สังคมมนุษย์) ทรัพยากรนานัปการถูกทุ่มเทเพื่อหล่อเลี้ยงการพัฒนา จนถึงขนาดยอมให้ชุมชนแตกสลาย ธรรมชาติถูกทำลาย วิถีชีวิตอันสงบสุขต้องพังพินาศเพื่อให้ "การพัฒนา" บรรลุเป้าหมาย โดยมีการเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GNP) เป็นมาตรวัด และมีเขื่อน ถนน เสาไฟฟ้าเป็นสัญลักษณ์" 1

การที่การพัฒนาถูกตีความหมายในด้านของการ "เพิ่มพูนวัตถุ" จนกลายเป็นอุดมการณ์อย่างใหม่ในโลกปัจจุบันนั้น บาทหลวงนิพจน์ เทียนวิหาร ผู้อำนวยการศูนย์สังคมพัฒนา เขตมิสซังเชียงใหม่ได้ให้ทัศนะว่า "มันเริ่มเกิดขึ้นในยุโรป ยุคเรอเนอซอง (Renaissance) ซึ่งเป็นยุคที่ศาสนาแยกตัวออกจากการปกครอง และดูเหมือนว่าตรงนี้ ไม่มีการวิพากษ์กันอย่างเข้าใจ มีผู้กล่าวว่า ศาสนจักรทำให้เกิดยุคมืด ทำให้วิทยาศาสตร์ไม่เจริญก้าวหน้า เพราะอธิบายโลกบนพื้นฐานของคัมภีร์ไบเบิล ดังนั้นวิทยาศาสตร์จึงแยกตัวออกจาก

ศาสนาโดยเด็ดขาด อันนี้เป็นจุดที่สำคัญของวิชาการของโลก และชาร์ล ดาร์วิน2 ก็เป็นผู้สืบทอดความคิดมาจากวิทยาศาสตร์ เพราะใช้ปรัชญาเพลโต3 เหมือนกัน ซึ่งในยุคกลาง พระศาสนจักรเอาคัมภีร์ไบเบิลเป็นตัวอธิบายโลก และเอาทางธรรมมาอธิบายวิทยาศาสตร์ทั้งหมด พอถึงยุคเรอเนอซอง ก็แยกทางโลกกับทางธรรมออกจากกัน วิทยาศาสตร์ปัจจุบันตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางความคิดของปรัชญาเพลโตเช่นเดียวกัน "โลกของจิตกับโลกของกาย" เพราะฉะนั้นโลกดูเหมือนไม่มีจิตเลย เป็น pure metal ตัวนี้คือความผิดพลาดอันสำคัญของวิทยาศาสตร์ที่ต่อรากจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน และงานพัฒนาก็ต่อรากจากความคิดทางวิทยาศาสตร์มาเช่นกัน สำหรับศาสนจักรเองก็ผิดพลาดมาจนถึงการประชุมสภาสังคายนาวาติกัน ที่ 2 (พ.ศ.2505-2508) สำหรับหนังสือจุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษก็ได้วิพากษ์วิจารณ์ทั้งสองส่วนว่าใช้ปรัชญาไม่ถูกต้อง วิทยาศาสตร์ปัจจุบันไม่สามารถอธิบายองค์รวม (Holistic) ของโลกได้ ซึ่งมีทั้งจิตและกาย วิทยาศาสตร์ที่แยกจิตออกไปจึงไม่สามารถก้าวไปได้ ถ้างานพัฒนาอยู่บนฐานของการมองแบบแยกส่วน (Dichotomy - แยกกายออกจากจิต) ก็ไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราไปวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดของศาสนจักร โดยอาศัยฐานแนวคิดทางวิทยาศาตร์ก็จะไม่สมบูรณ์ และศาสนจักรก็จะไม่สมบูรณ์เช่นกัน ถ้าเราวิ่งไปวิ่งมาก็จะตกอยู่ในวังวนของปัญหา" 4

คำว่า การพัฒนา ถูกใช้ในเมืองไทยเป็นครั้งแรก ในความหมายของการพัฒนาด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก และอย่างต่อเนื่องมาตลอด นับตั้งแต่ที่ธนาคารโลกได้เสนอให้รัฐบาลไทย (พ.ศ.2500-2501) โดยการนำของจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ และมีหน่วยงานพัฒนา อาทิ คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นต้น เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาตามความหมายนี้

แนวคิดการพัฒนาที่ยึดเอาความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายสูงสุดกำลังครอบงำสังคมไทยและโลกปัจจุบัน5 สำหรับประเทศไทย สิ่งที่เป็นปัญหาตามมาของการพัฒนาแนวนี้ที่สำคัญก็คือ ความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม ในขณะที่คนจำนวนน้อยมีมาก แต่คนจำนวนมากขาดแคลนมากขึ้น แม้แต่ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ถ้าจะใช้ทฤษฎีของมาสโลว์6 มามองคนส่วนใหญ่ของสังคมที่ว่า เป้าหมายสูงสุดของมนุษย์คือ ความเป็นตัวของตัวเองนั้น คงจะเป็นความใฝ่ฝันและความหวังที่ค่อนข้างจะเป็นอุดมการณ์อย่างมาก ในภาวะสังคมปัจจุบัน ปัญหาเรื่องหนี้สินซึ่งเกิดขึ้นทั้งในส่วนของรัฐและประชาชน ปัญหาเรื่องที่ดินและที่ทำกินของประชาชน อันเนื่องมาจากที่ดิน ซึ่งมีเป้าหมายสำหรับการทำกินและการอยู่อาศัยนั้น ถูกแปรเป้าหมายเป็นการลงทุนและการเก็งกำไร ปัจจุบันจึงทำให้ราคาที่ดินเขยิบตัวขึ้นเป็น 10 เท่า ทำให้ผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ที่มีรายได้ปานกลางขาดโอกาสที่จะมีที่ดินเป็นของตนเองได้ ปัญหาเรื่องที่ดินและที่อยู่อาศัยนี้ นับวันจะเป็นปัญหาที่รุนแรงมากขึ้น

ปัญหาที่สำคัญอีกประการคือ ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมของโลก อันเกิดจากการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านต่างๆ จนเกิดมลภาวะเป็นพิษ การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อการอุตสาหกรรม ทำให้ธรรมชาติเกิดความไม่สมดุล ภาวะของธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไป เช่น เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศของโลก เป็นต้น ซึ่งถ้ามนุษย์ไม่หยุดยั้งการทำลายล้างธรรมชาติแล้ว มนุษย์นั้นเองก็จะถูกทำลายไปด้วย

ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญอันนำไปสู่การทบทวนความหมายและรากฐานของการพัฒนาเสียใหม่ โดยอาศัยมนุษย์เป็นศูนย์กลางแห่งการพัฒนา และวางรากฐานของการพัฒนาอยู่บนพื้นฐานของศาสนธรรม

ในที่นี้ จะขอพูดถึงการพัฒนาตามทัศนะของคริสตชน ซึ่งให้ความหมายของการพัฒนาว่าเป็น "ประวัติศาสตร์แห่งความรอดของมนุษย์" แต่มิได้หมายความว่า งานพัฒนาในศาสนาอื่นไม่มีความรอดของมนุษย์ เพราะทุกศาสนาสอนมนุษย์ให้มุ่งไปสู่ความดีสมบูรณ์ ดังที่อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ได้กล่าวไว้ว่า "แม้จุดหมายปลายทางดังกล่าว ศาสนิกจะเห็นต่างกัน ใช้คำต่างกัน แต่ถ้าจุดหมายปลายทางนั้นเป็นไปเพื่อสละละความเห็นแก่ตัวอย่างที่สุดแล้ว แม้ขณะเดินเข้าสู่จุดหมายปลายทางดังกล่าว แต่ละปัจเจกบุคคลจะยังคงมีความเห็นแก่ตัวอยู่ ก็ย่อมต้องพยายามกำจัดเครื่องเศร้าหมองของตนออกเสีย เพื่อให้เกิดความสะอาด ความสงบ และความสว่างยิ่งๆ ขึ้นทุกที คุณค่าในการพัฒนาก็ดี ขบวนการพัฒนาก็ดี ย่อมเป็นไปเพื่อการรู้จักใช้ชีวิตประจำวันทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อความดำรงอยู่ของบุคคลและสังคม โดยที่ต่างก็จะได้ความสุขร่วมกัน ให้สอดคล้องต้องกันกับแนวทางแห่งชีวิตที่เข้าถึงจุดหมายปลายทางแล้ว" 7


ประวัติศาสตร์แห่งความรอดของมนุษย์ตามทัศนะของคริสตชน

"ความรอด (ความหลุดพ้น)(Salvation) มิใช่เป็นอะไรที่รอเราอยู่เบื้องหน้า แต่เป็นเหตุการณ์ที่มีอดีต ปัจจุบัน อนาคต เป็นสิ่งที่มีประวัติศาสตร์ซึ่งเราเรียกว่า ประวัติศาสตร์แห่งความรอด อันเป็นกระบวนการพัฒนาอย่างหนึ่ง แต่ไม่เหมือนกับวิวัฒนาการ กล่าวคือ วิวัฒนาการเป็นกระบวนการที่กำหนดตายตัวในด้านรูปแบบและเป้าหมาย การพัฒนาตามหลักวิวัฒนาการเป็นการเติบโตตามธรรมชาติของสิ่งจากศักยภาวะสู่กรรตภาวะ นั่นเอง (from potency to act) ดังนั้น อนาคตของโลกซึ่งมนุษย์จะเป็นผู้พัฒนาให้ถึงความสมบูรณ์โดยไม่ต้องพึ่งพระเจ้าตามความคิดของนักพัฒนาบางคนนั้น เป็นความคิดที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง

เพราะพระเจ้าได้ประทานศักยภาพในสิ่งสร้างของพระองค์ตั้งแต่แรกแล้ว ส่วนประวัติศาสตร์แห่งความรอด ในฐานะที่เป็นประวัติศาสตร์ ย่อมเป็นกระบวนการพัฒนาที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพ การตัดสินใจและความรับผิดชอบของมนุษย์" 8

คริสตชนเชื่อว่า ศาสนาคริสต์ไม่ได้เริ่มที่การปรากฏมาของพระเยซู แต่เริ่มต้นจากความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์นับแต่การสร้างโลกแล้ว และจะไปจบสิ้นอย่างสมบูรณ์เมื่อโลกสิ้นไป ในหนังสือปฐมกาล หนังสือเล่มแรกของพระคัมภีร์ไบเบิล กล่าวถึงการสร้างโลกว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ให้กำเนิดโลก ทรงกำหนดกฎเกณฑ์ (Order) ของสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง ทรงเอาพระทัยใส่ดูแลทุกสิ่งทุกอย่างให้ดำเนินไปด้วยดี (Providence) ทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมานั้นเป็นสิ่งที่ดี ดังที่ปรากฏคำว่า "ทรงเห็นว่าดี" หลังจากที่ทรงสร้างสรรพสิ่งแล้ว พระองค์ได้สร้างมนุษย์ตามฉายาของพระองค์ "ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา" (ปฐก 1:26) พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์มาเพื่อที่จะให้มนุษย์นั้นเป็นผู้ร่วมงานในพันธสัญญาแห่งการสร้าง (Co-Creator) ของพระองค์ กล่าวคือ ทรงตั้งมนุษย์ให้เป็นนายเหนือทุกสิ่ง ทั้งนี้เพื่อมิให้มนุษย์หลงกราบไหว้อำนาจเร้นลับในธรรมชาติ แต่ใช้พลังอำนาจเหล่านั้นรับใช้มนุษย์9 พระองค์ให้มนุษย์ "ครอบครองฝูงปลาในทะเล ฝูงนกในอากาศ ให้ปกครองแผ่นดินทั่วไป และสัตว์ต่างๆ ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดิน" (ปฐก 1:26) ให้มนุษย์นั้น "ทำและรักษาสวน" (ปฐก 2:15) และพระเจ้าได้วางกฎเกณฑ์ (Order) สำหรับมนุษย์คือ "บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่" (ปฐก 2:16-17) ดังนั้น มนุษย์จึงขึ้นกับพระเจ้าในฐานะสิ่งสร้าง และพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับพระเจ้านั้น จึงเป็นความสัมพันธ์เชิงสัมพันธ์ (Relative) กล่าวคือ มนุษย์ไม่สามารถกำหนดด้วยตัวเองได้ว่าความสัมพันธ์นั้นควรจะเป็นอย่างไร แต่ต้องเปิดตัวเองเป็นทาง ให้พระเจ้าทรงจัดการตามน้ำพระทัยของพระองค์10

ต่อมา ด้วยความอ่อนแอของมนุษย์ มนุษย์ได้ทำผิดกฎเกณฑ์ (disorder) ที่พระองค์ทรงตั้งไว้คือ กินผลไม้ต้องห้าม (การกินผลไม้ต้องห้าม เป็นสัญลักษณ์ของการที่มนุษย์อยากเป็นใหญ่ ไม่ขึ้นกับพระเจ้า ไม่เชื่อฟังพระเจ้า) เมื่อกินแล้วก็ "รู้ดีรู้ชั่ว" พระเจ้าทรงให้มนุษย์ออกจากสวนเอเดน ต้องทำมาหากินด้วยความยากลำบาก ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ และสรรพสิ่งก็สลายลง มนุษย์ "แปลกแยก" ความแปลกแยกอันนำมาซึ่งความทุกข์นี้มาจากการตัดสินใจและเสรีภาพของมนุษย์เอง11 เพราะพระเจ้าได้ทรงสร้างมาให้มีเสรีภาพที่จะเลือกได้ นี่คือบาปแรกที่มนุษย์ได้กระทำหรือที่เรียกกว่า บาปกำเนิด (Original Sin)12 ดังนั้นความทุกข์เป็นผลที่มาจากบาปของมนุษย์ และผลของบาปคือ ความตาย "ผลไม้ต้นนั้นอย่ากิน วันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่" (ปฐก 2:25) ความทุกข์ที่ตามมาเป็น "คำอธิบาย" สภาพปัจจุบันของมนุษย์ที่ต้องทนทุกข์ยากลำบาก แม้จะเห็นว่าเป็น "คำสาป" ของพระเจ้าก็ตาม ดังที่พระเจ้าตรัสแก่อาดัม (มนุษย์) ว่า "เจ้าจะต้องหากินด้วยความยากลำบากจนตลอดชีวิต แผ่นดินจะให้ต้นไม้และพืชที่มีหนามแก่เจ้า และเจ้าจะกินพืชต่างๆ ของทุ่งนา เจ้าจะต้องหากินด้วยเหงื่ออาบหน้าจนเจ้ากลับไปเป็นดิน เพราะเราสร้างเจ้ามาจากดิน เจ้าเป็นผงคลีดิน และเจ้าจะต้องกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม" (ปฐก 3:17-19)

แม้มนุษย์จะทำบาป แต่พระเจ้าก็ไม่ทรงทอดทิ้ง มีเงื่อนไขอยู่ว่า เขาจะต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระองค์ เขาจะต้องเป็นทุกข์ถึงบาป เขาจะต้องต่อสู้เอาชนะ "ความบาป" ที่มีอยู่ในตัวเขาให้ได้ ใจของมนุษย์คือที่มาของบาป "ข้าแต่พระเจ้าขอทรงชำระใจสะอาดภายในข้าพระองค์ และฟื้นน้ำใจที่หนักแน่นขึ้นใหม่ภายในข้าพระองค์" (สภษ 5:1-10) พระเจ้าตรัสกับอิสราเอลว่า "เราจะให้ใจใหม่แก่เจ้า เราจะบรรลุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในเจ้า เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเจ้าและให้ใจเนื้อแก่เจ้า และเราจะใส่วิญญาณของเราไว้ในใจเจ้า และกระทำให้เจ้าดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเราและรักษากฎหมายของเรา" (อสค 36:26-27)


พันธสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ ในประวัติศาสตร์แห่งความรอด

พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะทรงช่วยให้มนุษย์พ้นทุกข์และได้รับความรอดนิรันดรในที่สุด ถ้าหากมนุษย์ซื่อสัตย์และปฏิบัติตามกฎบัญญัติของพระองค์ พันธสัญญามิใช่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์แล้วก็สำเร็จสมบูรณ์ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง และยังดำเนินการต่อไปในปัจจุบัน เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายคือความรอด13 ด้วยความเชื่อดังกล่าว ชาวคริสต์จึงมองวิวัฒนาการของศาสนาคริสต์ ในฐานะที่เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์แห่งความรอด ซึ่งครอบคลุมไปถึงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติทั้งหมดด้วย โดยถือว่าพระเจ้าเป็นผู้ให้กำเนิดแก่มนุษยชาติ และทรงเป็นจุดหมายสุดท้าย ที่มนุษย์กำลังพัฒนาไปสู่พระองค์ พระเจ้าตรัสกับคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวคริสต์ด้วยวิธีการต่างๆ มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดหรือลัทธิความเชื่อใด ก็สามารถไปสู่ความหลุดพ้นได้เหมือนกัน14


ประวัติศาสตร์แห่งความรอดตามความเชื่อของคริสตชน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

1. ตามพันธสัญญาเดิม ซึ่งหมายถึงเรื่องที่บันทึกไว้ในหนังสือคัมภีร์ไบเบิ้ล 11 บทแรกนับแต่การสร้างโลกถึงการเกิดขึ้นของชนชาติ และภาษาต่างๆ ในโลก และช่วงกำเนิดชนชาติอิสราเอล ในประวัติศาสตร์ ชนชาติอิสราเอลตกเป็นทาสของอียิปต์ ได้รับความยากลำบากเพราะถูกใช้แรงงานหนัก ชนอิสราเอลจึงต้องการหลุดพ้นจากการเป็นทาสของอียิปต์ ไปสู่ความเป็นไท ดังนั้น ชนอิสราเอลจึงรู้จักพระเจ้าในฐานะเป็นพระผู้กอบกู้ (ไถ่กู้) ชนชาติอิสราเอลเป็นอันดับแรก และพระเจ้าใช้พลังธรรมชาติเป็นเครื่องมือเพื่อกอบกู้พวกเขา ประสบการณ์ในประวัติศาสตร์แห่งการกอบกู้ ทำให้ชาวอิสราเอลนับถือพระเจ้าเป็นพระผู้สร้าง เป็นเจ้าของธรรมชาติในอันดับต่อมา ดังนั้น คำสอนดั้งเดิมของชนอิสราเอลมิใช่พระเจ้าพระผู้สร้าง แต่เป็นพระเจ้าผู้กอบกู้ (ฉธบ 6:21-24) การนับถือพระเจ้าเป็นพระผู้สร้างมีหลักฐานชัดในสมัยที่มีกษัตริย์ปกครองประเทศเป็นปึกแผ่นแล้วเท่านั้น พระคัมภีร์ไบเบิลจึงบันทึกตำนานการสร้างโลก และกำเนิดเชื้อสายของมนุษยชาติ (ปฐก 1:1-10) เป็นบทนำหรืออารัมภบทโยงประวัติศาสตร์ชนอิสราเอล ย้อนกลับไปสัมพันธ์กับมวลมนุษย์ที่พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้าง และเลือกชาติอิสราเอลเป็นประชากรของพระองค์

สำหรับชนชาติอิสราเอล การสร้างโลกกับความรอดเป็นเรื่องที่มีความหมายสัมพันธ์กัน การสร้างมิใช่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แล้วก็เสร็จสมบูรณ์ แต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง และยังดำเนินต่อไปในปัจจุบัน เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายคือความรอด การหลุดพ้นจากทาสไปสู่ความเป็นไท

2. ตามพันธสัญญาใหม่ คือการมาปรากฏของพระเยซูคริสต์ อันเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งความรอดนี้ เพราะพระองค์ทรงทำให้ "พันธสัญญา" (Alliance) ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์สมบูรณ์ โดยทรงเปิดเผยสัจธรรมที่จะนำมนุษย์ไปสู่ความหลุดพ้น หรืออีกนัยหนึ่ง นำมนุษย์ไปหาพระเจ้า พันธสัญญานี้หมายถึง สัญญาระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ ซึ่งเริ่มกับมนุษย์คู่แรก (อาดัม-เอวา) และกับบุคคลสำคัญอีกหลายคน รวมทั้งชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรรคือ ชนชาติอิสราเอล การเปิดเผยสัจธรรมมาถึงขั้นสมบูรณ์เมื่อพระเยซูทรงปรากฏมา ครั้งนี้พระองค์ไม่ทรงใช้คนกลางเพื่อเปิดเผยสังคม พระองค์ทรงเสด็จมาเองโดยทางพระบุตร คือ พระเยซู ชีวิตกิจการและคำสอนของพระองค์เป็น "หนทาง" ความจริง และชีวิต ซึ่งนำมนุษย์ไปสู่ความรอด" 15


ประวัติศาสตร์แห่งความรอดของมนุษย์ในงานพัฒนา

งานพัฒนาเป็นงานที่สานต่อพันธสัญญาที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์ "เราจะให้ใจใหม่แก่เจ้า เราจะบรรจุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในเจ้า เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเจ้าและให้ใจเนื้อแก่เจ้า และเราจะใส่วิญญาณของเราไว้ในเจ้า และกระทำให้เจ้าดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเราและรักษากฎหมายของเรา" (อสค 36:26-27) และก่อให้เกิดความสัมพันธ์กันอย่างสมดุลระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ มนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับสิ่งสร้าง ถ้าความสัมพันธ์ใดก็ตามไม่ถูกต้องหรือถูกบิดเบือนไป ก็หมายความว่าความเป็นไปเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในแผนการของพระเจ้า พระสัญญาของพระเจ้าทำให้มนุษย์มีความหวังและขณะเดียวกันมนุษย์ก็มีบทบาทที่จะต้องมีส่วนร่วม16 เพราะว่า

1. พระองค์ทรงมีแผนการแต่แรกที่จะให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ - มนุษย์ มนุษย์ - ธรรมชาติ มนุษย์ - พระเจ้า มีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างประสานกลมเกลียว สอดคล้องและสนับสนุนซึ่งกันและกัน

2. มนุษย์เป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่ง สรรพสัตว์ เพราะว่าพระเป็นเจ้าได้ทรงมอบสิ่งสร้างนั้นให้รับใช้มนุษย์

3. มนุษย์อยู่ในประวัติศาสตร์ตั้งแต่พันธสัญญาเดิม (Old Testament) และสืบเนื่องมาจนถึงพันธสัญญาใหม่ (New Testament) เพราะเมื่อความสัมพันธ์และความหวังในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ถูกบิดเบือนไป ความหวังในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ได้เป็นจริงเป็นจังในองค์พระบุตรพระเยซูคริสต์ โดยนับจากนี้มนุษย์จึงอยู่ในขบวนการทางประวัติศาสตร์กับพระเจ้า เป็นประวัติศาสตร์แห่งความรอดของมนุษยชาติ

4. ที่สุด ชีวิตจึงมีความหวัง รวมทั้งสรรพสิ่ง สรรพสัตว์ด้วย หวังที่จะได้รับการหลุดพ้นและเป็นอิสระ "ด้วยว่า สรรพสิ่งที่ทรงสร้างแล้ว มีความเพียรคอยท่า ปรารถนาให้บุตรทั้งหลายของพระเจ้าปรากฏ เพราะว่าสรรพสิ่งเหล่านั้นต้องเข้าอยู่ในอำนาจของอนิจจัง ไม่ใช่ตามใจชอบของตนเอง แต่เป็นไปตามที่พระเจ้าได้ทรงให้เข้าอยู่ในนั้น ด้วยมีความหวังใจว่าสรรพสิ่งเหล่านั้นจะได้รอดจากอำนาจแห่งความเสื่อมสลาย และจะเข้าในเสรีภาพและศักดิ์ศรีแห่งบุตรทั้งหลายของพระเจ้า เรารู้อยู่ว่า บรรดาสรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้นกำลังคร่ำครวญ และผจญความทุกข์ยากด้วยกันมาจนทุกวันนี้ และไม่ใช่เท่านั้น แต่เราทั้งหลายเองด้วย ผู้ได้รับพระวิญญาณเป็นผลแรก ตัวเราเองก็ยังคร่ำครวญ คอยการที่พระเจ้าทรงให้เป็นบุตร คือที่จะให้กายของเราทั้งหลายรอดตาย" (รม 8:19-23)


กระบวนการอันนำไปสู่ความรอดของมนุษย์ในงานพัฒนา

เมื่องานพัฒนาดำเนินอยู่บนพันธสัญญาของพระเจ้า กระบวนการพัฒนาที่เป็นจุดแรกและจุดสำคัญก็คือการพัฒนานั้นจะต้องเข้าถึงวัฒนธรรม (Inculturation) ด้วยเหตุว่า "พระวจนาถต์ของพระเจ้า ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวง ได้มารับเอากายและเสด็จมาประทับบนแผ่นดินของมนุษย์ พระองค์ทรงเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ เสด็จเข้ามาในประวัติศาสตร์ของโลก รับเอาและสรุปประวัติศาสตร์นั้นในพระองค์..." (เอกสารแห่งสภาสังคายนาวาติกันที่ 2 พระธรรมนูญว่าด้วยพระศาสนจักรในโลกสมัยนี้ ข้อ 38:1)

การเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ของพระองค์นั้นก็ หมายความว่า พระองค์มาอยู่ในโลก (Incarnation) (มาอยู่ในโลกเพื่อสร้างโลกใหม่) ส่องสว่างเข้าไปในความมืด (ชีวิตของสรรพสิ่งมีขีดจำกัดทำให้เกิดความมืด พระองค์เป็นสัจธรรมแห่งความสว่างที่ส่องเข้าไปในสัจธรรมแห่งความมืด) มาเกิดเป็นมนุษย์ และมีชีวิตอยู่ท่ามกลางมนุษย์ที่มีวัฒนธรรม (พระเยซูมาเกิดในวัฒนธรรมของชาวยิว) ดังนั้นด้วยความเชื่อที่ว่า การที่ "จะเข้าถึงมนุษยชาติอย่างแท้จริงและอย่างเต็มที่ได้ ก็โดยอาศัยวัฒนธรรม หมายความว่า โดยการบำรุงส่งเสริมที่ดีและมีค่าของธรรมชาติ ฉะนั้น ทุกครั้งที่มีปัญหาเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ ธรรมชาติกับวัฒนธรรมจะต้องเกี่ยวโยงกันอย่างใกล้ชิดที่สุด" (พระธรรมนูญว่าด้วยพระศาสนจักรในโลกสมัยนี้ ข้อ 53.1) วัฒนธรรมจึงเป็นเสมือนความดีส่วนรวมของมนุษย์ทุกคน เพราะเป็นการแสดงออกซึ่งศักดิ์ศรีอิสรภาพและการสร้างสรรค์ของมนุษย์ และสมกับมนุษย์ ที่ใช้คำว่าศักดิ์ศรีแบบมนุษย์ อิสรภาพแบบมนุษย์ การสร้างสรรค์แบบมนุษย์และสมกับมนุษย์นั้น คำเหล่านี้มีความหมายมาก เพราะหลายครั้ง เราหลงสิ่งที่ไม่ได้เป็นศักดิ์ศรี แต่เข้าใจว่าเป็นศักดิ์ศรี เช่น สมัยนี้ เราถือว่าใครมีเกียรติก็มีศักดิ์ศรี การใช้หลักเกณฑ์แบบนี้มันเป็นหลักเกณฑ์แบบมนุษย์หรือเปล่า มันเป็นหลักเกณฑ์ที่สมกับมนุษย์หรือเปล่า ซึ่งตามความเชื่อของคริสตชนนั้น หลักเกณฑ์ก็คือ "ความเชื่อ คือแรงบันดาลใจให้เกณฑ์การวินิจฉัยตัดสินคำนิยม อันเป็นตัวกำหนดแนวคิดและแบบฉบับการดำเนินชีวิต ซึ่งใช้ได้สำหรับชุมชนมนุษย์เอง" (เสรีภาพและการปลดปล่อยแบบคริสต์ ข้อ 96)

วัฒนธรรมที่เป็นเสมือนความดีส่วนรวม (Common good) ของมนุษย์นี้ ถือว่าเป็นมรดกที่จะต้องสืบทอดต่อไปตามกระแสประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ แม้ว่ากระแสประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติจะแปรเปลี่ยนหันเห เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ความดีส่วนรวมซึ่งเป็นมรดกของมนุษยชาติ จะต้องดำรงอยู่ในกระแสการเปลี่ยนแปลงไปด้วย งานพัฒนาจะต้องสืบทอดวัฒนธรรมที่เป็นเสมือนความดีส่วนรวมของมนุษย์17 ด้วยเหตุว่า

1. เมื่อพูดถึงวัฒนธรรม ก็หมายถึงความพยายามของมนุษย์ที่จะพัฒนาโลก และจักรวาลให้เจริญขึ้น โดยการเรียนรู้จักโลกและจักรวาล โดยการทำงาน เรียนรู้และทำงาน เพื่อให้โลกและจักรวาลนั้นน่าอยู่ เป็นสิ่งที่มนุษย์จะอยู่ได้สมศักดิ์ศรีอย่างเป็นมนุษย์ อยู่ด้วยกันได้อย่างเป็นมนุษย์

2. เมื่อพูดถึงวัฒนธรรม หมายถึง ความพยายามที่จะทำให้ชีวิต สังคมมนุษย์ ทั้งครอบครัวและชุมชนให้ดำเนินไปสมกับมนุษย์ ด้วยการปรับปรุงขนบธรรมเนียม ประเพณีและสถาบัน ด้วยการสร้างชีวิต สังคม คือ ชีวิตที่อยู่ด้วยกัน โดยการออกกฎเกณฑ์ ระเบียบประเพณี แบบแผน และโดยการสร้างสถาบันเพื่อทำให้ชีวิตสังคมมนุษย์อยู่กันแบบมนุษย์ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการปรับปรุงด้วย

3. เมื่อพูดถึงวัฒนธรรม หมายถึง ความพยายามที่จะกระทำกิจกรรมเพื่อแสดงออก ซึ่งประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ฝ่ายจิตใจ และสำแดงซึ่งความมุ่งหวัง (Aspiration) ของประชาชนทุกกาลสมัย

4. เมื่อพูดถึงวัฒนธรรม หมายถึง ความพยายามที่จะสืบทอดและรักษาไว้ซึ่งปรากฏการณ์และความมุ่งหวัง (Aspiration) เหล่านี้ สืบทอดต่อไปเพื่อเป็นแรงดลใจ (Inspiration) ให้เกิดการพัฒนาก้าวหน้าสำหรับคนส่วนมาก และแม้กระทั่งสำหรับมนุษยชาติทั้งมวล

ดังนั้น กระบวนการพัฒนาที่เข้าถึงวัฒนธรรมมนุษย์ ย่อมจะทำให้เป้าหมายแห่งการพัฒนามิได้ถูกเบี่ยงเบนไปตามทัศนะของมนุษย์เท่านั้น เพราะถ้ามนุษย์เบี่ยงเบนเป้าหมายของการพัฒนาไป คือ ยึดการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายสูงสุด ย่อมจะทำให้พันธสัญญาที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์นั้นถูกเบี่ยงเบนไปด้วย มนุษย์จะต้องพิจารณาถึงความจริงและปรากฎการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้ เพื่อให้ลุถึงความจริงแห่งการพัฒนา เพราะความจริงและปรากฏการณ์ต่างๆ จะเป็นตัวบ่งบอกเป้าหมายของการพัฒนา อาศัยการ "เพ่งพิเคราะห์ถึงเครื่องหมายแห่งกาลสมัย ตลอดจนการตีความสัญลักษณ์นั้น ภายใต้แสงสว่างแห่งพระวรสาร" 18

นอกจากนี้ การมีโภคยทรัพย์ในครอบครองมากขึ้น มิใช่เป้าหมายสูงสุดของประชาชาติ และก็ไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดของปัจเจกบุคคลด้วย ความเจริญงอกงามนี้เป็นสิ่งจำเป็น ถ้าหากว่ามนุษย์จะได้รับการพัฒนาให้เป็นมนุษย์ แต่อีกทางหนึ่งความเจริญงดงามนี้ก็จะกักขังมนุษย์ หากมนุษย์เห็นว่าความเจริญงอกงามเป็นเป้าหมายสูงสุด เราจะเห็นได้ว่า หัวใจของมนุษย์จะแข็งกระด้างและจิตใจก็จะคับแคบ มนุษย์ก็จะไม่สัมพันธ์กันด้วยเหตุแห่งมิตรภาพ หากจะคบหากันด้วยผลประโยชน์ อันจะนำมาซึ่งความขัดแย้งและความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การมุ่งแสวงหาทรัพย์เพื่อครอบครองโดยถ่ายเดียว ย่อมเป็นเครื่องกีดขวางต่อการพัฒนาของปัจเจกภาพ และความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของมนุษย์ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นประชาชาติหรือปัจเจกภาพ ความละโมบย่อมเป็นเครื่องบ่งชี้อย่างดีที่สุดประการหนึ่งของการพัฒนาทางศีลธรรม" 19

การพัฒนาใดๆ นั้น แม้จะกำหนดเป้าหมายกระบวนการในการทำที่ชัดเจน ถ้าหากผลที่เกิดขึ้นจากการพัฒนานั้นมิได้เป็นไปเพื่อการมุ่งไปสู่ความดีที่สมบูรณ์ แต่ทำให้มนุษย์นั้นต้องอยู่ในวังวน และเกิดความขมขื่นที่ต้องเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วไซร้ การพัฒนานั้นจะเป็นการให้คุณค่าและความหมายต่อชีวิตของมนุษย์ได้อย่างไร


-----------------------------------------------


เชิงอรรถ


1. พระไพศาล วิสาโล, "พุทธธรรมกับการพัฒนาสังคม", ปาจารยสาร ปีที่ 17 ฉบับที่ 5 (กันยายน-ตุลาคม 2531) หน้า 14.

2. ดาร์วิน (Charles Robert Darwin ค.ศ. 1809-1882) นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ เป็นผู้กำหนดทฤษฎีเกี่ยวกับการแปรเปลี่ยน (Theory of Transformation) ดาร์วินอาศัยสมมุติฐานว่าด้วยการเลือกสรรทางธรรมชาติเป็นพื้นฐานของทฤษฎีว่าด้วยวิวัฒนาการ กล่าวคือ การเลือกสรรในการต่อสู้เพื่อยังชีวิต ซึ่งทำให้ผู้ที่เก่งกว่ารอดชีวิตมาได้ หรือผู้ที่แข็งแรงที่สุดย่อมมีชีวิตรอด เองเกลส์กล่าวไว้ในวิวัฒนาการของสังคมนิยมว่า "ดาร์วิน ได้ทำลายทัศนะอภิปรัชญาเกี่ยวกับธรรมชาติเข้าอย่างจังๆ ด้วยการพิสูจน์ว่าธรรมชาติที่เป็นอินทรียะทุกชนิดในปัจจุบัน จะเป็นพืชสัตว์ รวมทั้งคนก็ตาม เป็นผลผลิตของกระบวนการวิวัฒนาการ (อ่านเพิ่มเติมในกลุ่มเพื่อนพ้องในยุโรป (ผู้แปล), รากฐานปรัชญาวัตถุนิยม กทม. :เจริญการพิมพ์, 2525)"

3. เพลโต นักปรัชญาชาวกรีก (กคศ.427-347) ให้ทัศนะและแนวคิดเกี่ยวกับการกำเนิดมนุษย์ว่า มนุษย์เกิดขึ้นมาได้เพราะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ร่างกายและวิญญาณ ร่างกายมีสสารเป็นองค์ประกอบและมีองค์ประกอบทางวิญญาณอีกสองระดับคือ กายวิญญาณ และจิตวิญญาณ กายวิญญาณคือวิญญาณที่ตอบสนองทางกาย เช่น ต้องการปัจจัย 4 ต้องการสืบพันธุ์ ฯลฯ จิตวิญญาณคือ วิญญาณที่ตอบสนองทางจิต เช่น แสดงความรัก ความโกรธ ฯลฯ แต่วิญญาณทั้งสองระดับนี้เป็นส่วนที่ไม่ใช่เหตุผลและเป็นของร่างกายจึงไม่เที่ยง ต้องสูญสลายตามร่างกายเมื่อตายจาก ส่วนวิญญาณอีกประเภทหนึ่งคือ เหตุผลวิญญาณ (Rational Soul) เป็นวิญญาณแท้ไม่สูญสลายไปตามร่างกาย และเป็นส่วนที่สำคัญในตัวมนุษย์ วิญญาณประเภทนี้มาจากโลกมโนภาพ โลกแห่งมโนภาพหรือแห่งแบบ เป็นโลกที่สมบูรณ์ เป็นโลกที่แท้และเป็นบ่อเกิดของสิ่งต่างๆในโลก (อ่านเพิ่มเติมในพื้น ดอกบัว, ปวงปรัชญากรีก นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์, 2528)

4. บาทหลวงนิพจน์ เทียนวิหาร, "สัมมนากลุ่ม SAT," สำนักเลขาธิการสภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา, 2531.

5. พระไพศาล วิสาโล เรื่องเดียวกัน หน้า 14.

6. มาสโลว์ ได้ลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ โดยเรียงลำดับความต้องการที่จำเป็น เริ่มจากความต้องการขั้นพื้นฐานเรียงขึ้นไปเป็นลำดับขั้นดังนี้ คือ
(1) ความต้องการเพื่อตอบสนองความต้องการด้านสรีระ อันได้แก่ ความต้องการในการที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ตามสมควรแก่อัตภาพ
(2) ความต้องการความปลอดภัย และความมั่นคงในชีวิต
(3) ความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและความต้องการความรัก
(4) ความต้องการศักดิ์ศรีของตนเอง
(5) ความต้องการที่จะไปสู่การยอมรับตัวเองและความเป็นของตัวเอง
(อ่านเพิ่มเติมใน ดร.โสภา ชูพิกุลชัย, ความรู้เบื้องต้นทางบุคลิกภาพอันมีแนวโน้มต่อการประกอบอาชญากรรมในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยมหิดล 2532)

7. ส.ศิวรักษ์, ศาสนากับการพัฒนา. กรุงเทพฯ : รุ่งแสงการพิมพ์. 2530 หน้า 15

8. มนัส จวบสมัย, เทววิทยาใหม่. กทม : เทพนิมิตรการพิมพ์. 2528 หน้า 107

9. เพิ่งอ้าง หน้า 167

10. เพิ่งอ้าง หน้า 34

11. การเกิดขึ้นของความทุกข์ ในหนังสือพุทธในทัศนะตะวันตก เขียนโดย คาร์ล ยัสเปิร์ส (โกมุที ปวัตนา-แปล) ได้อธิบายว่า เพราะความไม่รู้ จึงทำให้เกิดทุกข์ จะต้องเพิกถอนความไม่รู้ด้วยความรู้ โดยถูกวางหลักเกณฑ์ไว้เป็น "ความเกี่ยวเนื่องของสาเหตุและผลทั้งสิบสอง" คือ
เพราะอวิชชา (ความไม่รู้) เป็นปัจจัย จึงมีกรรม
เพราะกรรมเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ (จิตสำนึก)
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะทั้งห้า
เพราะอายตนะทั้งห้าเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปทาน (การยึดมั่นถือมั่น)
เพราะอุปทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ (การมีอยู่)
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ (การเกิด)
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โศก คร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัสและผิดหวัง คับแค้นใจ

12. มนัส จวบสมัย, เทววิทยาใหม่. อ้างแล้ว หน้า 121

13. เสรี พงศ์พิศ, ศาสนาคริสต์. กทม. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2531 หน้า 149

14. เพิ่งอ้าง หน้า 2

15. เพิ่งอ้าง หน้า 11

16. บาทหลวงวัชรินทร์, "Holistic Theology" การสัมมนากลุ่ม SAT สำนักเลขาธิการสภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา.2531.

17. พระคุณเจ้าบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์, "การพัฒนาแนววัฒนธรรมชุมชน" การสัมมนา 4 ศูนย์อีสาน สภาคาทอลิกแห่งประเทศไทยเพื่อการพัฒนา.2532.

18. รุ่งโรจน์ ตั้งสุรกิจ (แปล) "สารของท่านคาร์ดินัลรอย เนื่องในโอกาสการเริ่มต้นทศวรรษที่ 2 ของการพัฒนาของสหประชาชาติ". คำสอนเพื่อสังคม กทม. : เจริญวิทย์การพิมพ์ หน้า 70 ข้อ13

19. เรื่องเดียวกัน หน้า 72 ข้อ 19

-----------------------------------------------

 

ที่มา : วารสารสังคมพัฒนา ฉบับที่ 3-4 / 2532

 

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >