หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow ข่าวย้อนหลัง arrow ข้าพเจ้าเชื่อ (ตอนที่ 2) โดย บาทหลวงชัยยะ กิจสวัสดิ์
หน้าหลัก
รู้จักยส
ข่าวย้อนหลัง
ค่ายยุวสิทธิมนุษยชน
อยู่กับปวงประชา
สิทธิมนุษยชนกับคำสอนด้านสังคม
สิทธิมนุษยชนสนทนา
ข่าวด้านสิทธิฯ / landmine
ผู้ไถ่ : รายงานสถานการณ์
สิทธิมนุษยชนศึกษา
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
กิจกรรม ยส.
คลังภาพ ยส.
เว็บบอร์ด ยส.
สมุดเยี่ยม
ติดต่อ ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
Facebook ยส.

ยส. (ยุติธรรมและสันติ)



จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 79 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

รับข่าวสารฟรีจาก ยส.

ใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน




แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 87: นโยบายขายฝัน

 วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ 87 


หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือแปล
Jesus CEO :
พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ



หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา


พระสมณสาสน์ความรักในความจริง : Caritas in Veritate

หนังสือแปล
Caritas in Veritate :

พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง


เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCI

ACPP - Hotline Asia


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

หน่วยงานองค์กรคาทอลิก

   อนึ่ง บทความ หรือข้อเขียนทั้งหมดที่นำลงเว็บไซต์ jpthai.org เป็นทัศนะเฉพาะของผู้เขียน
และไม่ผูกพันกับคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ

ทางเว็บไซต์ jpthai อนุญาตให้คัดลอกบทความ/ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้
แต่กรุณาระบุชื่อผู้เขียน และแหล่งที่มาด้วย ขอบคุณค่ะ

 

Donation / สนับสนุนการดำเนินงาน

ร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน ของ
คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการพัฒนาสังคม แผนกยุติธรรมและสันติ (ยส.) 

  • โอนเข้าบัญชี / สั่งจ่ายเช็ค ในนาม “คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ”
    ธนาคารกสิกรไทย สาขาห้วยขวาง บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 084-2-78751-3
    (กรุณา Fax สำเนาการโอนเงินมาที่ 0-2692-4150)

  • ทางธนาณัติ สั่งจ่ายในนาม “ปริญดา วาปีกัง” ตู้ ปณ. สุทธิสาร (10321)
    2492 ซ.ประชาสงเคราะห์ 24 ถ.ประชาสงเคราะห์ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10400
ข้าพเจ้าเชื่อ (ตอนที่ 2) โดย บาทหลวงชัยยะ กิจสวัสดิ์ พิมพ์
Wednesday, 18 February 2009

 

Image2. เชื่อถึงพระเอกบุตรเยซูคริสต์สวามีของเรา

            มีสองประเด็นเด่นเกี่ยวกับความเชื่อข้อนี้คือ "กำเนิด" และ "ธรรมชาติ" ของพระเยซูเจ้า

          สภาสังคายนานีเชอาพูดถึงกำเนิดของพระเยซูเจ้าไว้ว่า พระองค์ "ทรงบังเกิดจากพระบิดา" ในขณะที่ พระจิตเจ้า "ทรงเนื่องมาจากพระบิดาและพระบุตร"

          นักบุญโธมัส อะไควนัส อธิบายความแตกต่างระหว่าง "บังเกิด" และ "เนื่อง" ไว้ดังนี้

          -    พระเจ้าทรงมีสติปัญญาสำหรับคิด และน้ำใจสำหรับรัก

          -    สิ่งที่พระเจ้าทรงคิดตั้งแต่นิรันดรคือ "ตัวพระองค์เอง"

          -    เมื่อทรงคิด "ย่อมก่อให้เกิด" ตัวแทนของสิ่งที่ทรงคิด (ตัวอย่างเช่น เวลาเราคิดถึงมนุษย์ต่างดาว เรากำลังก่อให้เกิดตัวแทนหรือ "มโนภาพ" ของมนุษย์ต่างดาวขึ้นในความคิดของเรา)

          -    เนื่องจากพระเจ้าทรงไม่มีขอบเขต ความคิดของพระองค์ย่อมไม่มีขอบเขต (คิดครั้งเดียวก็ครบครันและครอบคลุมทุกสิ่ง) และ "ตัวแทน" ของสิ่งที่ "เกิด" จากความคิดของพระองค์ก็ย่อมไม่มีขอบเขตไปด้วย  พระคัมภีร์เรียก "ตัวแทน" ที่เกิดจากความคิดนี้ว่า "ภาพที่แลเห็นได้ของพระเจ้าที่แลเห็นไม่ได้", "พระวจนาตถ์", "พระปรีชาญาณ" ฯลฯ

          -    และเพราะความคิดของพระเจ้าทรงก่อให้เกิดพระวจนาตถ์  ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับพระวจนาตถ์จึงได้แก่ "พ่อ-ลูก" หรือ "พระบิดา และ พระบุตร"

          จากภาษาเชิงเปรียบเทียบเหล่านี้ จึงนำมาสู่การยืนยันว่า " ข้าพเจ้าเชื่อว่า พระเยซูคริสตเจ้าทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเป็นเจ้า  ทรงบังเกิดจากพระบิดาก่อนกัปก่อนกัลป์  เป็นพระเป็นเจ้าจากพระเป็นเจ้า  เป็นองค์ความสว่างจากองค์ความสว่าง  เป็นพระเป็นเจ้าแท้จากพระเป็นเจ้าแท้  มิได้ถูกสร้าง แต่ทรงบังเกิดร่วมพระธรรมชาติเดียวกับพระบิดา...."

          ดังได้กล่าวแล้วว่า พระเจ้าทรงมีสติปัญญาสำหรับคิด และน้ำใจสำหรับรัก

          -    ตั้งแต่นิรันดร พระบิดาทรงรักพระบุตรอย่างไม่มีขอบเขต

          -    แต่ความรักของพระบิดาไม่ได้ก่อให้เกิดมโนภาพของพระบุตรผู้เป็นที่รัก เพียงแต่โน้มน้าวให้ทั้งพระบิดาและพระบุตรมีความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเดียวกัน

          -    ความรักซึ่งไม่มีขอบเขตของพระบิดาจึงไม่ได้เกิดจากพระบิดา แต่ "เนื่อง" มาจากพระบิดาและพระบุตร (ที่ทรงรักกัน)

          -    ความรักอันเนื่องมาจากพระบิดาและพระบุตรนี้ เป็นผลงานของ "น้ำใจ" หรือ "จิตใจ" ของพระเจ้า จึงได้รับพระนามว่า "พระจิต"

          เราจึงยืนยันว่า "ข้าพเจ้าเชื่อว่า พระจิตทรงเป็นพระเป็นเจ้าผู้บันดาลชีวิต  ทรงเนื่องมาจากพระบิดาและพระบุตร  ทรงรับสักการะและพระสิริรุ่งโรจน์ร่วมกับพระบิดาและพระบุตร  พระองค์ดำรัสทางประกาศก"

 

          ประเด็นที่สองคือเรื่อง "พระธรรมชาติ" ของพระเยซูเจ้า

          ในอดีตมีคำสอนผิด ๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่น พระเยซูเจ้าทรงมีสองธรรมชาติก็จริง แต่ธรรมชาติพระเจ้าสถิตอยู่ในธรรมชาติมนุษย์เหมือนพระเจ้าทรงประทับอยู่ในจิตใจของคริสตชน (เท่ากับว่าสองธรรมชาติไม่เป็นหนึ่งเดียวกันจริง หรือสรุปง่าย ๆ คือ พระเยซูเจ้าทรงมีสองบุคคล)

          บางพวกสอนว่าพระเยซูเจ้าทรงมีบุคคลเดียวและธรรมชาติเดียวคือ ธรรมชาติพระเจ้า

          อีกพวกหนึ่งสอนว่าพระเยซูเจ้าทรงมีบุคคลเดียว สองธรรมชาติ แต่ธรรมชาติมนุษย์โอนอ่อนผ่อนตามธรรมชาติพระเจ้าทั้งหมด

          คำสอนของพระศาสนจักรคือ

          -    พระเยซูเจ้าทรงมี 2 ธรรมชาติ

          -    แต่ละธรรมชาติมีคุณสมบัติของธรรมชาตินั้น ๆ อย่างสมบูรณ์ ไม่ขึ้นต่อกัน

          -    ธรรมชาติทั้งสองรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริง  พระศาสนจักรเรียกธรรมล้ำลึกนี้ว่า Hypostatic Union

          สิ่งที่ต้องเน้นย้ำคือ

         -    พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแท้

         -    และพระองค์ทรงเป็นมนุษย์แท้ด้วย

         -    Jesus is God-Man.

เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเศร้าพระทัย ทั้งพระเจ้าและมนุษย์ทรงเศร้าพระทัย  เมื่อพระองค์ทรงถูกทรมานและประหาร ทั้งพระเจ้าและมนุษย์ทรงถูกทรมานและประหาร

การทรมานและการสิ้นพระชนม์ของพระองค์จึงมีคุณค่ามหาศาลด้วยประการฉะนี้ !

 

Image3. ปฏิสนธิเดชะพระจิต บังเกิดจากพระนางมารีอาพรหมจารี

          ประเด็นของความเชื่อข้อนี้คือ

          -    ร่างกายของพระเยซูเจ้ามิได้ถูกส่งมาจากสวรรค์ หรือมิได้ถูกสร้างเหมือนอาดัม แต่พระนางมารีอาเป็นผู้มีส่วนจัดหาให้

          -    การมีส่วนร่วมของพระนางมารีอาย่อมเป็นไปเหมือนมารดาทุกคนที่ให้กำเนิดบุตร  หาไม่แล้วเราจะเรียกพระเยซูเจ้าว่าทรงบังเกิดจากพระนางไม่ได้

          -    เพียงแต่ว่า "เชื้อ" ที่พัฒนาและเจริญเติบโตเป็นพระกุมาร มิได้เป็นผลงานของมนุษย์ แต่เป็นผลงานจากฤทธิ์อำนาจของพระจิตเจ้า

          -    ด้วยฤทธิ์อำนาจเหนือธรรมชาติของพระจิตเจ้านี้เอง พระนางมารีอาจึงยังคงความเป็นพรหมจารีไว้ได้  นอกจากนั้นยังทำให้การบังเกิดของพระเยซูเจ้าสะท้อนถึงการบังเกิดจากพระบิดาก่อนกัปก่อนกัลป์   ทำให้องค์ความสว่างจากองค์ความสว่างที่ออกจากครรภ์ของพระนางมารีอากลายเป็น "แสงสว่าง" ส่องโลก  และที่สุดทำให้ฤทธิ์อำนาจของพระผู้สูงสุดได้เข้ามาสู่ธรรมชาติ

 

Image4. รับทรมานสมัยปอนซีโอปีลาโต ถูกตรึงกางเขน ตาย และฝังไว้

          พระวรสารระบุว่าพระเยซูเจ้าทรงรับทรมานและถูกตรึงตายบนไม้กางเขนในสมัยของคายาฟาส และปอนซีโอ ปีลาโต

          -    มหาสมณะคายาฟาส ดำรงตำแหน่งระหว่างปี  A.U.C. 772-290 หรือ ค.ศ. 18-36 (A.U.C. ย่อมาจาก Ab Urbe Condita หมายถึง "จากปีที่สร้างกรุงโรม")

          -    ปอนซีโอ ปีลาโต เป็นผู้สำเร็จราชการระหว่างปี A.U.C. 780-790

          นอกจากพระวรสารแล้ว พระศาสนจักรยุคแรกและบรรดาปิตาจารย์ถือว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ปีที่ 15 หรือ 16 แห่งรัชสมัยของจักรพรรดิตีเบเรียส โดยมีกงสุลเป็นฝาแฝด  และก่อนกรุงเยรูซาเล็มถูกทำลาย 42 ปี

          -    ระหว่างรัชสมัยของจักรพรรดิตีเบเรียส มีกงสุลฝาแฝดชื่อ Fufius และ Rubellius ในปี A.U.C. 782

          -    และ 42 ปีก่อนกรุงเยรูซาเล็มถูกทำลาย ตรงกับปี A.U.C. 782

          จึงเชื่อกันว่าพระองค์ทรง "รับทรมาน ถูกตรึงกางเขน ตาย และฝังไว้" ในปี A.U.C. 782 หรือ ค.ศ. 29




Image

Image ติดตามอ่าน ตอนที่ 3 ...เสด็จลงใต้บาดาล วันที่สามกลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตาย...
ได้ในวันพุธหน้า (25 ก.พ. 52)


ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >