หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow อยู่กับปวงประชา arrow บทไตร่ตรองเทววิทยา โดย พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์
หน้าหลัก
รู้จักยส
ข่าวย้อนหลัง
ค่ายยุวสิทธิมนุษยชน
อยู่กับปวงประชา
สิทธิมนุษยชนสนทนา
ข่าวด้านสิทธิฯ / landmine
ผู้ไถ่ : รายงานสถานการณ์
การศึกษาเพื่อสิทธิ&สันติภาพ
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
กิจกรรม ยส.
คลังภาพ ยส.
เว็บบอร์ด ยส.
สมุดเยี่ยม
ติดต่อ ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
Facebook ยส.

ยส. (ยุติธรรมและสันติ)



จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 61 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 104:"พลังครอบครัวเข้มแข็ง สร้างสังคมยั่งยืน"

 วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ ๑๐๔ 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 2 และ3

 หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร
ภาคที่ 2 และ3
 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 1

หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร ภาคที่ 1



หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือแปล
Jesus CEO :
พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ



หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา


พระสมณสาสน์ความรักในความจริง : Caritas in Veritate

หนังสือแปล
Caritas in Veritate :

พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง



โปสเตอร์ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ พ.ศ.2532

โปสเตอร์
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
แห่งสหประชาชาติ
พ.ศ.2532


เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCI

ACPP - Hotline Asia


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

หน่วยงานองค์กรคาทอลิก

บทไตร่ตรองเทววิทยา โดย พระสังฆราชบุญเลื่อน หมั้นทรัพย์ พิมพ์
Monday, 05 January 2009

Image


บทไตร่ตรองเทววิทยา โอกาสนักศึกษาชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยแสงธรรม ร่วมในกระบวนการ
Exposure - Immersion ในพื้นที่สังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี    
พระสังฆราชบุญเลื่อน  หมั้นทรัพย์

พระสังฆราชบุญเลื่อน ใช้ความคิดทางปรัชญา มาทำให้ความคิดทางเทววิทยาชัดเจนขึ้น

Philosophia ancilla Theologiae


1.  ดังปรากฏในพระธรรมเก่า  กล่าวถึงเรื่อง Human Dignity (ศักดิ์ศรีของมนุษย์)  ในหนังสือปฐมกาล บทที่ 1 ‘พระเจ้าทรงสร้างสิ่งต่างๆ และทรงสร้างมนุษย์ชายและหญิงให้สืบต่อเผ่าพันธุ์ และมอบให้มนุษย์ดูแลสิ่งสร้างต่างๆ  ซึ่งทำให้เข้าใจว่า มนุษย์มีเกียรติและศักดิ์ศรี  และเป็นผู้จัดการดูแล  ในบทที่ 2 ข้อที่ 7 มีความชัดเจนกว่า  ทำให้เราเข้าใจว่าเกียรติและศักดิ์ศรีคืออะไร ได้อธิบายอย่างละเอียดว่าพระเจ้าทรงสร้างอย่างไร ทรงเอาผงคลีดินมาปั้นให้เป็นมนุษย์และเป่าลมปราณ ของพระองค์ลงไป  เป็นลมปราณที่ออกมาจากข้างในพระเจ้า เป็นลมปราณแห่งชีวิต (Ruah / the Breath of Life)  ที่พระเจ้าประทานชีวิตของพระองค์เองเข้าไปในดินที่ปั้นขึ้นเป็นรูปร่างมนุษย์  ที่มีชีวิตจิตใจ  เรื่องนี้  ในทางปรัชญาอธิบายว่า ชีวิตของพระเจ้าพระผู้สร้าง ซึ่งเป็นพระเจ้าสูงสุดเข้ามาอยู่ในมนุษย์ และทำให้มนุษย์มีลักษณะพระเจ้า  ในปฐมกาล บทที่ 1 ข้อ 26-27 กล่าวถึงมนุษย์เป็นฉายาลักษณ์ของพระเจ้า  ฉายาลักษณ์คืออะไร  มีความสามารถอย่างไร เราก็ทราบดีว่าชีวิตมนุษย์ประกอบไปด้วยจิตวิญญาณ  สติปัญญา  และความสามารถที่จะตัดสินใจได้โดยอิสระ  (เมื่อรู้ และเห็น และเข้าใจ ก็ตัดสินใจที่จะเลือกทำอะไรได้)


2.  ทีนี้เกียรติและศักดิ์ศรีของมนุษย์ ซึ่งพระเจ้าประทานมาอยู่ในดินก้อนหนึ่ง ซึ่งหมายถึงอยู่ในสภาพที่จำกัด จึงเป็นไปได้ที่สติปัญญา และจิตใจ อาจผิดหลงได้ อาจตัดสินใจทำผิด หรือทำบาปได้  ในพระคัมภีร์บทวิวรณ์ กล่าวถึงซาตานว่า แม้อัครสาวกได้ช่วยไล่ซาตาน แต่ทว่าอย่าหลงดีใจไปว่าปราบซาตานได้  เพราะซาตานยังหล่นมาจากฟ้าที่มีฤทธิ์ทำลายมนุษย์  ทำให้มนุษย์ทำบาป  นี่แหละชีวิตที่มีความศักดิ์สิทธิ์สูงส่งกลับมาถูกจำกัดอยู่ในมนุษย์  มนุษย์หลงผิดและทำบาป  พระเป็นเจ้าจึงมีแผนการแห่งความรอด  หมายความว่า จะนำมนุษย์ที่ใช้อำนาจ(ซึ่งได้รับประทานมาจากพระเจ้า)  ไปในทางที่หลงผิด ให้ได้รู้จักว่าพระองค์เป็นใคร จะได้กลับมาหาพระองค์  ซึ่งเรียกว่าประวัติศาสตร์แห่งความรอด  (History of Salvation) ทั้งนี้ พระเจ้าองค์นี้แหละเป็นองค์แห่งความรัก (Deus Caritas Est) เมื่อลูกหลานของพระองค์ทำผิด พระองค์จึงต้องส่งพระบุตรมาเพื่อไถ่กู้มนุษย์ (Mystery of Salvation) ซึ่งจะช่วยมนุษย์ให้รอดจากบาปและความตาย และจะสำเร็จได้โดยรหัสธรรมแห่งการบังเกิดมา (Mystery of Incarnation) 


3. รหัสธรรมแห่งการบังเกิดมา
(Mystery of Incarnation) เป็นวิถีแห่งความรักที่พระเจ้าทรงดำเนินการช่วยมนุษย์ให้รอด เป็นวิถีที่ประกอบด้วยกระบวนการ 4 ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1  คือ  การปลดเปลื้องสภาพพระเจ้าของพระบุตร(Kenosis) มารับธรรมชาติของมนุษย์ โดยพระองค์ยังคงเป็นพระองค์เอง (Persona Person) ฉะนั้น ในพระเยซูเจ้ามี One person and two nature

ฉะนั้น กระบวนการ Exposure - Immersion เราต้องเข้าใจความหมายของการปลดเปลื้อง / ละสภาพ

ขั้นตอนที่ 2  คือ การบังเกิดเป็นมนุษย์ (Nativity) นั่นคือ เมื่อปลดเปลื้อง (Kenosis) แล้ว พระองค์เอาธรรมชาติมนุษย์มาสวมใส่ เกิดเป็นมนุษย์ และเติบโตขึ้นจนถึงอายุ 30 ปี ก็ออกไปประกาศข่าว ดี (Evangelization)

ขั้นตอนที่ 3  คือ การประกาศข่าวดี (Evangelization)  คือการประกาศข่าวดีแห่งพระอาณาจักรของพระเจ้า ข่าวดีว่าพระเจ้าอยู่ใกล้แล้ว (Emmanuel) เราเห็นได้โดยกิจการที่พระองค์กระทำ และคนที่มีจิตใจซื่อสัตย์ ก็จะเข้าใจ เหมือนที่ นักบุญยอห์น บัปติส ได้เข้าใจ

ขั้นตอนที่ 4 คือ การยอมรับทุกข์ทรมานและกลับคืนชีพ (Passion and Resurrection) พระเยซูเจ้าทรงเจริญชีวิตท่ามกลางเรา ทั้งความสุข ความทุกข์ยาก เหน็ดเหนื่อย และเจ็บปวด จนถึงรับทรมาน สิ้นใจบนไม้กางเขน และกลับเป็นขึ้นมา สิ่งนี้ ที่ให้ความหวังแก่คริสตชน และทำให้ความเชื่อของคริสตชนแน่นแฟ้นขึ้น


นี่เป็นวิธีการของพระเป็นเจ้า ที่จะแสดงออกถึงความรักของพระองค์ในประวัติศาสตร์แห่งความรอด  ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์แห่งความรัก ในสมณสาสน์ พระเจ้าเป็นองค์ความรัก  Deus Caritas Est  ของพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ ที่ 16 พระองค์ได้ใช้ปรัชญาของกรีกมาอธิบายความรัก

ประการแรก คือ Eros ความรักใคร่ ซึ่งมีเรื่องเนื้อหนังเข้ามาเกี่ยวข้อง พระเป็นเจ้ามีพระประสงค์ที่ให้เผ่าพันธุ์มนุษย์แพร่ขยายไป โดยอาศัยความรักใคร่ ให้ชายและหญิงร่วมมือกับพระองค์ในการเผยแพร่ชีวิตมนุษย์ไป และช่วยกันดูแลจัดการทรัพย์สิน ทรัพยากรธรรมชาติในโลกนี้ 

ประการที่สอง คือ Philia ความรักแบบกัลยาณมิตร เพื่อจะสร้างสังคมที่มนุษย์มีมิตรภาพ และความสัมพันธ์อันดีต่อกัน

ประการที่สาม  เมื่อ Eros ทำให้มนุษย์ชายและหญิงได้สร้างครอบครัว อันเป็นหน่วยแรกของสังคมมนุษย์ การสร้างครอบครัวที่ดี เรียกร้องความรักที่อุทิศให้กัน ยอมพลี และเสียสละให้กันและกัน คือ Agape ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่พระศาสนจักรยุคต้นๆ ได้นำมาใช้ เห็นได้จากการที่สัตบุรุษมารวมกัน สวดภาวนา และแบ่งปันกัน โดยการบิปัง (ศีลมหาสนิท) ซึ่งหมายถึงการให้ แบ่งปัน

ทีนี้ การจะช่วยสร้างสังคมที่ดี เราต้องมีความรักแบบกัลยาณมิตร  และเพื่อจะมีกัลยาณมิตรสร้างสังคมที่ดี เราต้องอุทิศให้แก่กัน แบ่งปันกันและกัน  นี่เป็นลักษณะของสังคมมนุษย์ที่ดี  เป็นสังคมที่อุทิศตน มีจริยธรรม สมกับเป็นลูกของพระเจ้า


4.  สำหรับพระสงฆ์และนักบวช พระศาสนจักรทรงตั้งกฎ และวินัยขึ้นมา พร้อมกับเรียกร้องให้เราอุทิศตนทั้งกายและใจ เพื่อประกาศข่าวดีแห่งพระอาณาจักรของพระเจ้า  พระสงฆ์และนักบวชทุกคน ยังมีกระแสเรียกแห่งการมีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์แห่งความรอด ซึ่งต้องเจริญชีวิตแบบ Agape ดังภาคปฏิบัติ

1.      Simplicity and unity of life / Humility  พระสงฆ์ นักบวชที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชน ต้องเจริญชีวิตแบบเรียบง่าย สมถะ เหมือนผู้คนที่อยู่รอบข้าง เช่น การบริโภค การแต่งกาย เครื่องอำนวยความสะดวกสบาย ฯลฯ

2.      Life of Community เพื่อจะทำงานประกาศข่าวดีของพระเจ้าได้ เราต้องทำงานเป็นกลุ่ม พระเยซูเจ้าทรงส่งสาวก 72 คนไปทำงานในนามของพระศาสนจักร  พระศาสนจักรคือกลุ่มคนที่มีความเชื่อ ความจงรักภักดีในพระเจ้า ที่ทำงาน และเจริญชีวิตไปด้วยกัน

3.      Life of Prayers วิธีการที่เราจะไม่ทิ้ง Life of Community คือการสวดภาวนา การทำวัตร ทั้งในระดับส่วนตัวและระดับหมู่คณะร่วมกัน 


ทั้ง 3 อย่างนี้ จะช่วยให้ภาพลักษณ์ของพระสงฆ์ นักบวช เป็นที่เข้าใจดีต่อหน้าผู้อื่น และยังทำให้มีพลังฝ่ายจิต ซึ่งเป็นพลังที่ระเบิดออกจากภายใน สู่สังคมโลกต่อไป 


นี่เป็นเอกลักษณ์และเป็นพันธกิจของพระสงฆ์นักบวช  ที่จะร่วมมือกับพระเยซูเจ้าในการประกาศข่าวดี  เพื่อเสริมสร้างพระอาณาจักรของพระเจ้า ทำให้สังคมมนุษย์เป็นสังคมแห่งครอบครัวใหญ่ ที่มีพระบิดาเจ้าองค์เดียวกัน

 

12 ตุลาคม 2551
บ้านพรตะวัน อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

ถอดความโดย ยส.


ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >