หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow ข่าวย้อนหลัง arrow เด็กมิใช่แก้วเปล่า : พระไพศาล วิสาโล
หน้าหลัก
รู้จักยส
ข่าวย้อนหลัง
ค่ายยุวสิทธิมนุษยชน
อยู่กับปวงประชา
สิทธิมนุษยชนกับคำสอนด้านสังคม
สิทธิมนุษยชนสนทนา
ข่าวด้านสิทธิฯ / landmine
ผู้ไถ่ : รายงานสถานการณ์
สิทธิมนุษยชนศึกษา
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
กิจกรรม ยส.
คลังภาพ ยส.
เว็บบอร์ด ยส.
สมุดเยี่ยม
ติดต่อ ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
Facebook ยส.

ยส. (ยุติธรรมและสันติ)



จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 63 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

รับข่าวสารฟรีจาก ยส.

ใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน




แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 87: นโยบายขายฝัน

 วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ 87 


หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือแปล
Jesus CEO :
พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ



หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา


พระสมณสาสน์ความรักในความจริง : Caritas in Veritate

หนังสือแปล
Caritas in Veritate :

พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง


เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCI

ACPP - Hotline Asia


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

หน่วยงานองค์กรคาทอลิก

   อนึ่ง บทความ หรือข้อเขียนทั้งหมดที่นำลงเว็บไซต์ jpthai.org เป็นทัศนะเฉพาะของผู้เขียน
และไม่ผูกพันกับคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ

ทางเว็บไซต์ jpthai อนุญาตให้คัดลอกบทความ/ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้
แต่กรุณาระบุชื่อผู้เขียน และแหล่งที่มาด้วย ขอบคุณค่ะ

 

Donation / สนับสนุนการดำเนินงาน

ร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน ของ
คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม แผนกยุติธรรมและสันติ (ยส.) 

  • โอนเข้าบัญชี / สั่งจ่ายเช็ค ในนาม “คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ”
    ธนาคารกสิกรไทย สาขาห้วยขวาง บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 084-2-78751-3
    (กรุณา Fax สำเนาการโอนเงินมาที่ 0-2692-4150)

  • ทางธนาณัติ สั่งจ่ายในนาม “ปริญดา วาปีกัง” ตู้ ปณ. สุทธิสาร (10321)
    2492 ซ.ประชาสงเคราะห์ 24 ถ.ประชาสงเคราะห์ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10400
เด็กมิใช่แก้วเปล่า : พระไพศาล วิสาโล พิมพ์
Wednesday, 17 March 2010

เด็กมิใช่แก้วเปล่า

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 3 มกราคม 2553

การศึกษามีความหมายมากกว่าการสอน หรือการ "ใส่" อะไรเข้าไปในตัวเด็ก แต่หมายถึงการส่งเสริมให้เกิดการเจริญเติบโตจากภายใน จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องเชื่อมั่นเสียก่อนว่าเด็กนั้นมี "อะไร" อยู่ในตัวเขาอยู่แล้ว ภารกิจของพ่อแม่หรือครูก็คือการทำให้สิ่งนั้นเจริญงอกงาม ขณะเดียวกันก็นำเอาสิ่งนั้นออกมาให้เกิดประโยชน์สร้างสรรค์ สิ่งที่ว่านั้นได้แก่ ปัญญาและคุณธรรม

มนุษย์ทุกคนมีเมล็ดพันธ์แห่งปัญญาและคุณธรรมอยู่แล้วในใจ ด้วยเหตุนี้เด็กทุกคนจึงมีความใฝ่รู้และใฝ่ดี หน้าที่ของการศึกษาคือกระตุ้นและส่งเสริมความใฝ่รู้และใฝ่ดีให้เจริญงอกงาม เหมือนเมล็ดพันธุ์น้อยๆ ที่ถูกกระตุ้นและส่งเสริมจนเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขา และหยั่งรากลึก ให้ดอกไม้ที่งดงามและผลไม้ที่หอมหวานแก่สรรพชีวิต น่าเสียดายที่การศึกษาทุกวันนี้ได้ทำลายความใฝ่รู้และใฝ่ดีในตัวเด็ก ทั้งนี้เพราะผู้ใหญ่พยายามยัดเยียดอะไรต่ออะไรให้เขา ซึ่งบางครั้งกลายเป็นการควบคุมปิดกั้นมิให้เขาเติบโตจากภายใน

นอกจากความใฝ่รู้และความใฝ่ดีแล้ว เด็กยังมีศักยภาพหรือความสามารถที่แฝงเร้นต่างๆ อีกมากมาย เช่น ความสามารถในทางศิลปะ ความสามารถในทางกีฬา โดยที่เด็กเองอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนมี หน้าที่ของครูหรือพ่อแม่คือช่วยดึงเอาความสามารถนั้นออกมา ตรงนี้เป็นเรื่องของศิลปะที่ครูและพ่อแม่ต้องเรียนรู้และต้องอาศัยความอดทนไปพร้อมกัน บางครั้งเพียงแค่คำชมและการให้กำลังใจก็สามารถกระตุ้นให้ศักยภาพดังกล่าวออกมาได้

เมื่อปีที่แล้วข้าพเจ้าได้ไปดูงานของมูลนิธิฉือจี้ ในประเทศไต้หวัน มัคคุเทศก์ได้เล่าถึงเรื่องราวของเด็กคนหนึ่งซึ่งไม่เอาใจใส่ในการเรียนเลย มีกิจกรรมใดๆ ในชั้นเรียนก็ไม่เคยให้ความร่วมมือ การบ้านก็ทำอย่างขอไปที ครูกระตุ้นเท่าไรก็ไม่ได้ผล มีคราวหนึ่งครูให้นักเรียนวาดภาพ นักเรียนคนนี้ก็ทำตัวเหมือนเดิม คือไม่สนใจ ครูพยายามกระตุ้น แต่นักเรียนก็นิ่งเฉย จนครูขอร้องว่าให้ลองวาดภาพอะไรก็ได้ แค่ตวัดพู่กันเป็นวงกลมก็ยังดี นักเรียนทนครูรบเร้าไม่ไหว จึงตวัดพู่กันเป็นวงกลม ครูเห็นก็ชมด้วยความตื่นเต้นว่า นักเรียนวาดได้ดีมาก และขอให้วาดอีก นักเรียนเกิดมีกำลังใจขึ้นมาจึงตวัดพู่กันอีกภาพหนึ่ง แล้วก็อีกภาพหนึ่งๆๆ ยิ่งทำก็ยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ

นับแต่วันนั้นนักเรียนได้ฝึกตวัดพู่กันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพมีคุณภาพดีขึ้นมากจนได้รับการคัดเลือกให้ออกแสดงในงานนิทรรศการของโรงเรียน ในวันแสดงนิทรรศการ นักเรียนผู้นี้สังเกตเห็นเด็กคนหนึ่งยืนจ้องภาพวาดของตัว เจ้าของภาพจึงเดินไปคุยกับเด็กน้อย เด็กน้อยแสดงความชื่นชมภาพนั้น แต่ก็ออกตัวว่าตนเองคงไม่มีปัญญาวาดได้เช่นนั้น ผู้เป็นเจ้าของภาพได้ยินเช่นนั้นจึงให้กำลังใจเด็กน้อยว่า เธอทำได้แน่นอน เธอมีความสามารถอยู่แล้ว ขอให้มีความเพียรก็แล้วกัน

นี้เป็นตัวอย่างที่ชี้ว่าเราทุกคนมีศักยภาพในการสร้างสรรค์สิ่งประเสริฐ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าศักยภาพดังกล่าวจะถูกดึงออกมาได้มากน้อยเพียงใด ความดีและความใฝ่ดีเป็นศักยภาพอย่างหนึ่งของมนุษย์ หัวใจของการศึกษาคือการดึงเอาความดีและความใฝ่ดีให้ออกมาเพื่อสร้างสรรค์คุณประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นให้ได้มากที่สุด

อยากย้ำว่าคนเรานั้นเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนแก่ จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะการเรียนรู้เป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของมนุษย์ เห็นได้ชัดจากเด็กๆ ซึ่งไม่เพียงตั้งคำถามจากสิ่งรอบตัวอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น หากยังเรียนรู้จากทุกอย่างที่แลเห็น ได้ยิน และสัมผัส ไม่ว่าเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม

พฤติกรรมและความรู้สึกนึกคิดของเรานั้นล้วนเป็นผลจากการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เราจะมีพฤติกรรมและจิตนิสัยไปในทางไหน ขึ้นอยู่ว่าเราเรียนรู้อย่างไร การเรียนรู้ที่ถูกต้องย่อมนำไปสู่ชีวิตที่ดีงาม ในทางตรงข้ามการเรียนรู้ที่ไม่ถูกต้องสามารถนำพาชีวิตไปสู่ความทุกข์ได้ ทุกวันนี้คนเป็นอันมากเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างจากโทรทัศน์ แต่เป็นการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการบริโภคและนิยมความรุนแรง ในขณะที่เด็กจำนวนไม่น้อยเรียนรู้การเอาแต่ใจตนเองจากพ่อแม่หรือจากประสบการณ์ในบ้าน การเรียนรู้ในลักษณะนั้นย่อมไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตเลย

ชีวิตที่ดีงามและเป็นสุขเกิดจากการเรียนรู้ที่ถูกต้อง และการเรียนรู้นั้นก็ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ห้องเรียน โลกรอบตัวของเด็กต่างหากคือแหล่งเรียนรู้ที่แท้จริงของเด็ก ไม่เว้นแม้แต่ศูนย์การค้า สำนักงาน และท้องถนน เด็กนั้นพร้อมจะเรียนรู้อยู่แล้ว สิ่งที่เด็กต้องการก็คือผู้ชี้แนะหรือกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง ตรงนี้เองที่พ่อแม่และครูสามารถจะมีบทบาทอย่างสำคัญ

การสอนด้วยการพูดให้เด็กคล้อยตามหรือท่องจำนั้น มีความสำคัญน้อยกว่าการกระตุ้นให้เด็กรู้จักคิดอย่างถูกทาง บทบาทของพ่อแม่และครูมิใช่ผู้ให้คำตอบ แต่เป็นผู้หมั่นตั้งคำถามกับลูกและศิษย์ การถามเขาว่าพ่อแม่จะรู้สึกอย่างไรหากมีรอยเท้าเปื้อนโคลนเข้ามาในบ้าน ย่อมให้ผลดีต่อเด็กมากกว่าการบอกเขาอย่างเบ็ดเสร็จว่าการกระทำดังกล่าวไม่ดีอย่างไร

การเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้เด็กมีส่วนร่วม เช่น ได้ฝึกคิด ฝึกทำ นั้นย่อมให้ผลที่ยั่งยืนกว่าการเรียนรู้ที่ให้เด็กเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว คือรับฟังโดยไม่ต้องคิดหรือปริปากถาม ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะถูกฝึกให้เป็นฝ่ายรับอย่างเดียวมาตั้งแต่เล็ก เราจึงรับเอาสิ่งไม่ดีหลายอย่างจากโทรทัศน์และสิ่งต่างๆ รอบตัวมาอย่างง่ายดาย โดยไม่รู้จักย่อย แยกแยะ วิเคราะห์ หรือตั้งคำถามเลย ในทำนองเดียวกันเมื่อประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา เช่น คำวิจารณ์ หรือความพลัดพรากสูญเสีย เราก็ปล่อยใจให้เป็นทุกข์ไปได้ง่ายๆ แทนที่จะมองให้เห็นถึงแง่ดีหรือประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น

การเรียนรู้แบบเป็นฝ่ายรับในที่สุดแล้วทำให้ชีวิตของเราถูกกำหนดโดยสิ่งแวดล้อมรอบตัวอย่างเดียว จะสุขหรือทุกข์ก็เพราะสิ่งแวดล้อม ทั้งๆ ที่เราสามารถรักษาจิตให้เป็นอิสระจากความผันผวนปรวนแปรของโลกรอบตัวได้หากมีปัญญาที่เกิดจากการเรียนรู้อย่างถูกต้อง

โดย... พระไพศาล วิสาโล

ที่มา คอลัมน์ มองย้อนศร : http://www.budnet.org/


ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >