หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow อยู่กับปวงประชา arrow การพัฒนาจากภายใน : พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์
หน้าหลัก
รู้จักยส
ข่าวย้อนหลัง
ค่ายยุวสิทธิมนุษยชน
อยู่กับปวงประชา
สิทธิมนุษยชนสนทนา
ข่าวด้านสิทธิฯ / landmine
ผู้ไถ่ : รายงานสถานการณ์
การศึกษาเพื่อสิทธิ&สันติภาพ
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
กิจกรรม ยส.
คลังภาพ ยส.
เว็บบอร์ด ยส.
สมุดเยี่ยม
ติดต่อ ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
Facebook ยส.

ยส. (ยุติธรรมและสันติ)



จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 28 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 104:"พลังครอบครัวเข้มแข็ง สร้างสังคมยั่งยืน"

 วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ ๑๐๔ 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 2 และ3

 หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร
ภาคที่ 2 และ3
 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 1

หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร ภาคที่ 1



หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือแปล
Jesus CEO :
พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ



หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา


พระสมณสาสน์ความรักในความจริง : Caritas in Veritate

หนังสือแปล
Caritas in Veritate :

พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง



โปสเตอร์ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ พ.ศ.2532

โปสเตอร์
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
แห่งสหประชาชาติ
พ.ศ.2532


เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCI

ACPP - Hotline Asia


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

หน่วยงานองค์กรคาทอลิก

การพัฒนาจากภายใน : พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ พิมพ์
Friday, 17 December 2010

การพัฒนาจากภายใน

พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์

เมื่อพระสังฆราชแย๊ป ได้ขอร้องให้ข้าพเจ้าส่งบทความเรื่อง "ลำดับก่อนหลัง และแนวทางในการพัฒนา" ที่พระศาสนจักรคาทอลิก โดยเฉพาะสำนักงานเพื่อการพัฒนาคน (Office for Human Development) ได้ร่างขึ้น ตอนแรกข้าพเจ้าคิดว่ามันคงง่ายดี แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ ข้าพเจ้าต้องระดมความคิด และพลังทั้งหมดร่างขึ้น และเมื่อเห็นบทสรุปของภาคปฏิบัติ ข้าพเจ้าก็ยังรู้สึกอึดอัดใจมากขึ้น

ประการแรกที่สุด การร่าง "แนวทางและลำดับงานของงานพัฒนาอย่างเป็นทางการ" ของพระศาสนจักรคาทอลิกไม่ใช่ของง่าย เพราะพระศาสนจักรเองก็เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และประการต่อมาสำนักงานพัฒนาคน ก็ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น

กระนั้นก็ดี ข้าพเจ้าอาจจะเสนอ "แนวทางในการพัฒนาคน" ได้ แต่ข้าพเจ้าต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เวลาและประสบการณ์ยังไม่ได้พิสูจน์แนวความคิดนี้เลย อย่างไรก็ดีเมื่อข้าพเจ้าปรึกษากับหลายคนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ข้าพเจ้าก็แน่ใจว่า แนวคิดอันนี้คงจะไม่ห่างไกลจากความเป็นจริงมากนัก


จำต้องเปลี่ยน

เมื่อพูดถึงการพัฒนา ในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เราท่านก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ทศวรรษแรกของการพัฒนาขององค์การสหประชาชาติ ต้องประสบกับความล้มเหลวอย่างน่าเศร้าสลด ทั้งนี้มิได้หมายถึงความเจริญทางด้านเทคโนโลยี การเพิ่มผลผลิตและรายได้ หรือการปรับปรุงบ้านเมืองให้ดีขึ้น เพราะ "ความเจริญ" เหล่านี้ มิได้ช่วยขจัดปัญหาต่างๆ ของมนุษย์เลย ไม่ได้ช่วยขจัดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ไม่ได้แก้ปัญหาคนว่างงาน ไม่ได้แก้ปัญหาประชากร ไม่ได้แก้ปัญหาความหิวโหย... "ความเจริญ" ดังกล่าวช่วยขจัดปัญหาความไม่สมดุลของระบบเศรษฐกิจของโลกหรือ ข้าพเจ้าคิดว่าไม่ และหลายคนในที่นี้ คงจะเห็นพ้องกับข้าพเจ้าด้วย

ทศวรรษที่สอง ก็เช่นเดียวกัน แม้จะผ่านมาเพียงครึ่งทาง แต่ปัญหาด้านสังคมและเศรษฐกิจ ก็ยังมีอยู่ทั่วไป และยังคุกคามต่อไปอีก เพราะเหตุผลด้านการเมือง

เราจึงกล้าสรุปได้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ที่องค์การสหประชาชาติได้อุทิศเพื่องานพัฒนาคน ความพยายามต่างๆ แทบจะไม่ได้ผลเลย และสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง เมื่อประชาชาติทั้งหลาย ต่างก็แสดงความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจ, การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมและการเมืองที่อยุติธรรม, การเปลี่ยนแปลงนโยบายระหว่างชาติ, การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการครองชีพ ฯลฯ


พระศาสนจักรกับการเปลี่ยนแปลง

เมื่อมาคำนึงถึงสภาพการณ์อันสับสนของโลกมนุษย์ พระศาสนจักร และองค์การต่างๆ ในสังคม มิอาจนิ่งดูดายได้ เวลาได้มาถึงแล้ว ที่บทบาทพระศาสนจักรในฐานะ "เกลือของโลก" "แสงสว่างของโลก" "เชื้อแป้ง" จะถูกทดสอบและท้าทาย ความจริงพระศาสนจักรเองก็ได้เริ่มทำอะไรบางอย่างอยู่แล้ว แม้จะไม่ใหญ่โตนัก

สมณสาสน์ Mater et Magistra และสมณสาสน์ Pacem in Terris ของสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ที่ 23 สมณสาสน์ Populorum Progressio ของ พระสันตะปาป ปอล ที่ 6 พระธรรมนูญว่าด้วย "พระศาสนจักรในโลกสมัยนี้" ของสังคายนาวาติกันครั้งที่สอง และเอกสาร "ความยุติธรรมในโลก" ของสังฆสภา ปี 1971 ล้วนแสดงถึงความห่วงใยของพระศาสนจักรต่อสถานการณ์ดังกล่าว

ข้าพเจ้าใคร่ขอยกเอาตอนสุดท้ายของคำนำของเอกสาร "ความยุติธรรมในโลก" มากล่าวในที่นี้

"กิจการใดๆ ที่กระทำไปเพื่อให้เกิดความยุติธรรมและการเข้ามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงโลก เป็นส่วนจำเป็นส่วนหนึ่งของการประกาศข่าวดี หรือถ้าจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พระศาสนจักร มีภารกิจในการกอบกู้มนุษย์จากสภาพบีบคั้นต่างๆ"

ด้วยเหตุนี้เอง องค์การต่างๆ ของพระศาสนจักรจึงหันมาสนใจทำงานเพื่อการพัฒนามนุษย์ ด้วยแรงจูงใจอันนี้แหละพระศาสนจักรจึงขยายความหมายของคำว่า "อภิบาล" (Pastoral) ที่ครอบคลุมกิจกรรม และโครงการต่างๆ ในทางโลก

เมื่อพระศาสนจักรลงมือทำงานเพื่อยกฐานะมนุษย์ เพื่อพัฒนามนุษย์ทั้งครบ พระศาสนจักรก็ต้องเจอปัญหาต่างๆ ร้อยแปดพันเก้าของมนุษย์ ผู้กำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตน แต่พระศาสนจักร ก็สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เพียงครึ่งเดียว ในงานสังคมสงเคราะห์ งานสังคมพัฒนา และอื่นๆ พระศาสนจักรเชื่อว่า โดยการทำงานเพื่อสังคม ก็จะสามารถนำเอาความรักของพระคริสต์ลงปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้ พระคริสต์ผู้ทรง "สงสารประชาชนที่พบความยากลำบากต่างๆ" พระศาสนจักรหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โดยการร่วมในความทุกข์ยากนั้น ก็จะมีส่วนในการยกศักดิ์ศรีของมนุษย์ขึ้น

กระนั้นก็ดี ในการทำตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย คือ ไถ่กู้โลก ไถ่กู้มนุษย์ทั้งครบ พระศาสนจักรจะต้องกระทำไปด้วยจิตตารมณ์แห่งความยุติธรรมด้วย พระศาสนจักรจะต้องไม่เป็นเพียงชาวสะมาริตันผู้ใจดี แต่จะต้องเป็นชาวสะมาริตันที่ดีกว่าโดยมองให้ลึกถึงรากเหง้าของปัญหาต่างๆ ซึ่งบีบคั้นประชาชน ดังนั้นงานของพระศาสนจักรจึงต้องก้าวต่อไปให้ลึกลงไป ต้องสนับสนุนการเรียกร้องของปวงชน เพื่อการปฏิรูปทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ พระศาสนจักรจะต้องแสดงตัวเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดแจ้งต่อความอยุติธรรมต่างๆ แม้จะต้องถูกประณามว่าเกี่ยวข้องกับ "ทางโลก" มากเกินไป การที่พระศาสนจักรมีส่วนสนับสนุนและมีส่วนร่วมในขบวนการกอบกู้ที่ต่อสู้กับโครงสร้างอันไม่ยุติธรรมในทางเศรษฐกิจการเมืองอย่างเปิดเผยนั้น ทำให้บุคลากรของพระศาสนจักรต้องเสี่ยงกับการถูกจับกุม ถูกคุมขังหรือเนรเทศ หรือแม้กระทั่งถูกฆ่า

อย่างไรก็ดี โปรดอย่าเข้าใจผิด สิ่งที่พูดมามิใช่เป็นความคิดของพระศาสนจักรทั้งหมด เพราะแม้แต่ในพระศาสนจักรเองก็ยังมีความขัดแย้งกัน ทำให้การดำเนินการต่างๆ เพื่อความยุติธรรมเป็นไปอย่างไม่ราบรื่น


วิกฤตการณ์ในพระศาสนจักร

เมื่อพระศาสนจักรเริ่มทำงานในการสร้างสังคมใหม่ ก็ต้องเผชิญกับปัญหามากมายถึงกับสั่นคลอนความคิดเรื่องสังคมและเศรษฐกิจใน โลกปัจจุบัน ได้สร้างความวุ่นวายให้กับพระศาสนจักรพอสมควร รู้สึกว่ามีการขัดแย้งระหว่างสองสิ่งเสมอ กล่าวคือ ระหว่าง "ศักดิ์สิทธิ์" กับ "ไม่ศักดิ์สิทธิ์" "จิต" กับ "วัตถุ" "ทางธรรม" กับ "ทางโลก" "การแพร่ธรรม" กับ "การพัฒนา" "การไถ่บาป" กับ "การช่วยให้รอดพ้น" เรากำลังหาความสมดุลในระหว่างความคิดสองจำพวก ซึ่งดูเหมือนว่า ขัดแย้งกันและเรากำลังพยายามรวมทั้งสองเข้าด้วยกัน แทนที่จะเน้นความแตกต่าง

เทวศาสตร์ได้ทำการศึกษาพิจารณาการแตกแยกนี้ เราคงจะจำได้ว่า สังคายนาวาติกันครั้งที่สอง ได้เสนอแนะวิธีเข้าหาทางเทวศาสตร์ใหม่ๆ หลายวิธี วิธีการเหล่านี้หลายวิธีแม้จะเป็น "อุดมคติ" มากกว่า ยังไม่อาจเป็นแนวทางสำหรับการกระทำได้ และจะทำให้เกิดความวุ่นวายมากขึ้น กล่าวคือ ระหว่างผู้ที่ต้องการเอาทฤษฎีเหล่านี้ลงปฏิบัติอย่างจริงจังกับผู้ที่ไม่ อยากทำเลย สิ่งหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์นี้แย่ลงก็คือ ผู้ใหญ่ในพระศาสนจักรเป็นจำนวนมาก ยังกลัวความคิดใหม่ๆ เหล่านี้ และยิ่งเมื่อเรื่องการเมืองเกี่ยวข้องด้วยแล้ว ก็ยิ่งกลัวหนักเข้าไปอีก

ยังมีปัญหาอื่นอีกหลายปัญหา ที่กำลังกัดกร่อน "ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของพระศาสนจักร" ปัญหาเรื่อง "ผู้นำ" ปัญหาเกี่ยวกับคำสอนของพระศาสนจักรว่า สอดคล้องกับความเป็นจริงไหม ปัญหาเกี่ยวกับสงฆ์สึก ชีสึก ปัญหากระแสเรียกเป็นชีสงฆ์ลดน้อยลง

อีกอย่าง พระศาสนจักรถูกประณามว่า เข้ากับพวกที่บีบคั้นคนจน ว่าใช้ระบบ "เจ้าพ่อ" ส่งเสริมการ "กลับใจ" ส่วนตัว แต่ไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ประกาศเรื่อง "ความรัก" แต่ไม่ทำอะไรเพื่อทำให้เกิดความยุติธรรมขึ้น และอื่นๆ

จึงสรุปได้ว่า พระศาสนจักรกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์อย่างหนัก

รู้สึกไม่มีความอบอุ่น ความมั่นคงอย่างที่เคยมีในอดีตและซ้ำร้ายรู้สึกว่า ต้องต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอด

แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ เราก็ไม่ต้องตกใจเพราะเรายังเชื่อและวางใจในพระองค์ผู้ทรงเอาชนะโลกแล้ว

เราเชื่อว่า ปัญหาเหล่านี้ คือ เครื่องหมายของความเจริญเติบโต เพราะพระศาสนจักรเองก็กำลังจาริกแสวงหาความครบครันอยู่

อย่างไรก็ตาม พระศาสนจักรพร้อมกับทุกผ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องเยียวยารักษาโรคของสังคม มนุษย์ปัจจุบัน เท่าที่จะทำได้ แม้แต่น้อยนิด แต่ทำได้ไหม หลายคนอาจจะบอกว่า "ให้หมอรักษาตัวเองก่อน"

พระศาสนจักรจะต้องหาทางออกให้ได้


เปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจ... เปลี่ยนชีวิต

คุณพ่อบาลาสุริยา แห่งศรีลังกา ได้เขียนไว้ในบทความหนึ่งของท่านว่า "ทุกวันนี้ จำเป็นที่จะต้องมาคิดพิจารณาเสียใหม่ เกี่ยวกับบทบาทของพระศาสนจักร วิธีการเป็นพยาน และความคิดเรื่องการแพร่ธรรม หลายครั้งพระศาสนจักรได้เป็นพยานในทางที่ตรงกันข้ามกับพระวรสาร แม้ว่าบางครั้งจะสามารถขยายจำนวนสมาชิกได้ ด้วยเหตุนี้ จำเป็นที่คริสตชนจะต้องสร้างความยุติธรรมในสังคม แต่เราไม่อาจกระทำการใดๆ เพื่อความยุติธรรมได้ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในตัวเรา"

นี่แหละคือ ต้นตอของปัญหา - การเปลี่ยนชีวิต ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจเพื่อจะทำงานกับประชาชนได้มากกว่า

ข้าพเจ้าขอเรียกสิ่งนี้ว่า "การพัฒนาจากภายใน"

ถ้าพระศาสนจักรไม่ได้ทำสิ่งนี้แล้ว ภารกิจของพระศาสนจักรในโลกนี้จะไม่สำเร็จแน่นอน

ถ้าพระคริสต์ พระวจนาตถ์ ได้เสด็จมาเพื่อให้ชีวิตแก่โลก พระศาสนจักรก็จะต้องมอบชีวิตให้แก่โลกด้วย หากยังสัตย์ซื่อต่อภารกิจของตัวเองอยู่

เมื่อพูดถึง "พระวจนาตถ์" และ "ชีวิต" ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึง "เมล็ดพืช" ซึ่งพระคริสต์ทรงเรียกว่า เป็นพระวาจาของพระเจ้า (มธ.๑๓:๙) พระวาจานี้เป็นทั้งชีวิต และพลัง เพราะพระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งโดยทาง "พระวาจา" นี้ (ยน 1:3) พระวจนาตถ์ ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และทรงทรมานจนสิ้นพระชนม์ เพื่อไถ่โลกให้ชีวิตใหม่โลก

พระศาสนจักรคือ "เมล็ดผักกาด" ด้วยซึ่งเป็นเมล็ดเล็กๆ แต่มีชีวิตได้ (มธ 13:31-32) เพื่อจะให้ชีวิตแก่คนอื่นได้ พระศาสนจักรก็ต้องมี "ชีวิต" อยู่ในตัวเองเสียก่อน และชีวิตนี้ จะมาจากพระวจนาตถ์ ปฐมเหตุแห่งชีวิต และพลังงาน พระศาสนจักรจะต้องเสาะหาชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังจากพระวาจา ผู้ทรงเป็นแรงดลใจและกำลัง แต่เพื่อเมล็ดนี้จะมีชีวิตและประสาทชีวิตให้คนอื่น มันจะต้องตกลงในดิน และตาย (ยน 12:24) กล่าวคือ ขจัดสิ่งต่างๆ ที่ไม่จำเป็นสำหรับชีวิต และเสี่ยงออกมาจากเกราะของตัว เผชิญกับความยากลำบาก และอันตราย และวิกฤตการณ์ต่างๆ ในขณะที่กำลังเติบโต

ในทำนองเดียวกัน พระศาสนจักรก็จะต้องตกลงบนพื้นดิน ทำการชำระล้างตนเองจากสิ่งที่ไม่จำเป็น สิ่งที่ทำให้ตัวเองแยกจากประชาชน และออกไปเผชิญโลกอย่างกล้าหาญตามอย่างของพระคริสต์พระวจนาตถ์ที่รับเอาการ ร่วมในความทุกข์โศกและความยินดีกับปวงชน ถ้าทำเช่นนี้ จึงจะสามารถประสาทชีวิตแก่คนอื่นได้

การทำเช่นนี้ ก็หมายความว่าเป็นการเจริญรอยตามพระบาทของพระอาจารย์เจ้าพระคริสตเจ้านั่น เอง ข้าพเจ้าเชื่อว่าไม่มีทางใดอื่น ที่เป็นทางแห่งการพัฒนาที่แท้จริง, ทางแห่งการไถ่ และปลดปล่อยที่แท้ นอกจากทางนี้ทางเดียว คือ การไถ่กู้มนุษย์โดยพระคริสต์

ที่จริงแล้ว นักบุญเปาโลก็ได้กล่าวถึงเรื่องนี้เช่นกัน ในบทจดหมายถึงชาวฟิลิปปี นักบุญเปาโล สอนเราว่า "ท่านควรจะมีน้ำใจเช่นเดียวกับพระคริสต์ พระองค์ทรงมีพระลักษณะของพระเจ้า แต่ก็มิได้กระทำตนเสมอพระเจ้า พระองค์กลับสละทุกสิ่งหมด มารับสภาพอย่างทาสพระองค์เสด็จมาในรูปมนุษย์เป็นมนุษย์ทุกประการ พระองค์ทรงถ่อมพระองค์ลง ดำรงชีวิตและเชื่อฟังพระเจ้าเต็มที่ แม้ว่าพระองค์จะต้องตายเพราะทำเช่นนี้ก็ตาม พระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพราะเหตุนี้แหละ พระเจ้าจึงให้พระองค์ฟื้นขึ้นมา ทรงยกพระองค์ขึ้นสูงเลิศ และประทานนามที่ใหญ่ยิ่งกว่านามอื่นๆ ให้เพื่อว่านามนั้นจะเป็นเกียรติแก่พระเยซูเหนือทุกสิ่งในสวรรค์และในโลก และในที่ลึกของโลกนี้ ทุกคนจะประกาศอย่างเปิดเผยว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเป็นเจ้า เพื่อพระเจ้าผู้เป็นพระบิดา จะได้รับเกียรติ" (ฟป 2:5-11)

ขั้นแรก จะต้องมีการ "สละตัวเอง" ซึ่งเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนา และการช่วยให้รอดพ้น มันหมายความว่า จะต้องปลดเปลื้องทุกสิ่งที่ไม่เป็นที่ต้องการหรือสิ่งกีดขวางต่อการเข้าถึง ประชาชนอย่างแท้จริง จะต้องเป็นการปลดเปลื้องตัวเองจากค่านิยมด้านเกียรติยศ ชื่อเสียง ความเป็นเจ้าเป็นนาย ความเห็นแก่ตัว ความใจแคบ ความสันโดษ และอื่นๆ

ต้องมีการ "จุติ" ซึ่งหมายความถึงว่า พระศาสนจักรต้องเป็นส่วนหนึ่งของประชาชนที่พระศาสนจักรรับใช้อยู่ ต้องเป็นหนึ่งเดียวกับประชาชน ถือตามวัฒนธรรมของประชาชน และมีชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนด้วยการพัฒนาจากภายใน รวมความถึงความจำเป็นที่จะต้องรับทรมานและความตาย สิ่งนี้ จะทำให้เรากล้าหาญที่จะเผชิญกับปัญหาและความขัดแย้งซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ เราก็ไปมีส่วนในการพัฒนาสังคม นี่เป็นการยืนยันคำพูดที่ว่า "การปลดปล่อยและช่วยให้รอดพ้นนั้น จำเป็นต้องประกอบด้วยกิจกรรมและการทรมาน" และท้ายสุด จะต้องมีการ "คืนชีพ" ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจ มีชีวิตใหม่ เป็นชีวิตที่อยู่กับคนอื่น และเพื่อผู้อื่น สิ่งนี้จะทำให้พระศาสนจักรมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อความยุติธรรม มีภาพพจน์ที่กว้างต่อมนุษยชาติ และที่สำคัญที่สุด คือ มีความกล้าหาญที่จะเป็นพยานยืนยันถึงพระคริสต์ ผู้ซึ่งทรงเป็นแก่นของการเป็นคริสตชน ถ้าหากเราไม่เป็นพยานถึงพระคริสต์อย่างแท้จริงแล้ว มันก็เหมือนกับคำพูดของมหาตมะคานธี ที่เคยพูดไว้ว่า "ผมรักพระคริสต์ของคุณ แต่ผมไม่รักความเป็นคริสตชนของคุณ ด้วยว่า คุณไม่เหมือนพระคริสต์ของคุณเลย"

ข้าพเจ้ามั่นใจอย่างแน่นอนว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่โลกกำลังต้องการจากเรา การพัฒนาจากภายใน ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา และวิถีการดำเนินชีวิตของเราให้เหมือนกับพระคริสต์ ถ้าพระคริสต์อยู่ในเรา ความนึกคิดและทัศนคติของเราก็เป็นเหมือนความนึกคิดและทัศนคติของพระองค์ และเราก็จะมีจิตตารมณ์ของพระคริสต์ด้วย ทัศนคติของเราต่อความยุติธรรม ต่อการช่วยให้รอดพ้น ต่อสันติภาพและความรักก็จะมีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ไม่สั่นคลอน และมีพลังเพื่อผูกพันตัวเราเองอย่างจริงจังในกิจกรรมด้วย เหล่านี้แหละทำให้พระศาสนจักรพร้อมที่จะมีส่วนผูกพันอยู่ในสังคมเศรษฐกิจ และการเมืองอย่างจริงจัง


การเป็นพยานยืนยันย่อมหมายถึงการเสี่ยง

สิ่งสำคัญในการยืนยันถึงพระคริสต์ และความซื่อสัตย์ต่อภารกิจในการไถ่กู้โลกของเราก็คือ การเสี่ยง

แล้วอะไรคือการเสี่ยง? ในพจนานุกรม การเสี่ยง หมายความว่า การกระทำการใดๆ ก็ตาม ที่อาจจะได้รับผลทั้งทางดีและทางไม่ดี แต่ในความหมายของพระศาสนจักร มันมีความหมายพิเศษกว่านั้นอีก

ในชั้นแรก พระศาสนจักรจะต้องพร้อมเสมอที่จะผจญภัยในทิศทางที่มั่นใจว่าจะช่วยพัฒนา มนุษย์ได้ ซึ่งอาจหมายถึงการเลือกวิถีทางแม้จะไม่แน่ใจว่า จะไปทางไหน หรือการปรับตัว ซึ่งอาจจะเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างจากอดีต แต่จำเป็นต่อความต้องการในปัจจุบัน การเสี่ยงนี้เรียกร้องให้พระศาสนจักรดูนิมิตหมายแห่งกาลเวลา สามารถที่จะทราบถึงพระประสงค์ของพระเป็นเจ้า และมีใจกว้างก็จะเลือกเอาวิธีการต่างๆ

ความหมายอีกอย่างของการเสี่ยงของพระศาสนจักรคือ ความพร้อมและความเต็มใจที่จะไม่ได้รับความมั่นคงปลอดภัย ที่จะมีความไม่แน่นอน และแม้จะต้องสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป มันมีความหมายมากว่านั้นอีก กล่าวคือ จะต้องยินยอมรับความเสื่อมความนิยม การต่อต้าน การถูกปฏิเสธ ความเจ็บปวด และแม้แต่ความตายด้วย

นอกนั้น การเสี่ยงยังต้องเต็มไปด้วยความเชื่อและความหวังในพระเป็นเจ้า ผู้ซึ่งทรงเรียกเราให้ทำตามพระประสงค์ของพระองค์ ตัวอย่างเช่น อับราฮัมถูกเรียกออกจากดินแดนของตนเองไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญาซึ่งเขาไม่ รู้จัก และเขาไปก็ไป (ปฐก 12: 1-3) ดังเช่น เปโตรออกเรือ และลงอวน จับปลาตามที่พระเยซูเจ้าทรงสั่ง (ลก 5 : 4-5) และตอนที่เขากระโจนลงไปในทะเลเมื่อจำเสียงเรียกของพระอาจารย์ได้ (ยน 27:7) ทั้งอับราฮัมและเปโตรได้เสี่ยง เพราะว่าเขามีความเชื่อมหาศาลในพระเจ้า และมีความหวังอย่างมั่นคงในพันธสัญญาของพระเจ้า

กล่าวโดยย่อ การเสี่ยงนั้น จะต้องประกอบไปด้วยชีวิตแห่งความเชื่อ และความหวังยิ่งใหญ่ ชีวิตที่ไม่ได้อยู่กับความสุขสบายและความปลอดภัย มันเป็นการท้าทายชนิดหนึ่ง

มาถึงจุดนี้ ข้าพเจ้าขอยกเอาความตอนหนึ่งจากเอกสาร "พระศาสนจักรกับการเปลี่ยนแปลง" ซึ่งสนับสนุนความคิดของข้าพเจ้า

"ผู้ใดกลัวการขัดแย้ง ก็ไม่สมควรที่จะร่วมอยู่ในสังคมคริสตชนได้ แท้จริงแล้วเขาไม่ควรที่จะร่วมอยู่ในพระศาสนจักรเสียด้วยซ้ำไป เพราะพระศาสนจักรต้องเป็นองค์กรเพื่อการขัดแย้งที่แท้จริง เข้าไปอยู่ในสภาพการณ์ที่ประชาชนมีความทุกข์ยากและถูกกดขี่ ประกาศข่าวดี ถึงความรักยิ่งใหญ่ของพระเจ้าต่อประชากรทุกคนของพระองค์ เรียกร้องให้ประชาชนลงมือแก้ปัญหาเถอะ และท่านเองจะเป็นผู้ก่อความยุ่งยากขึ้นอย่างหนีไม่พ้น คริสตชนจำต้องเดินตามรอยเท้าของพระอาจารย์เจ้า ผู้ซึ่งชีวิตและคำสอนของพระองค์ มิได้เพียงก่อให้เกิดการขัดแย้งเท่านั้น แต่ต้องรับทรมานและตายบนกางเขนด้วย"

บางท่านอาจจะถามว่าพระศาสนจักร ผู้ซึ่งต้องเป็นไปตามแบบฉบับของพระคริสต์ ผู้ซึ่งต้องการที่จะประกาศข่าวดีของพระองค์ ผู้ซึ่งจะต้องเป็นพยานยืนยันถึงพระองค์ พระศาสนจักรนี้ สามารถที่จะเจริญชีวิตที่แตกต่างไปจากพระองค์ได้ละหรือ?


การคิดคำนึง และการกระทำ

กลือ เชื้อแป้ง แสงสว่าง และชีวิต - ทุกสิ่งจะมีความหมาย ถ้ามันทำงาน เกลือทำหน้าที่ดอง แสงก็ส่องสว่าง เชื้อแป้งก็ทำให้ฟู และชีวิตก็ทำให้เกิดชีวิตขึ้น นั่นหมายถึงการกระทำ ที่เรียกร้องให้เลิกการวางแผนแบบกว้างๆ และทฤษฎีบนแผ่นกระดาษ ซึ่ง "ไม่ได้ช่วยประชาชนผู้ซึ่งกำลังดิ้นรนที่จะทำให้ความเชื่อของพวกเรามีความ หมายต่อปัญหาในปัจจุบัน"

การกระทำ หรือกิจกรรมนั้น ควรจะต้องเกิดขึ้นจากพลังภายในซึ่งออกมาจากชีวิตสนิทสนมกับพระคริสต์ของเรา

เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เกลืออาจจะจืด แสงอาจไม่สว่าง เชื้อแป้งอาจจะไม่ทำให้แป้งฟู และชีวิตอาจจะไม่มีความเข้มแข็ง เราไม่สามารถมีความเข้มแข็ง กระฉับกระเฉง ความคิดอ่าน และชีวิตได้ นอกจากรับจากพระวจนาตถ์ ของพระเจ้าผู้ซึ่งเป็นแหล่งแห่งชีวิต และพลังที่ไม่ดับสูญ เราจะได้รับชีวิตและพลังนี้ก็โดยการคิดคำนึงถึงพระวาจาของพระเจ้า และทำให้ชีวิตมีความหมายมากขึ้น โดยการเสี่ยงที่จะกระทำลงไป มันเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในระหว่างการคิดคำนึงและกระทำของเรา ผลกระทบนี้ต้องเกิดกับประชาชน จึงจะพัฒนาและปลดปล่อยตัวเราเอง, ประชาชนรอบๆ ตัวเราและสังคมมนุษย์ทั้งหมด

โดยที่มันเป็นขบวนการปะทะสังสรรค์ระหว่างการคิดคำนึงและการกระทำ ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นการไร้ประโยชน์ที่จะมาถกเถียงกันว่าอะไรควรจะทำก่อนทำหลัง ระหว่างการกระทำหรือการคิดคำนึง บางคนก็เริ่มการกระทำก่อน แล้วจึงคิดคำนึง แต่บางคนก็อาจจะทำกลับกัน แต่ทั้งการกระทำและการคิดคำนึงควรจะไปพร้อมกัน ไม่แยกจากกัน


ความหมายและข้อปฏิบัติ

จากความคิดที่ว่า พระศาสนจักรเป็นเมล็ดผักกาด, เกลือ และเชื้อแป้งของโลก ดังนั้น หน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ก็ตามมา คือ

1. พระศาสนจักรต้องลงไปอยู่บนโลก และปะปนกับโลก

2. พระศาสนจักรจะต้องถูกปิดบัง หรือแม้แต่จะต้องถูกฝังไว้ในดิน เพื่อที่จะตายและละลายไป และจะได้ทำให้ตัวเองบริสุทธิ์ จากสิ่งที่ไม่จำเป็น และสิ่งกีดกัน เพื่อจะได้มาซึ่งความสดชื่น กระชุ่มกระชวย และมีชีวิตชีวา

3. พระศาสนจักรจะต้องค่อยๆ เติบโตเป็น พุ่มไม้และต้นไม้เพื่อนกในอากาศจะได้มาทำรังบนกิ่งก้านได้" หรือ จนกว่ามนุษย์ทุกคนจะถูกเจือปนไปด้วยเชื้อแป้ง

สิ่งเหล่านี้ และหน้าที่อื่นๆ เรียกร้องให้พระศาสนจักรก่อนใดอื่น

1. พัฒนาและปรับปรุงเทวศาสตร์เกี่ยวกับชีวิตจริงเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับ ผู้นำ และบรรดานักบวชของพระศาสนจักร เทวศาสตร์เกี่ยวกับชีวิตจริงนี้ เรียกร้องให้พระศาสนจักรลงจากบัลลังก์แห่งสิริมงคล จากความยิ่งใหญ่และเหนือผู้อื่น จากปราสาทราชวังความสะดวกสบายและฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยแห่งชีวิต เพื่อที่จะอาศัยและอยู่กับประชาชนคนธรรมดา

2. พัฒนาและปรับปรุงการเปิดตัวต่อโลก, เปิดต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน ต่อความต้องการปัจจุบันของประชาชนเพื่อศาสนจักร จะได้เห็นนิมิตหมายแห่งกาลเวลา พระศาสนจักรจำต้องเปิดตัวต่อแสงสว่างที่แท้จริงของพระวจนาตถ์ เพื่อว่าโดยอาศัยแสงนี้และโดยความเชื่อ พระศาสนจักรจะได้สามารถที่จะเข้าใจนิมิตหมายที่แท้จริงของพระเจ้าและพระ ประสงค์ของพระองค์ในเหตุการณ์นั้นๆ และมองหาทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นทางปฏิบัติแบบมนุษย์ครบครัน การเปิดตัวนี้ เพื่อให้มีประสิทธิภาพดียิ่งควรจะเป็นไปสำหรับทั้งสองพวกคือ

    ก. สำหรับสมณสภาของพระศาสนจักร เพื่อว่าสมณสภานี้สามารถที่จะเข้าถึงปัญหาที่แท้จริงและสามารถกระทำการหรือ อนุญาตให้ผู้อื่นกระทำการอย่างจริงจังและมั่นคง เพื่อให้บรรลุผลดังกล่าว เราขอให้มีการประชุมสัมมนาผู้นำพระศาสนจักรในที่ๆ ใกล้กับชีวิตจริงของประชาชน

    ข. สำหรับผู้ที่ออกทำการ เพื่อเขาจะได้ไม่หมกมุ่นในงานจนเกินไป แต่ให้เขาเบิกบานและกระปรี้กระเปร่าขึ้นด้วยโดยพระวจนาตถ์

3. ซ่อนตัว และแม้แต่จะต้องฝังพระศาสนจักร เพื่อจะได้ละลาย และตาย, ทำตัวเองให้บริสุทธิ์จากอภิสิทธิ์ต่างๆ จากชีวิตสะดวกสบายและฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย และดังนั้นพระศาสนจักรจะได้มีชีวิตหัวใจ และความตั้งใจที่บริสุทธิ์ ความเค็มจัดและความเข้มแข็งที่แผ่ไปทั่วของเชื้อแป้งที่แท้จริง ก้าวแรกที่จะต้องทำก็คือ ให้การบริหารด้านการเงินอยู่ในมือของฆราวาสทั้งชายหรือหญิง และอนุญาตให้เขาเหล่านี้ ร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของพระศาสนจักรมากยิ่งขึ้น

4. ให้พระศาสนจักรก้าวออกมา และเจริญเติบโต โดยการกระทำร่วมกับประชาชนทุกคน โดยเริ่มจากกลุ่มเล็ก, ค่อยๆ ส่งเสริมและป้องกันปลูกฝังคุณค่าที่แท้จริงของเกียรติ และศักดิ์ศรีของมนุษย์ ความรักความยุติธรรมรวบรวมเขาให้รู้จักช่วยปลดปล่อยตัวเองจากเครื่อง พันธนาการทุกชนิด และการกระทำเช่นนี้จะต้องเป็นการกระทำที่รวมกันคือ มันต้องเป็นกิจกรรมของกลุ่มและความร่วมมือระหว่างกลุ่มต่างๆ ในทุกระดับและฐานะ เพื่อมันจะได้เป็นกิจกรรมแห่งโลก เพื่อขจัดผู้ที่ต้องการเป็นใหญ่ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และนั่นเป็นการสร้างสังคมใหม่แห่งโลก และครอบครัวแห่งภราดรภาพ

นี่เป็นฝันดีและฝันร้ายไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตามข้าพเจ้าคิดว่า มันเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งท้าทาย และข้าพเจ้าคิดว่าเราต้องยอมรับสิ่งท้าทายนี้อย่างจริงจัง หมายถึงเราต้องลงมาทำงานทันทีด้วย

แต่เราจะทำสำเร็จไหมอย่าถามข้าพเจ้าเลย ถามพระคริสต์ดีกว่า พระองค์ทำงานสำเร็จไหม? สำเร็จ? ไม่สำเร็จ? แต่พระองค์ก็กลับเป็นขึ้นมา พระองค์มีชีวิตใหม่ และก็ประทานชีวิตใหม่นี้แก่เราทุกคน

นี่คือความเชื่อและความหวังของเรา ขอพระเจ้าอวยพระพร และช่วยเราทุกคน


ที่มา : จากหนังสือ ศาสนาพลังพัฒนามนุษย์ ปี 2529

 

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >