หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow อยู่กับปวงประชา arrow เราพระสงฆ์จะทำอย่างไร ในการพัฒนาชุมชน : พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์
หน้าหลัก
รู้จักยส
ข่าวย้อนหลัง
ค่ายยุวสิทธิมนุษยชน
อยู่กับปวงประชา
สิทธิมนุษยชนสนทนา
ข่าวด้านสิทธิฯ / landmine
ผู้ไถ่ : รายงานสถานการณ์
การศึกษาเพื่อสิทธิ&สันติภาพ
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
กิจกรรม ยส.
คลังภาพ ยส.
เว็บบอร์ด ยส.
สมุดเยี่ยม
ติดต่อ ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
Facebook ยส.

ยส. (ยุติธรรมและสันติ)



จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 46 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 104:"พลังครอบครัวเข้มแข็ง สร้างสังคมยั่งยืน"

 วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ ๑๐๔ 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 2 และ3

 หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร
ภาคที่ 2 และ3
 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 1

หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร ภาคที่ 1



หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือแปล
Jesus CEO :
พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ



หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา


พระสมณสาสน์ความรักในความจริง : Caritas in Veritate

หนังสือแปล
Caritas in Veritate :

พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง



โปสเตอร์ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ พ.ศ.2532

โปสเตอร์
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
แห่งสหประชาชาติ
พ.ศ.2532


เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCI

ACPP - Hotline Asia


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

หน่วยงานองค์กรคาทอลิก

เราพระสงฆ์จะทำอย่างไร ในการพัฒนาชุมชน : พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ พิมพ์
Friday, 17 December 2010

เราพระสงฆ์จะทำอย่างไร ในการพัฒนาชุมชน

      เป็นการเสนอความคิดเห็น แก่เพื่อนพระสงฆ์สังฆมณฑลราชบุรี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 1971 ไม่เป็นบทบรรยายตามหลักวิชาการ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดกันแบบเบาสมอง

1. วิธีที่เราเคยปฏิบัติ
      เป็นวิธีแบบ พ่อ-ลูก คือ ให้ทุกอย่าง, คิดให้ทุกอย่าง ทำให้ทุกอย่าง

      ผลที่ตามมาคือ ทำให้พระสงฆ์เป็น "พ่อ" ที่ต้องคอยเลี้ยงดูลูกเสมอไป, ทำให้สัตบุรุษเป็น "ลูก" เป็นเด็กทารกเสมอไป พระสงฆ์ที่เป็น "พ่อ" ก็กลายเป็นราชา มีอำนาจและชอบใช้อำนาจ ชอบบังคับ ไม่อยากฟังเหตุผลของ "ลูก" ผู้เป็นผู้น้อย เมื่อ "พ่อ" ทำอะไร ก็รู้สึกว่างานนั้นเป็น "ของตน" จึงหวงแหน เวลา "พ่อ" จะต้องย้าย หรือเปลี่ยนไปก็มีปัญหาไม่อยากจะจากไป เพราะกลัวงาน "ของตน" จะไปไม่รอด ไม่อยากจะจากไปเพราะเสียดาย "งานของตน"

      เมื่อเกิด "หวงแหน" ก็ทำให้หวงแหน "ลูก" ของตนด้วย อยากให้อยู่ในวงของตน ไม่ยอมให้ลูกติดต่อกับคนอื่น หรือสังคมอื่น กลัวเป็นอันตราย หรือตกไปเป็นของคนอื่น

      จึงทำให้ "ลูก" ของตนเป็น "โรคเด็ก"
     
      เด็ก ในความเชื่อ
     
      เด็ก ในการติดต่อกับสังคมภายนอก
            เด็ก ในการครองชีพทำมาหากิน

      สัตบุรุษคริสตัง จึงเป็น "เด็ก" ที่ "พ่อ" ต้องคอยเลี้ยงดูอยู่เสมอไป
            พ่อ ต้องช่วยในการทำมาหากินเสมอไป
            พ่อ ต้องช่วยออกค่าเล่าเรียนให้ลูกหลานเสมอไป
            พ่อ ต้องช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างให้เสมอไป

      ทำให้สัตบุรุษมีทัศนคติว่า พระศาสนจักรต้องคอยเลี้ยง ดูแลสัตบุรุษในเรื่องการกินการอยู่เสมอ มิใช่ว่าสัตบุรุษต้องคอยเลี้ยง ดูแลวัดและพระสงฆ์ของเขาเอง

      ทำให้สัตบุรุษเข้าใจผิดว่า วัด มิใช่เป็นของพวกเขาเอง แต่เป็นของพระสงฆ์
            วัด และพระสงฆ์รวย มีเงินมาก
            วัด และพระสงฆ์จึงช่วยเขาได้ และต้องช่วยเขาเสมอ


2. วิธีใหม่
      พระสงฆ์สมัยใหม่หลายองค์ มีความร้อนรนที่จะพัฒนาชุมชนของตนให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น จึงพยายามหาวิธีการซึ่งท่านคิดว่าเป็นวิธีการใหม่ เพราะใช้หัวคิดแบบใหม่ และเครื่องมือสมัยใหม่

      ท่านคิดว่า ในหมู่วัดของท่านควรต้องมีถนน ฉะนั้นท่านก็รีบจัดแจงสร้างถนนให้

      ท่านเห็นว่าควรขุดบ่อน้ำ เพื่อสาธารณประโยชน์ในหมู่บ้านท่านก็จัดแจงขุดให้ ผลก็คือ เมื่อถนนชำรุดและบ่อน้ำเสีย หรือเมื่อคุณพ่อท่านย้ายไปที่อื่น ไม่มีใครดูแล เอาใจใส่ ก็ปล่อยทิ้งกันไป

      วิธีการแบบนี้ ก็หนีไม่พ้นแบบเก่านั่นเอง เพราะยังเป็นวิธีทำให้ คิดให้ โดยที่ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ไม่มีส่วนร่วมมือทำด้วยเลย ยังมิใช่การพัฒนาที่แท้

      พระสงฆ์หลายองค์ที่มีความคิดริเริ่มและปรารถนาจะช่วยพัฒนาชุมชนของท่านด้วยใจจริง พยายามหาวิธีการต่อไปอีก พร้อมกับหาเครื่องมือสมัยใหม่ และทุนต่างประเทศเข้ามาช่วย ท่านเห็นว่าการเลี้ยงไก่คงทำรายได้ดีให้ชาวบ้าน จึงใคร่ทำเล้าตัวอย่าง เพื่อสอนให้ชาวบ้านเลี้ยงไก่ให้ถูกหลักวิชา จึงขอทุนจากต่างประเทศ มาทำเล้าไก่พร้อมกับเครื่องมือทันสมัย

      อีกแห่งหนึ่ง พระสงฆ์เจ้าวัดเห็นว่า ถ้ามีแทรกเตอร์สักคันจะช่วยให้ชาวบ้านทำไร่ได้ผลมากขึ้น จึงขอทุนจากต่างประเทศเพื่อซื้อรถ ผลก็คือ เมื่อคุณพ่อย้าย เล้าไก่ก็ต้องเลิกราไป รถแทรกเตอร์ก็ต้องขึ้นสนิม ชาวบ้านก็ไม่ได้เลี้ยงไก่ รถไถก็หยุด ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม หากไม่เลวลงไปกว่าเดิมอีก ทั้งนี้ก็เพราะคุณพ่อยังทำให้เขา และเขาคือประชาชนยังไม่มีความสามารถจะรับเอาวิธีการต่างๆ ที่คุณพ่อมีน้ำใจดีอยากจะสอนให้ทำ ยังขาดความร่วมมือและรับผิดชอบ วิธีการอย่างนี้ยังมิใช่เป็น "การพัฒนาที่แท้จริง" ทั้งๆ ที่เกิดผลทันตาเห็นเป็นที่น่าพอใจแก่ผู้ทำ แต่มิได้ยกฐานะสังคม และคนให้ดีขึ้น


3. การพัฒนาที่แท้
      ตามแนวสอนของพระสมณสาสน์ "การพัฒนาประชาชาติ" ข้อที่ 14 นั้น การพัฒนาที่แท้ก็คือพัฒนา "มนุษย์" ให้ครบทุกด้าน ทั้งในส่วนตัวและในสังคม และต้องพัฒนามนุษย์ให้ครบถ้วน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ จิตใจ วัฒนธรรม สังคม และการเมือง

      การพัฒนาที่แท้ คือ การทำให้คนรู้จักใช้ความสามารถทุกอย่างที่ตนมีปรับปรุงตนให้ดีขึ้น สุภาษิตจีนว่า "สอนคนให้รู้จักจับปลากิน ดีกว่าให้ปลาเขากิน" และยังต้องให้คนร่วมมือกับเพื่อนในชุมชนของตนเพื่อทำให้ชุมชนของตนดีขึ้น มนุษย์จะครบครันได้ก็ในสังคม

      ในการนี้ต้องทำแบบมนุษย์ โดยรักษาเกียรติมนุษย์ คือทำโดยรู้เรื่อง อาศัยการอบรม ศึกษา และโดยอิสระเต็มใจ ไม่ใช่บังคับลงมาจากเบื้องบน

      ฉะนั้น เมื่อมนุษย์รู้จักคิดและรู้จักทำ ทั้งรู้จักร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ก็เป็นอันว่า มนุษย์นั้น สังคมนั้น กำลังพัฒนาไปบนรากฐาน และตามแนวการพัฒนาอันถูกต้องแท้จริงแล้ว การพัฒนาแบบนี้ยาก และกินเวลานาน ไม่มีผลรวดเร็วทันตาเห็น แต่เป็นการพัฒนาที่ถูกต้องแน่นอนและเล็งผลไกล ทำ "คน" ให้เป็นคนสมเกียรติ เป็นนายของสิ่งสร้างทั้งหลาย และมีชีวิตสมเป็นบุตรพระเจ้า


ปัญหา
      1. ทำอย่างไรจึงจะ "รวมคน" เพื่อสอนให้ร่วมกันคิดร่วมกันทำได้
          ก. หาจุดสนใจร่วมกัน จุดนี้มักจะเป็น "ประโยชน์" ที่ทุกคนสนใจร่วมกัน ต้องเป็นจุดที่ออกมาจากชุมชนจริงๆ ไม่ใช่จุดที่เราคิดว่าเขามีหรือต้องมี ฉะนั้นสอนให้เขาคิดหาจุดนี้ด้วยกัน
          ข. จัดให้มีกิจกรรมในจุดสนใจ หรือเรื่องสนใจของส่วนรวมนั้น อย่างมีระเบียบแบบแผน
          ค. โฆษณาขยายกิจกรรมนั้นให้เหมาะกับกาลเทศะ

      2. ทำอย่างไรจึงจะให้การคิดและทำร่วมกันนี้เกิดผล
          ก. ให้เหตุจูงใจที่ถูกต้อง ฉะนั้น ในที่นี้จะเห็นความสำคัญของการศึกษาอบรมสมาชิก
          ข. สอนการดำเนินงานแบบประชาธิปไตย
          ค. สอนวิธีประชุมกลุ่ม

      ข้อควรระวัง ในการรวมกลุ่มและทำงานเป็นกลุ่มนี้ พระสงฆ์ซึ่งตามปกติถือว่าเป็นผู้นำ ต้องระวังอย่าทำตัวเป็น "พ่อ" อยู่เหนือข้อบังคับ หรือ ทำเองเสียทุกอย่าง แต่ให้ทำตนเป็น "สมาชิก" ที่ดีของกลุ่ม ไม่ควรเป็นประธาน หรือ กรรมการใดๆ คงเป็นแต่เพียง "ผู้ดึงดูด" และ "ผู้ดลใจ" ของกลุ่ม โดยให้เหตุจูงใจที่ถูกต้อง


4. วิธีสายกลาง คือ การสหกรณ์

    เท่าที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า การสหกรณ์เป็นวิธีการที่ดีวิธีหนึ่ง เพื่อการพัฒนาที่แท้และถูกต้องเป็นทางสายกลางระหว่างวิธีพ่อทำให้ลูกทุกอย่าง กับวิธีปล่อยให้ "ลูก" ทำกันเองเพราะ

      ก. สอน "คน" ให้รู้จักร่วมกันคิด ร่วมกันทำ รวมทั้ง "พ่อ" และ "ลูกๆ" คือ สัตบุรุษก่อให้เกิดความรัก ความสมัครสมานสามัคคี ความซื่อสัตย์ ความเสียสละ
       ข. ร่วมกันทำอย่างมีระเบียบแบบแผน ตามหลักเกณฑ์สหกรณ์แบบธุรกิจและแบบประชาธิปไตย
      ค. ส่งเสริมการอบรมศึกษา เป็นการศึกษาเพื่อชีวิตทำให้คนเป็นอิสระทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจ และในด้านความรู้สึกนึกคิด

หลักการสหกรณ์ หลักการใหญ่ๆ ของสหกรณ์ เท่าที่ยอมรับกันทั่วๆ ไป มีอยู่ 7 ข้อด้วยกัน ดังนี้
          1) รับสมาชิกโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ โดยอิสระ
          2) ดำเนินงานตามหลักประชาธิปไตย
          3) มีการเฉลี่ยเงินคืน
          4) ให้ดอกเบี้ยจำกัดตามหุ้น
          5) ไม่เลือกลัทธิศาสนา หรือการเมือง
          6) ดำเนินงานแบบธุรกิจ การเงินสด ขายราคาตลาด
          7) ให้การอบรมศึกษาเรื่อยไป


5. เครดิตยูเนี่ยนเป็นปฐมวิธี

      ในการพัฒนาที่แท้และถูกต้องเราเชื่อมั่นว่า เครดิตยูเนี่ยน มุ่งพัฒนาคนอย่างแท้จริง ขั้นแรกที่สำคัญในการปฏิรูปสังคมมนุษย์เป็นการเตรียมการขั้นพื้นฐาน สำหรับการสหกรณ์อื่นๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะเครดิตยูเนี่ยน
      ก) สอนคนให้ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ตามระเบียบแบบแผน
      ข) สอนวิธีดำเนินธุรกิจการเงินอย่างถูกต้อง
      ค) ผลิตผู้นำที่ดี
      ง) คนส่วนมากจะสนใจ เพราะดำเนินงานเกี่ยวกับเงิน ซึ่งเป็นปัญหาของคนส่วนมาก
      จ) เป็นสหกรณ์ที่ง่ายและซื่อกว่าหมด เพราะดำเนินงานเกี่ยวกับเงิน (ไม่มีเรื่องอื่น เช่น การซื้อขายมาเกี่ยว)
      ฉ) เป็นเครื่องมือช่วยสหกรณ์อื่น ในด้านการเงิน และการศึกษา

ที่มา : จากหนังสือ ศาสนาพลังพัฒนามนุษย์ ปี 2529

 

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >