|
พระวาจาเป็นข่าวดีและพลังชีวิต (ตอนที่1)
โดย บาทหลวงชัยยะ กิจสวัสดิ์
มี
3 ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ
- อะไรคือข่าวดี ?
- ข่าวดีให้พลังแก่ชีวิตได้อย่างไร?
- ทำอย่างไรพระวาจาจึงจะเป็นข่าวดีและพลังชีวิต
?
1. ข่าวดี
พระเยซูเจ้าตรัสว่า "เราต้องประกาศข่าวดีเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้าให้แก่เมืองอื่นด้วย
เพราะเราถูกส่งมาก็เพื่อการนี้" (ลก 4:43)
แปลว่าภารกิจหลักที่พระบิดาทรงส่งพระองค์ลงมากระทำก็คือประกาศ
"ข่าวดี" และข่าวดีที่ทรงประกาศคือเรื่อง "พระอาณาจักรของพระเจ้า"
เมื่อเอ่ยถึง "พระอาณาจักรของพระเจ้า" พระคัมภีร์ใช้ศัพท์หลายคำซึ่งมีความหมายทำนองเดียวกัน
เช่น
พระอาณาจักรของพระบิดา
(มธ 13:43)
บ้านพระบิดา
(ยน 14:2)
พระอาณาจักรของพระคริสตเจ้า
(ลก 22:30)
อาณาจักรสวรรค์
(มธ 5:3)
สรวงสวรรค์
(2 คร 12:4)
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง
(ฮบ 9:12)
นครแห่งพระเจ้า,
นครเยรูซาเล็มสวรรค์ (ฮบ 12:22)
บำเหน็จรางวัลยิ่งใหญ่
(มธ 5:12)
ความยินดีกับเจ้านาย
(มธ 25:21)
ชีวิต
(มธ 7:14), ชีวิตนิรันดร (มธ 19:16)
มงกุฎแห่งชีวิต
(ยก 1:12)
มงกุฎที่ไม่มีวันร่วงโรย
(1 คร 9:25)
มงกุฎแห่งสิริรุ่งโรจน์ที่ไม่มีวันร่วงโรย
(1 ปต 5:4)
มรดกของพระคริสตเจ้า
(อฟ 1:18)
มรดกนิรันดร
(ฮบ 9:15)
แต่ที่คุ้นหูเรามากที่สุดคือ
"สวรรค์" (มธ 6:9,
7:21)
ที่ผ่านมาคนส่วนใหญ่ไม่สู้ยินดีกับ
"ข่าวดีเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้า" มากนักเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังอยู่ไกลตัว ซ้ำร้ายบางคนรู้สึกกลัวและไม่อยากได้เสียอีกเพราะคิดว่าต้อง
"ตาย" ก่อนจึงจะมีสิทธิลุ้น "สวรรค์" หรือเข้าสู่ "พระอาณาจักรของพระเจ้า" ได้
อันที่จริงพระเยซูเจ้าทรงกล่าวถึง
"พระอาณาจักรของพระเจ้า" ทั้งในแง่ที่เป็นอดีต
ปัจจุบัน และอนาคต ดังเช่น
- อดีต - "ท่านทั้งหลายจะร่ำไห้คร่ำครวญและขบฟันด้วยความขุ่นเคืองเมื่อแลเห็นอับราฮัม
อิสอัคและยาโคบ กับบรรดาประกาศกในพระอาณาจักรของพระเจ้า แต่ท่านทั้งหลายกลับถูกไล่ออกไปข้างนอก"
(ลก 13:28)
-
ปัจจุบัน - "ไม่มีใครจะพูดว่า ‘พระอาณาจักรอยู่ที่นี่
หรืออยู่ที่นั่น' เพราะพระอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ในหมู่ท่านทั้งหลายแล้ว"
(ลก 17:21)
- อนาคต - "พระอาณาจักรจงมาถึง" (มธ 6:10)
คำถามที่ตามมาคือ
"เป็นไปได้อย่างไรที่พระอาณาจักรของพระเจ้าเกิดขึ้นแล้วในอดีต
(ก่อนพระเยซูเจ้าประสูติ) ดำรงอยู่ในปัจจุบัน (สมัยพระเยซูเจ้า) และจะมาถึงในอนาคต
(เมื่อสิ้นพิภพ)" ?
กุญแจสำหรับไขปัญหานี้อยู่ที่ลีลาการเขียนในภาษาฮีบรูที่เรียกว่า
Parallelism ตามลีลานี้
ชาวยิวนิยมเขียนหรือพูดสิ่งเดียวกันซ้ำ 2 ครั้ง
โดยครั้งที่สองอาจเป็นเพียงการซ้ำครั้งแรก หรือขยายความเพิ่มเติมก็ได้
แทบทุกข้อในหนังสือเพลงสดุดีล้วนใช้ลีลาการเขียนแบบนี้ เช่น
ครั้งแรก "ผู้ชอบธรรมย่อมเป็นสุข"
(สดด 1:1)
ครั้งที่สอง "เขาไม่เดินตามคำแนะนำของคนชั่ว"
(สดด 1:1)
เราจึงได้คำอธิบายของผู้ชอบธรรมว่าคือผู้ที่ไม่เดินตามคำแนะนำของคนชั่ว
หากนำลีลาเดียวกันนี้มาใช้กับคำวอนขอ
2 ประการในบทภาวนาที่พระเยซูเจ้าทรงสอนคือ "ข้าแต่พระบิดาของข้าพเจ้าทั้งหลาย" ดังนี้
ครั้งแรก "พระอาณาจักรจงมาถึง"
(มธ 6:10)
ครั้งที่สอง "พระประสงค์จงสำเร็จในแผ่นดินเหมือนในสวรรค์"
(มธ 6:10)
เราอาจให้คำนิยามของพระอาณาจักรของพระเจ้าว่าเป็น
"สังคมบนโลกนี้ที่พระประสงค์ของพระเจ้าได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์เหมือนในสวรรค์"
หรือพูดง่าย ๆ "สวรรค์คือการปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า" ซึ่งเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อดีต
ดำรงอยู่ในปัจจุบัน และจะสมบูรณ์ในอนาคต
-
ในอดีต อับราฮัม
อิสอัค และยาโคบ ตลอดจนบรรดาประกาศกได้ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า
ท่านจึงเป็นสมาชิกของพระอาณาจักรตั้งแต่ก่อนพระเยซูเจ้าประสูติ
- ปัจจุบัน ผู้ใดปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ก็เป็นสมาชิกของพระอาณาจักรแล้วตั้งแต่เวลานี้
และบนโลกใบนี้
-
แต่เนื่องจากโลกนี้ยังอยู่ห่างไกลจากการปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ เราจึงต้องวอนขอให้พระอาณาจักรมาถึงในอนาคตด้วย
คำนิยามนี้สอดคล้องกับพระวาจาที่ว่า
"คนที่กล่าวแก่เราว่า ‘พระเจ้าข้า
พระเจ้าข้า' นั้นมิใช่ทุกคนจะได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาของเรา
ผู้สถิตในสวรรค์นั่นแหละจะเข้าสู่สวรรค์ได้" (มธ 7:21)
และทรงย้ำถึงความสำคัญของพระอาณาจักรว่า "ธรรมบัญญัติและคำสอนของบรรดาประกาศกมีผลบังคับจนถึงสมัยของยอห์น
หลังจากนั้นมีการประกาศข่าวดีเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้า
และทุกคนกำลังพยายามเข้าสู่พระอาณาจักรนี้" (ลก 16:16)
สาเหตุที่ทำให้การปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าเป็น "สวรรค์" สามารถอธิบายได้ดังนี้
ตั้งแต่ปฐมกาล
พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ "ตามภาพลักษณ์" ของพระองค์ และให้มี "ความคล้ายคลึง" กับพระองค์
(ปฐก 1:26)
พระเจ้าทรงมี "สติปัญญา" และ "อำเภอใจ" มนุษย์ผู้เป็นภาพลักษณ์ของพระองค์จึงมีทั้งสติปัญญาและอำเภอใจเหมือนพระองค์
นอกจากมีสติปัญญาและอำเภอใจเหมือนพระเจ้าแล้ว
มนุษย์ยังถูกสร้างมาให้มี "ความคล้ายคลึง" (Likeness) กับพระเจ้า นั่นคือรู้จักใช้สติปัญญาเพื่อ
"คิดเหมือนพระเจ้า" และใช้อำเภอใจเพื่อ
"รักและปรารถนาเหมือนพระเจ้า"
เมื่อเรา "ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า" ก็เท่ากับเรากำลังคิดและปรารถนาเหมือนพระเจ้า
หรืออีกนัยหนึ่งคือเรากำลังดำเนิน "ชีวิตเหมือนพระเจ้า"
การมี "ชีวิตเหมือนพระเจ้า" คือ "สุดยอดปรารถนา" ของทุกคนเพราะไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่
เที่ยงแท้ และดีงามไปกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าอีกแล้ว
เมื่อได้สิ่งอันเป็นสุดยอดปรารถนา
เราย่อมมี "ความสุขสูงสุด" และความสุขสูงสุดนี้ก็คือ
"สวรรค์"
การปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้าจึงเป็น
"สวรรค์" หรือ "พระอาณาจักรของพระเจ้า" ด้วยประการฉะนี้ !!
นอกจากพระเจ้าจะทรงสร้างเรามาให้มีชีวิตเหมือนพระองค์ตั้งแต่สร้างโลกแล้ว นักบุญยอห์นยังกล่าวถึงชีวิตในโลกหน้าไว้ว่า "ท่านที่รักทั้งหลาย บัดนี้ เราเป็นบุตรของพระเจ้าแล้ว
แต่เราจะเป็นอย่างไรในอนาคตนั้นยังไม่ปรากฏชัดแจ้ง เราตระหนักดีว่า เมื่อพระองค์ทรงปรากฏ เราจะเป็นเหมือนพระองค์
เพราะเราจะได้เห็นพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงเป็น"
(1 ยน 3:2)
สรุปว่า
ชีวิตในโลกหน้าก็คือ "ชีวิตเหมือนพระเจ้า" อีกเช่นกัน
เพราะฉะนั้น
ทุกวันนี้หากเราดำเนิน "ชีวิตเหมือนพระเจ้า" ด้วยการปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์
ก็เท่ากับว่าเราได้เป็นสมาชิกของพระอาณาจักรสวรรค์แล้วตั้งแต่ในโลกนี้ อีกทั้งยังเป็นหลักประกันว่าเราจะได้เป็นสมาชิกถาวรชั่วนิรันดรในโลกหน้าอีกด้วย
หากในโลกนี้เราไม่สามารถดำเนินชีวิตเหมือนพระเจ้า
ก็อย่าหวังไกลไปถึงสวรรค์หรือพระอาณาจักรในโลกหน้าเลย
อย่าลืมว่า พระเยซูเจ้าทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปของเรา
และทำให้เราเป็น "อิสระ"จากบาปและอดีตอันขมขื่นแล้ว
บัดนี้ เราสามารถลุกขึ้นยืนและหันกลับมาดำเนินชีวิตเหมือนพระเจ้าด้วยการ
"คิดและปรารถนาเหมือนพระองค์" อีกครั้งหนึ่งแล้ว
!
ทุกวันนี้ไม่มี "ข่าว" อะไรจะ "ดี" ไปกว่าการมี "ชีวิตเหมือนพระเจ้า" อีกแล้ว !!!
+++++++++++++++++++++++++++++++
ติดตามต่อ ตอนที่ 2 ได้ในวันพุธหน้าค่ะ
Powered by AkoComment 2.0! |