หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow อยู่กับปวงประชา arrow อีกแง่หนึ่งของศาสนากับการพัฒนา : พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์
หน้าหลัก
รู้จักยส
ข่าวย้อนหลัง
ค่ายยุวสิทธิมนุษยชน
อยู่กับปวงประชา
สิทธิมนุษยชนสนทนา
ข่าวด้านสิทธิฯ / landmine
ผู้ไถ่ : รายงานสถานการณ์
การศึกษาเพื่อสิทธิ&สันติภาพ
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
กิจกรรม ยส.
คลังภาพ ยส.
เว็บบอร์ด ยส.
สมุดเยี่ยม
ติดต่อ ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
Facebook ยส.

ยส. (ยุติธรรมและสันติ)



จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 29 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 104:"พลังครอบครัวเข้มแข็ง สร้างสังคมยั่งยืน"

 วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ ๑๐๔ 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 2 และ3

 หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร
ภาคที่ 2 และ3
 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 1

หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร ภาคที่ 1



หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือแปล
Jesus CEO :
พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ



หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา


พระสมณสาสน์ความรักในความจริง : Caritas in Veritate

หนังสือแปล
Caritas in Veritate :

พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง



โปสเตอร์ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ พ.ศ.2532

โปสเตอร์
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
แห่งสหประชาชาติ
พ.ศ.2532


เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCI

ACPP - Hotline Asia


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

หน่วยงานองค์กรคาทอลิก

อีกแง่หนึ่งของศาสนากับการพัฒนา : พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ พิมพ์
Wednesday, 29 December 2010

อีกแง่หนึ่งของศาสนากับการพัฒนา

พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์

1. ศาสนา

ถ้าจะพูดอย่างคนที่มีศาสนาเราก็ว่า ศาสนา คือ ประมวลคำสั่งสอนและหลักความเชื่อถือของศาสนาที่ให้ไว้แก่สาวกและแก่ผู้ศรัทธาเชื่อมั่น เพื่อให้บรรลุถึงความดีบริบูรณ์

มนุษย์เราเป็น "สัตว์" ที่มีชีวิตและมีจิตใจ เป็นสัตว์ที่ละเอียดอ่อนและสลับซับซ้อน มีทั้งส่วนที่เป็นวัตถุและเป็นจิต มีร่างกาย มีจิตใจ มีสติปัญญา ถ้าจะพิจารณาในแง่ความสัมพันธ์กับภายนอกตัวเองแล้ว มนุษย์ก็เป็นปัจเจกบุคคลและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมของครอบครัวใหญ่ ซึ่งมีพระเจ้าเป็นพระบิดาของทุกคน

สิ่งที่ใคร่จะเน้นในที่นี้ก็คือ ศาสนาเป็นเรื่องคู่กันกับมนุษย์ เช่นเดียวกันกับสังคมก็เป็นเรื่องคู่กันกับมนุษย์ เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ก็ต้องเข้าอยู่ในสังคมเช่นไร เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ก็ต้องมีศาสนา ถือศาสนาเช่นกัน มนุษย์ไม่อาจอยู่คนเดียวได้ หรือถ้าไปอยู่เสียคนเดียวก็มิใช่มนุษย์บริบูรณ์ เช่นเดียวกับมนุษย์ไม่อาจอยู่โดยไม่มีศาสนา ถ้าอยู่โดยไม่มีศาสนา ไม่ถือศาสนา ก็มิใช่มนุษย์บริบูรณ์

เมื่อศาสนาเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์ และเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้มนุษย์ลุถึงความดีบริบูรณ์เช่นนี้แล้ว คำถามที่น่ากลัวถามตัวเราเอง แต่ละคนและทุกคนก็คือว่า เรารู้ศาสนาของเราหรือไม่ เพียงใด และเราถือศาสนาของเราจริงจังหรือไม่ เพียงใด

 
2. การพัฒนา

เมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้ว ขณะที่ประเทศไทยเรากำลังเริ่ม "พัฒนา" ตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ ระยะ 5 ปีแรก พอพูดถึง "การพัฒนา" เราก็หมายความถึงการที่ชาวบ้านร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจกันทำให้หมู่บ้านของตนดีขึ้น ช่วยกันทำความสะอาดบ้าน ขุดถนน คู คลองในหมู่บ้าน หรือขุดคูคลองระบายน้ำ เข้าไร่เข้านา เพื่อทำการเพาะปลูกให้ดีขึ้น ผลผลิตและรายได้ก็จะเพิ่มพูนขึ้น คนก็จะกินดีอยู่ดี และก็จะพัฒนาขึ้น เราว่ากันอย่างนี้เมื่อปีก่อนโน้น

บัดนี้เรามาถึงสมัยโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (ให้สังเกตว่ามีคำว่า "สังคม" ด้วย) ฉบับที่ 5 แล้ว ไม่ทราบว่าเราพอจะเข้าใจการพัฒนากันได้อย่างถ่องแท้แล้วหรือยัง หรือถ้ายังไม่ถ่องแท้ อย่างน้อยก็เข้าใจดีขึ้นกันแล้วหรือยัง

ถ้าเราถือว่าจุดใหญ่จุดสำคัญของการพัฒนานั้น คือ มนุษย์ และมนุษย์นี้เป็นผู้มีชีวิตอันสลับซับซ้อน หากเราไม่มองให้ทั่ว ดูให้รอบ ก็อาจขาดตกบกพร่องได้ และถ้าเราไม่ยอมแก้ไขข้อที่ขาดตกบกพร่องแล้วไซร้ สิ่งที่เราทำไปเพื่อการพัฒนาก็อาจจะได้ผลไขว้เขว กลายเป็นการทำร้ายหรือทำลายไปก็ได้ ทั้งๆ ที่เรามิได้มีเจตนาเป็นเช่นนั้น


3. ศาสนากับการพัฒนา

ถ้าเรายอมรับว่า ศาสนาเป็นพลังที่ช่วยให้มนุษย์ลุถึงความดีบริบูรณ์ และถ้าเรายอมรับอีกว่า การพัฒนาก็คือ การช่วยมนุษย์ (รวมทั้งตัวเราเอง) ให้ลุถึงความดีบริบูรณ์ด้วย เช่นนี้แล้ว ก็ไม่เป็นการยากที่จะสรุปว่าศาสนาควรจะเป็นพลังในการพัฒนามนุษย์ ศาสนากับการพัฒนา (ที่ถูกต้องแท้จริง) ต้องไปด้วยกัน

ก็น่าจะเป็นเช่นนี้ และควรจะเป็นเช่นนี้

แต่เรา ท่านก็ประสบพบเห็นกันมานักแล้วว่า ในความเป็นจริง เท่าที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ หลายท่านหาได้ยอมลงเอยอย่างที่เรากล่าวมาแล้วข้างต้น

บางคน บางท่าน ก็ปฏิเสธทั้งด้วยวาจา และกิจการ

บางคน บางท่าน ยอมรับด้วยวาจา แต่ในการกระทำก็เป็นไปอีกอย่างหนึ่ง

ก็น่าเห็นใจบุคคลเหล่านี้ที่ยังปฏิเสธไม่ยอมรับ หรือรับบ้าง แต่รับไม่หมด เพราะท่านก็มีเหตุผลของท่าน เหตุผลเท่าที่ฟังมาก็มีอยู่ว่า

ศาสนาเป็นเรื่องของจิตใจ การพัฒนาเป็นเรื่องของวัตถุ

เรื่องศีลเรื่องธรรมเป็นเรื่องของศาสนา เรื่องการพัฒนาเป็นของฝ่ายบ้านเมือง

ศาสนาเกี่ยวกับโลกุตระ การพัฒนายังอยู่ในโลกียะ ฯลฯ เป็นต้น

ทำอย่างกับว่าเราแบ่งแยกมนุษย์ออกได้เป็นชิ้นเป็นส่วน ที่เรียกว่าวิญญาณและร่างกายจิตใจ และวัตถุ ทั้งที่ทั้งสองอย่างนี้สัมพันธ์อยู่ด้วยกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในมนุษย์คนหนึ่ง

ก็น่าเห็นใจผู้ที่ยังยึดมั่นอยู่ในความคิดเช่นนี้ ทั้งนี้ เพราะเขาเหล่านี้อาจมีประสบการณ์ หรือเหตุผลประกอบยืนยันความคิดเช่นนี้อยู่ด้วย น่าเห็นใจและน่าเสียดาย


4. ศาสนาและสถาบันศาสนา

มีผู้กล่าวไว้ว่า ปราชญ์ท่านตั้งสถาบันไว้ให้คนโง่ดำเนินการ คำกล่าวนี้มีความจริงอยู่ไม่น้อย เป็นต้นเมื่อพิจารณาดูสถาบันศาสนาของเรา ที่พระบรมศาสดาได้ทรงตั้งไว้ และเราเป็นใครเล่าที่อาจไปเทียบเคียงกับองค์ศาสดาของเราได้

สถาบัน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์เรา หากเราไม่ยอมรับสถาบัน เห็นจะต้องหนีหน้าเพื่อนมนุษย์ไปอยู่โดดเดี่ยวเดียวดายในถ้ำหรือในป่าเขาลำเนาไพร

ตามความเป็นจริงในชีวิต เราจะแยกศาสนาออกจากสถาบันศาสนามิได้ จะแยกได้ก็แต่ในทางทฤษฎี ในทางความคิด

ผมเชื่อว่า สถาบันมีพลังที่ให้ประโยชน์ แต่ในเวลาเดียวกัน พลังสถาบันนี้ก็อาจให้โทษได้ หากเราไม่ระวังพลังสถาบันที่ผมกล่าวถึงนี้ ได้แก่ "ความเชี่ยวชาญ"

ความเชี่ยวชาญเปรียบเสมือนกระจกโค้งหรือเว้า ที่รวมแสงและความร้อนของดวงอาทิตย์ลงสู่จุดใดจุดหนึ่งทำให้จุดนั้นสว่างจ้า และร้อนลุกเป็นไฟขึ้นมาได้ ส่วนอื่นบริเวณนั้นจะสว่างน้อยลงไป และไม่ร้อนเหมือนจุดนั้น ความเชี่ยวชาญจึงมี "จุดบอด" ส่องสว่างและลุกไหม้แต่เฉพาะจุดนั้นเท่านั้น ที่อื่นสว่างน้อย ไม่เห็น ไม่รู้ ไม่ลุกไหม้

สถาบันศาสนาถือว่าตนเชี่ยวชาญชำนาญในด้านศีลธรรมและด้านจิตใจ จึงมักมุ่งจดจ่ออยู่แต่ตรงนั้นเพียงเท่านั้น ไม่ยอมมอง ไม่ยอมสนใจ ไม่ยอมทำอะไร เกี่ยวกับความเป็นอยู่ในแง่วัตถุในแง่สังคมของมนุษย์ สถาบันศาสนาเช่นนี้จึงมีจุดบอด

เราทุกคนที่มีศาสนาจึงต้องพยายามแก้ไขสถาบันของเรา แก้จุดบอดจุดนี้ในศาสนา และแก้ในสถาบันนี้แหละ อย่าโดดออกไปนอกสถาบันเลย มิเช่นนั้นอาจจะสายล่าช้าไป


5. หลุมพรางในงานพัฒนาของเรา

พวกเราเป็นคนมีศาสนา แล้วยังเป็นผู้นำในศาสนาอีกด้วย เราหันมาสนใจงานพัฒนามนุษย์ก็เพราะอาศัยแรงดลใจของคำสั่งสอนในศาสนา ศาสนามีวัตถุประสงค์จะนำมนุษย์ให้เป็นอิสรเสรีอันแท้จริง เพื่อบรรลุถึงซึ่งความดีบริบูรณ์ และการพัฒนาในความหมายที่แท้จริง ก็มีวัตถุประสงค์ที่จะทำให้มนุษย์แต่ละคนและมนุษย์ทุกคนได้อยู่ดีกินดีสมศักดิ์ศรี และอยู่ด้วยกันในสังคมแบบมนุษย์ สังคมที่มีความเป็นธรรมและเพียบพร้อมไปด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ในฐานะที่เป็นพี่น้องร่วมชาติมนุษย์เดียวกัน เห็นได้ว่าทั้งศาสนาและงานพัฒนาในความหมายที่แท้จริงต่างก็มุ่งช่วยเหลือมนุษย์

การพัฒนามนุษย์นั้นยาก ต้องการเวลา ต้องการมานะอดทนและความเสียสละ เวลาและความอดทนนี่สิจะทำให้เราอดทนไม่ได้ และนี่คือหลุมพรางหนึ่ง เนื่องจากสมัยนี้เขาทำงานแข่งขันกัน ใครดีใครได้ ถ้าเราทำงานโดยยังไม่มีผลให้เขาเห็นทันตา หรือทันกาลเวลา ต้องทำงานแข่งกับเวลาอยู่ อย่างที่ท่านว่าไว้ เราก็จะถูกตราหน้าว่าไม่ได้ทำอะไร หรือหย่อนสมรรถภาพหรือไร้ความสามารถเอาเลย เราจึงต้องพยายามให้ได้ผลทันตาเห็น ให้ผู้ใหญ่ท่านได้เห็น แล้วท่านผู้ใหญ่ส่วนมากก็อยากเห็นผลแบบนี้เสียด้วย และผลอย่างที่ว่านี้ก็มักจะออกมาในรูปวัตถุเสียมาก ทำถนนได้ยาวเท่านั้นเท่านี้กิโลเมตร ทำคลองส่งน้ำได้เท่านั้นเท่านี้ ตั้งเครดิตยูเนี่ยนได้เท่านั้นเท่านี้หน่วย ผลิตข้าวได้เพิ่มเท่านั้นเท่านี้ถัง ฯลฯ แล้วเราก็ชื่นใจและเพลิดเพลินกับผลงานแบบนี้ ส่วนประชาชนจะได้รับผลดีจริงหรือไม่ เท่าใด เราไม่สนใจที่จะสืบดูให้รู้ลึกลงไปให้ลำบากใจ เป็นอันว่าทำงานพัฒนาแล้ว มันสบายใจ ภูมิใจ ฉันมีเกียรติ มีชื่อเสียง ได้เลื่อนขั้นต่อไปก็พอใจแล้ว อนิจจา วัตถุประสงค์ของงานพัฒนามิใช่เพื่อปวงประชาแต่กลายเป็นเพื่ออาตมาไปเสียแล้ว

หลุมพรางอีกหลุมหนึ่ง อันเนื่องมาจากกาลเวลาและความเพียรอดทนของเรา ก็คือความจริงที่ว่า เรานักพัฒนาประชาชนกลายเป็นผู้ดูถูกประชาชนโดยไม่เจตนา หมายความว่าจะคอยให้เขาเข้าใจปัญหาแล้วคิดเองทำเองนั้น กินเวลาไม่ทันใจเรา เราก็เลยคิดให้เขาวางแผนให้เขา และลงมือทำให้เขาเองเสียเลย เร็วดี ตกลงชาวบ้านก็เป็นเสมือน "ควาย" ที่เรามีแต่จูงจมูก มันก็เดินตามอย่างเชื่องช้า

หลุมพรางอีกหลุมหนึ่ง ซึ่งเราควรทราบไว้จะได้ระวังไม่พลาดตกลงไปนั้นก็คือ การเมางาน พูดถึงเมาจะเรียกเป็นโรคหนึ่งก็ยังได้ โรค "เมางาน" โรคนี้มีลักษณะอาการวุ่นวายกับการงานอยู่เสมอ ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง คนแบบนี้ไม่มีวันได้ผลสำเร็จในการงานใดๆ ทั้งสิ้น หากเราท่านผู้สนใจงานพัฒนาและใคร่จะได้ผลสำเร็จให้ประชาชนของเราพัฒนาขึ้นอย่างแท้จริง เราเองก็ต้องมีเวลาหยุดเพื่อศึกษา เพื่อคิดพิจารณาไตร่ตรอง เพื่อรู้ว่าอะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญ รู้จักแบ่งการงานหน้าที่ให้ผู้อื่นรับไปทำ รับไปรับผิดชอบต่อ จะเป็นที่น่าเศร้าหรือน่าขันไม่ทราบ หากเรามัวแต่ทำงานพัฒนาผู้อื่น แล้วงานนั้นกลับทำให้เราด้อยพัฒนาไปทุกที

หลุมพรางอีกหลุมหนึ่ง ที่ผมใคร่จะกล่าวในที่นี้ก็คือ เงินและอำนาจ

เราทุกคนยอมรับว่า ปัจจุบัน เงินเป็นปัจจัยที่เป็นประโยชน์และจำเป็นอันหนึ่ง ซึ่งเราต้องนำมาเป็นเครื่องมือสำหรับพัฒนามนุษย์ แต่เราก็ต้องยอมรับอีกเช่นกันว่า หลายครั้งหลายกรณีเงินกลับเป็นเจ้า เป็นจุดหมายปลายทางไปเสีย มิได้เป็นเครื่องมือ มนุษย์กลับกลายเป็นทาสของเงินไปเสียอย่างน่าเสียดาย นอกจากนี้ก็เป็นที่ยอมรับเช่นกันว่า บรรดาพระสงฆ์องค์เจ้าย่อมเป็นผู้นำกลุ่มชนโดยปริยาย ครั้งเมื่อเราบรรดาพระสงฆ์หันมาสนใจงานพัฒนา คลุกคลีกับงานพัฒนา คลุกคลีอยู่กับการดิ้นรนของชาวบ้านเพื่อให้พวกเขาได้ลืมตาอ้าปากสมเกียรติสมศักดิ์ศรี เราจะพูด จะว่าจะสั่งอะไรชาวบ้าน โดยทั่วไปก็มักจะเชื่อฟังและทำตาม หลุมพรางก็มักจะเกิดขึ้นในตอนนี้ คือ อำนาจอาจมาบวกกับเงินทอง ก็จะเลยกลายเป็นของต้องระวังกันอย่างหนัก สิ่งที่ผมใคร่จะบอกตรงนี้ ก็คือ ให้เรายึดมั่นในหลักงานพัฒนาของเราว่า จุดใหญ่สำคัญของงานของเรา คือ มนุษย์-ชาวบ้าน และเราต้องซื่อตรง ซื่อสัตย์ต่อเขา

เราควรถามตัวเองบ่อยๆ ว่า เราทำงานนี้ตามโครงการนี้ เพื่ออะไร เพื่อชาวบ้านหรือเพื่อตนเอง เพื่อความเจริญพัฒนาของประชาชน หรือว่าเพื่อ "ภาพพจน์" ของเราเอง

เราควรสืบถามหาความจริงอย่างจริงใจดูว่า ชาวบ้านรอบข้างเราและเพื่อนร่วมงานพัฒนาของเรามีความชื่นชม มีความสุขใจหรือไม่ จากการที่เรามาทำงานร่วมกับเขา


6. จุดบอดของนักเครดิตยูเนี่ยน

ผมมีความยินดีที่ท่านสนใจงานพัฒนาแบบเครดิตยูเนี่ยน ที่ยินดีก็เพราะ ผมเห็นว่าแนวคิดการพัฒนาแบบเครดิตยูเนี่ยนได้แพร่หลายไปสู่คนจำนวนมากขึ้น และเข้าไปยังบรรดาพระสงฆ์ของพุทธศาสนาด้วย และอีกอย่างผมก็เป็นผู้หนึ่งที่ยังนิยมชมชอบแนวพัฒนาแบบเครดิตยูเนี่ยน เพราะเห็นว่า เครดิตยูเนี่ยนเป็นปฐมวิธีที่จะปลุกชาวบ้านให้มาเห็นปัญหาร่วมกัน และจะได้ช่วยกันแก้ปัญหาเหล่านั้น เครดิตยูเนี่ยนเป็นเครื่องมือที่ดีอันหนึ่งสำหรับพัฒนามนุษย์

แต่ขออนุญาตให้ผมบอกความจริงอันเกี่ยวกับเครดิตยูเนี่ยนสักอย่าง เป็นความจริงที่ผมได้ประสบมาด้วยตนเอง ความจริงอันนี้ผมขอเรียกว่า "จุดบอด" ของเครดิตยูเนี่ยน

ผมได้กล่าวมาแล้วว่า จุดบอดนี้ผมหมายถึงความเชี่ยวชาญ ความชำนาญ ซึ่งมักจะทำให้เราวกวนอยู่แต่ในวงที่เราเชี่ยวชาญในวงแคบเท่านั้น ไม่ใจกว้างพอที่จะมองดูให้รอบ มองดูให้ทั่ว หมายความว่า เราอย่าขีดขวางเครดิตยูเนี่ยนของเรา เป็นแต่เพียงการฝากสะสมเงิน และกู้ยืมเงินกันในระหว่างสมาชิกเท่านั้น แต่เราต้องขยายวงสนใจและวงงานของเราให้กว้างออกไป สนใจปัญหาอื่นๆ ในสังคม อย่ามัวเพลิดเพลินอยู่กับการสะสมและการกู้เงิน ยอมขยายวงงานให้กว้างออกไป เพื่อให้จิตตารมณ์เครดิตยูเนี่ยนได้รับใช้ประชาชนทุกคน และเรายังต้องยอมรับว่าการฝากสะสมและการกู้เงินเป็นวิธีหนึ่ง ยังมีอีกหลายวิธีซึ่งจะใช้จิตตารมณ์แท้จริงของสหกรณ์ได้ มิใช่ว่ามีแต่เครดิตยูเนี่ยนเท่านั้น


7. มนุษย์-ประชาชนนั่นแหละ คือศูนย์กลางของงานพัฒนา

จากประสบการณ์เล็กน้อยในงานพัฒนาที่ผมทำอยู่ ผมขอยืนยันในความจริงข้อหนึ่งคือ

มนุษย์ - ประชาชนนั่นแหละเป็นจุดสำคัญ เป็นศูนย์กลางของงานพัฒนา มิใช่วัตถุ เงินทองใดๆ ทั้งสิ้น เพราะ วัตถุเงินทองนั้นทำให้เราหลงได้ง่าย ทำให้เราเสื่อมได้ง่าย

มนุษย์ - ประชาชน ต้องเป็นผู้พัฒนาเอง มิใช่เราไปพัฒนาให้เขา

มนุษย์ - ประชาชน ต้องเป็นผู้รู้สึกภูมิใจในศักดิ์ศรีของตนเอง

มนุษย์ - ประชาชนนั่นเองต้องเป็นผู้ลุกขึ้นและบุกบั่นฟันฝ่าไปสู่ความดีบริบูรณ์

ฝ่ายเราที่เรียกว่าเป็นนักพัฒนา ที่เป็นผู้นำทางศาสนา เราเป็นเพียงเพื่อนที่อยู่เคียงข้างประชาชนเหล่านี้เพื่อที่จะได้ลุถึงความดีบริบูรณ์ด้วยกัน เพราะเราก็ต้องการพัฒนาด้วยเช่นกัน

เรานักการศาสนามักจะไม่ห่วงใยนักว่า สมัยนี้คนเสื่อม ประชาชนเสื่อม เพราะห่างไกลศาสนา

แต่ผมขอกล่าวว่า ศาสนาจะเสื่อมก็เพราะห่างไกลประชาชน


อุบลราชธานี วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2524


ที่มา : จากหนังสือ ศาสนาพลังพัฒนามนุษย์ ปี 2529

 

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >