หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow หน้าหลัก
หน้าหลัก
รู้จักยส
ข่าวย้อนหลัง
ค่ายยุวสิทธิมนุษยชน
ข่าวด้านสิทธิฯ / landmine
ผู้ไถ่ : รายงานสถานการณ์
สิทธิมนุษยชนศึกษา
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
กิจกรรม ยส.
คลังภาพ ยส.
เว็บบอร์ด ยส.
สมุดเยี่ยม
ติดต่อ ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 7 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

รับข่าวสารฟรีจาก ยส.

ใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน




แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 81 :ร่วมสร้างสังคมแห่งสันติสุข

 วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ 81 


หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือแปล
Jesus CEO :
พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ



หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา


พระสมณสาสน์ความรักในความจริง : Caritas in Veritate

หนังสือแปล
Caritas in Veritate :

พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง


เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCI

ACPP - Hotline Asia


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

หน่วยงานองค์กรคาทอลิก

บทความล่าสุด

   อนึ่ง บทความ หรือข้อเขียนทั้งหมดที่นำลงเว็บไซต์ jpthai.org เป็นทัศนะเฉพาะของผู้เขียน
และไม่ผูกพันกับคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ

ทางเว็บไซต์ jpthai อนุญาตให้คัดลอกบทความ/ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้
แต่กรุณาระบุชื่อผู้เขียน และแหล่งที่มาด้วย ขอบคุณค่ะ

ข้าพเจ้าเชื่อ (ตอนที่ 5) โดย บาทหลวงชัยยะ กิจสวัสดิ์ พิมพ์
Wednesday, 11 March 2009

           กลับไปอ่าน  ตอนที่ 1 "ข้าพเจ้าเชื่อถึงพระเป็นเจ้า พระบิดาทรงสรรพานุภาพสร้างฟ้าดิน 

                               ตอนที่ 2  เชื่อ ถึงพระเอกบุตรเยซูคริสต์สวามีของเรา ปฏิสนธิเดชะพระจิต บังเกิดจากพระนางมารีอาพรหมจารี รับทรมานสมัยปอนซีโอปีลาโต ถูกตรึงกางเขน ตาย และฝังไว้

                               ตอนที่ 3  เสด็จลงใต้บาดาล วันที่สามกลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตาย 

                               ตอนที่ 4  เสด็จขึ้นสวรรค์ ประทับเบื้องขวาพระเป็นเจ้าพระบิดาทรงสรรพานุภาพ แล้วจะเสด็จมาพิพากษาผู้เป็นและผู้ตาย ข้าพเจ้าเชื่อถึงพระจิต..."  


------------------------------------------

 


Image9. พระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์สากล สหพันธ์นักบุญ

          พระเยซูเจ้าทรงมอบผลบุญแห่งการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนชีพของพระองค์แก่พระศาสนจักร  มีแต่พระศาสนจักรเท่านั้นที่สามารถโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์และทำให้แสงสว่างแห่งความจริงปรากฏ  การเป็นหนึ่งเดียวกับพระศาสนจักรจึงไม่เป็นเพียงหนึ่งในหนทางสู่ความรอด แต่เป็นเพียงหนทางเดียวเท่านั้น

          พระเยซูเจ้าทรงยืนยันความจำเป็นในการเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับพระศาสนจักรโดยอาศัยศีลล้างบาปไว้ว่า "ผู้ที่เชื่อและรับศีลล้างบาปก็จะรอดพ้น ผู้ที่ไม่เชื่อจะถูกตัดสินลงโทษ" (มก 16:16)

          จึงนำมาสู่คำสอนที่ว่า "นอกพระศาสนจักรไม่มีความรอด" !

          มีคนจำนวนมากคัดค้านคำสอนนี้  เราจึงควรทำความเข้าใจกับคำสอนนี้ให้ชัดเจน

          1.       ต้องแยกความแตกต่างระหว่างการเป็นสมาชิกของพระศาสนจักรอย่างแจ้งชัดโดยการรับศีลล้างบาป (นักเทววิทยาเรียกว่าเป็นหนึ่งเดียวกับ "ร่างกายของพระศาสนจักร") ออกจากการเป็นสมาชิกโดยนัย หรือโดยความปรารถนา (นักเทววิทยาเรียกว่าเป็นหนึ่งเดียวกับ "วิญญาณของพระศาสนจักร")

          2.       พระศาสนจักรคาทอลิกย้ำอยู่เสมอว่า หนทางสู่ความชอบธรรมคือการประกอบกิจการแห่งความรัก และการเป็นทุกข์ถึงบาป

          3.       หากผู้ที่ประกอบกิจการแห่งความรักและเป็นทุกข์ถึงบาป "ตาย" โดยไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายของพระศาสนจักร เขาย่อมได้รับความรอด เหตุว่าเพื่อจะทำเช่นนั้นได้ อย่างน้อยเขาต้องมีความปรารถนาที่จะปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้า ซึ่งรวมถึงคำสั่งให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระศาสนจักรด้วย  จึงต้องนับเขาเป็นสมาชิกของพระศาสนจักรโดยความปรารถนา

                   นอกจากนี้ มีคนจำนวนมากอยู่นอกพระศาสนจักรโดยไม่ใช่ความผิดของเขา เช่น เขาไม่อาจเข้าถึงบริการของพระศาสนจักรได้ หรือเพราะความไม่รู้ของเขา เป็นต้น

                    ถึงตรงนี้เราอาจสรุปง่าย ๆ ว่า แม้คนต่างศาสนาจะไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกับ "ร่างกาย" ของพระศาสนจักร แต่พวกเขาสามารถรอดได้เพราะเป็นหนึ่งเดียวกับ "วิญญาณ" ของพระศาสนจักร

          4.       แต่ความรอดที่พระเจ้าประทานแก่ผู้อยู่นอกพระศาสนจักรต้องไม่ทำให้เรามองข้ามความสำคัญของพระศาสนจักร  เหตุว่าในพระศาสนจักรเท่านั้นที่มีศีลศักดิ์สิทธิ์ มีพระหรรษทาน มีเครื่องมือสู่ความศักดิ์สิทธิ์ และมีผลประโยชน์มากมายจากการสิ้นพระชนม์และการกลับคืนชีพของพระเยซูคริสตเจ้า จนกล่าวได้ว่า "นอกพระศาสนจักรไม่มีความรอด"

                   บางคนอาจมองว่าคำสอนนี้เข้มงวดและคับแคบ แต่เราต้องไม่ลืมว่าความเข้มงวดและความคับแคบนี้เกิดจาก "ความรัก"

                   เป็นความรักเดียวกันกับที่ทำให้พระเยซูเจ้าตรัสว่า "ถ้าท่านไม่เชื่อว่าเราเป็น (ผู้ที่พระบิดาทรงส่งมา) ท่านจะตายเพราะบาปของท่าน" (ยน 8:24)

                    เพราะฉะนั้น การมองข้ามความสำคัญของพระศาสนจักรด้วยการเมินเฉยต่อการประกาศข่าวดี  จึงเป็นความผิดพลาดอันใหญ่หลวงต่อหน้าที่ที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงมอบหมายแก่เราทุกคน

 

          "สหพันธ์นักบุญ" คือสหภาพทางวิญญาณ (คล้ายสหภาพแรงงาน) ที่ผูกพัน

-         ผู้มีชีวิตบนโลกนี้

-         วิญญาณในไฟชำระ

-         และนักบุญในสวรรค์ เข้าเป็นหนึ่งเดียวกันในพระกายทิพย์ โดยมีพระคริสตเจ้าเป็นศีรษะ เพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งเหนือธรรมชาติซึ่งกันและกัน

          เหตุที่เรียกว่าสหพันธ์นักบุญ เพราะว่า "นักบุญ" คือเป้าหมายของสมาชิกทุกคน และเป็นผลพวงจากการไถ่กู้ที่ทุกคนต่างแสวงหา

          ผู้ถูกสาปแช่งจึงไม่ใช่สมาชิกของสหพันธ์นักบุญ  ส่วนผู้มีชีวิตทุกคน แม้ไม่ได้เป็นสมาชิกของพระศาสนจักรอย่างแจ้งชัด ก็เป็นสมาชิกของสหพันธ์นักบุญ เพราะพวกเขามีส่วนในการไถ่กู้ของพระคริสตเจ้าและวิญญาณของพระศาสนจักร

          เทวดา แม้ไม่ได้รับผลการไถ่กู้ของพระคริสตเจ้า แต่ก็เป็นสมาชิกของสหพันธ์นักบุญด้วย เพราะว่าพวกท่านล้วนอยู่ภายใต้อำนาจของพระองค์

          กิจกรรมในสหพันธ์นักบุญ คือ

          -         ผู้มีชีวิตบนโลกแลกเปลี่ยนบุญกุศลและความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งกันและกัน

          -         วิญญาณในไฟชำระได้รับประโยชน์จากคำภาวนาของผู้แทนที่ยังมีชีวิตอยู่ และจากคำอ้อนวอนของบรรดานักบุญ

          -         นักบุญและเทวดาในสวรรค์ได้รับเกียรติ และให้สิ่งที่มนุษย์วอนขอ




Image

Image ติดตามอ่าน ตอนที่ 6 ...การยกบาป การคืนชีพของเนื้อหนัง และชีวิตนิรันดร...
ในวันพุธหน้า (18 มี.ค. 52)


< ก่อนหน้า   ถัดไป >