หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow หน้าหลัก
หน้าหลัก
รู้จักยส
รายงานพิเศษ
ข่าวด้านสิทธิฯ / landmine
สิทธิมนุษยชนศึกษา
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
เว็บบอร์ด ยส.
คลังภาพ / กิจกรรม ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
สมุดเยี่ยม
ติดต่อ ยส.
จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 62 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

รับข่าวสารฟรีจาก ยส.

ใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน




แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 78 :วิกฤติสังคมไทย บทเรียน และ การตั้งรับ

วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 78


หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ
เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา


หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือ Jesus CEO

เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCIบทความใหม่ใน PCI  => ปั๊กส์คริสตีอินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้สวดภาวนาและจัดกิจกรรมเพื่อประเทศซิมบับเว

ACPP - Hotline Asiaบทความใหม่ใน ACPP = ประกันความปลอดภัยและปกป้องแรงงานอพยพชาวชนเผ่า - อินเดีย


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

บทความล่าสุด

   อนึ่ง บทความ หรือข้อเขียนทั้งหมดที่นำลงเว็บไซต์ jpthai.org เป็นทัศนะเฉพาะของผู้เขียน
และไม่ผูกพันกับคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ

ทางเว็บไซต์ jpthai อนุญาตให้คัดลอกบทความ/ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้
แต่กรุณาระบุชื่อผู้เขียน และแหล่งที่มาด้วย ขอบคุณค่ะ

คุณธรรมความรัก (ตอนที่ 1) โดย บาทหลวงชัยยะ กิจสวัสดิ์ พิมพ์
Wednesday, 10 September 2008

ความรัก (ตอนที่ 1)

  โดย บาทหลวงชัยยะ กิจสวัสดิ์


Image เทววิทยาเรื่องความรัก

"ความรัก" คือนิสัยที่พระเจ้าทรงโปรดให้ซึมซาบในตัวเราเพื่อโน้มนำน้ำใจของเราให้รักพระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใดเพราะเห็นแก่พระองค์เอง และรักมนุษย์เพราะเห็นแก่พระเจ้า

 เดิมเราเรียกนิสัยที่พระเจ้าทรงโปรดให้ซึมซาบในตัวเราว่า "ฤทธิ์กุศลเหนือธรรมชาติ"  แต่เนื่องจากคำศัพท์นี้เข้าใจกันเฉพาะในหมู่คริสตชน ปัจจุบันจึงเรียกว่า "คุณธรรมที่เกี่ยวกับพระเจ้า" (Theological Virtue)

ในบรรดาคุณธรรมที่เกี่ยวกับพระเจ้าซึ่งประกอบด้วยความเชื่อ ความหวัง และความรักนั้น  นักบุญเปาโลถือว่าความรักยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดทั้งหมด (1 คร 13:13)

จากคำนิยามข้างต้น เราสามารถอธิบายคุณสมบัติของความรักได้ดังนี้

  1. ต้นกำเนิด คือพระเจ้า ดังที่นักบุญเปาโลกล่าวว่า "พระจิตเจ้าซึ่งพระเจ้าประทานให้เรา ได้หลั่งความรักของพระเจ้าลงในดวงใจของเรา" (รม 5:5)  คุณธรรมความรักจึงแตกต่างและอยู่เหนือความรักตามธรรมชาติ

  2. ที่พำนัก คือน้ำใจ  แม้ว่าบางครั้งความรักจะเป็นเพียงอารมณ์ความรู้สึกและยิ่งไปกว่านั้นหลายครั้งเป็นเพียงปฏิกิริยาตอบสนองต่อประสาทสัมผัสของเรา  แต่ที่พำนักที่ถูกต้องของคุณธรรมความรักคือน้ำใจอันมีเหตุมีผลของเรา

  3. กิจการของความรักคือความปรารถนาดีและมิตรภาพ  การรักพระเจ้าคือการปรารถนาให้พระองค์ได้รับพระเกียรติ ความรุ่งโรจน์ และความดีงามทุกอย่าง อีกทั้งพยายามเท่าที่สามารถที่จะทำให้พระองค์ได้รับสิ่งเหล่านี้

    พระดำรัสที่ว่า "ผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะปฏิบัติตามวาจาของเรา พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดาจะเสด็จพร้อมกับเรามาหาเขา จะทรงพำนักอยู่กับเขา" (ยน 14:23) และ "ท่านทั้งหลายเป็นมิตรสหายของเรา ถ้าท่านทำตามที่เราสั่งท่าน" (ยน 15:14) บ่งบอกว่าพระเยซูเจ้าทรงเน้นบทบาทจากทั้งสองฝ่ายจึงจะเกิดมิตรภาพแท้จริงระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าได้

  4. แรงจูงใจ คือความดีงามและความน่ารักของพระเจ้าซึ่งเรารู้ได้โดยอาศัยความเชื่อ  ไม่สำคัญว่าเราจะรู้จักความดีงามของพระเจ้ากี่ประการ เพราะสิ่งสำคัญคือเราต้องไม่มองว่าความดีงามนั้นเป็นแหล่งที่มาของความช่วยเหลือ รางวัล หรือความสุขของเรา แต่เป็นความดีงามในตัวของพระเจ้าเองที่ควรค่าแก่การรัก หาไม่แล้วเราจะเรียกว่ารักพระเจ้าเพราะเห็นแก่พระองค์เองไม่ได้

  5. ขอบเขต คือพระเจ้าและมนุษย์  แม้ว่ามีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงความดีงามและน่ารักอย่างไม่มีขอบเขต  กระนั้นก็ตาม อาศัยพระหรรษทานของพระเจ้า มนุษย์ทุกคนล้วนมีส่วนหรืออย่างน้อยก็มีความสามารถที่จะมีส่วนในความดีงามและความน่ารักของพระเจ้า  ดังนั้นความรักเหนือธรรมชาติจึงขยายขอบเขตไปสู่มนุษย์ทุกคนดังที่ทรงตรัสว่า "บทบัญญัติประการที่สองก็เช่นเดียวกัน คือท่านต้องรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง"

    คุณธรรมความรักจึงมีเป้าหมายอยู่ที่ทั้งพระเจ้าและมนุษย์ โดยพระเจ้าเป็นอันดับแรกและมนุษย์เป็นอันดับสอง (มธ 22:39; ลก 10:27)

รักพระเจ้า

Imageหน้าที่สำคัญสูงสุดของมนุษย์คือ "ท่านจะต้องรักพระยาห์เวห์ พระเจ้าของท่าน สุดจิตใจ สุดวิญญาณ และสุดกำลังของท่าน" (ฉธบ 6:5)  พระเยซูเจ้าทรงย้ำเช่นกันว่า "ท่านจะต้องรักองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่านสุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญาของท่าน" (มธ 22:37; ลก 10:27)  พระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 11 ทรงประกาศว่าบัญญัติประการนี้ ไม่ใช่ปฏิบัติตามได้โดยอาศัยกิจการแห่งความรักเพียงครั้งเดียวในชีวิต หรือทุกห้าปี หรือทุกครั้งที่โอกาสอำนวย แต่ต้องกระทำจนกว่าจะบรรลุความชอบธรรม

การผิดต่อความรักพระเจ้ามักเกิดจากการละเมิดหรือเป็นความผิดโดยอ้อมเมื่อทำบาปหนัก  กระนั้นก็ตามมีบาปที่ผิดต่อความรักพระเจ้าโดยตรง นั่นคือการมีจิตใจเฉื่อยชาอันนำมาซึ่งความเกลียดชังพระเจ้าและพระพรต่าง ๆ ของพระองค์ ไม่ว่าความเกลียดชังนั้นจะเกิดจากพระบัญญัติที่จำกัดเสรีภาพและมีบทลงโทษ หรือเกิดจากการไม่ชอบพระเจ้าเองก็ตาม

คุณสมบัติที่ว่า "สุดจิตใจ สุดวิญญาณ สุดสติปัญญา และสุดกำลังของท่าน" ไม่ได้หมายถึง "ความเข้มข้นสูงสุด" เพราะความเข้มข้นของกิจการไม่เคยถูกรวมอยู่ในคำสั่งใด ๆ  และในเวลาเดียวกันก็ไม่ได้หมายความว่าต้องมีความรู้สึกรักพระเจ้ามากกว่าสิ่งสร้าง เพราะสิ่งสร้างแม้จะไม่มีความสมบูรณ์แต่ก็มองเห็นและชวนให้เรารักมากกว่าพระเจ้าซึ่งมองไม่เห็น  ดังนั้นความหมายที่ถูกต้องคือทั้งสติปัญญาและน้ำใจของเราต้องรับรู้คุณค่าและยกพระเจ้าไว้เหนืออื่นใด ไม่เว้นแม้แต่บิดามารดาหรือบุตรชายหญิงดังที่ทรงตรัสว่า "ผู้ที่รักบิดามารดามากกว่ารักเรา ก็ไม่คู่ควรกับเรา ผู้ที่รักบุตรชายหญิงมากกว่ารักเรา ก็ไม่คู่ควรกับเรา" (มธ 10:37)  ความรักเช่นนี้ไม่เพียงเหนือกว่าความเป็นวัตถุนิยมของพวกสะดูสีและจารีตนิยมของพวกฟาริสีเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักประกันแห่งความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตเราอีกด้วย  

ยิ่งไปกว่านั้น ความรักต่อพระเจ้ายังเป็นทั้ง "หลักการ" และ "เป้าหมาย" ของความครบครันด้านศีลธรรม

เมื่อนักบุญเปาโลกล่าวว่า "ความรักไม่มีสิ้นสุด" (1 คร 13:8) ย่อมหมายความว่าความรักเริ่มต้นแล้วและเป็นจุดเริ่มต้นของการมีชีวิตเหมือนพระเจ้าซึ่งจะบรรลุความสมบูรณ์ในสวรรค์  ความรักจึงเป็นหลักของความครบครันเหมือนพระเจ้าและเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกคนดังที่นักบุญยอห์นกล่าวว่า "ผู้ใดไม่มีความรัก ย่อมดำรงอยู่ในความตาย" (1 ยน 3:14)   

ในฐานะที่เป็นเป้าหมายของความครบครัน เป็น "บัญญัติเอกและเป็นบัญญัติแรก" (มธ 22:38) เป็น "จุดประสงค์ของธรรมบัญญัติ" (1 ทธ 1:5) และเป็น "สายสัมพันธ์แห่งความสมบูรณ์"

(คส 3:14)  ความรักต่อพระเจ้าจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของความชอบธรรมและการได้รับพระคุณต่างๆ

อำนาจของความรักในการทำให้เป็นผู้ชอบธรรมปรากฏชัดใน ลก 7:47 "เราบอกท่านว่าบาปมากมายของนางได้รับการอภัยแล้วเพราะนางมีความรักมาก" และ 1 ปต 4:8 "จงมีความรักกันอย่างมั่นคง เพราะความรักลบล้างบาปได้มากมาย"  อำนาจนี้มิได้ลดน้อยถอยลงเพราะศีลล้างบาปหรือศีลอภัยบาป แต่กลับจะทำให้เราปรารถนารับศีลอภัยบาปทุกครั้งที่สามารถ  

ส่วนอำนาจของความรักที่ทำให้เราได้รับพระคุณต่าง ๆ ได้รับการเน้นย้ำโดยนักบุญเปาโล "เรารู้ว่า พระเจ้าทรงบันดาลให้ทุกสิ่งกลับเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่รักพระองค์ ผู้ที่ทรงเรียกมาตามพระประสงค์ของพระองค์" (รม 8:28) นักบุญเอากุสตินจึงเรียกความรักว่า "ชีวิตของคุณธรรม" (vita virtutum) และนักบุญโทมัสเรียกว่า "รูปแบบของคุณธรรม" (forma virtutum) ซึ่งหมายความว่าคุณธรรมอื่น ๆ แม้จะมีคุณค่าในตัวของมันเอง แต่จะมีความสดใสล้ำเลิศกว่าเมื่อรวมกับความรัก เพราะความรักขึ้นตรงถึงพระเจ้าและนำคุณธรรมอื่นไปสู่พระองค์  

เพื่อจะได้รับพระคุณต่าง ๆ  ความรักต่อพระเจ้าต้องเจริญเติบโตไม่มีสิ้นสุด  นักบุญโทมัสกล่าวถึงความก้าวหน้าในความรักต่อพระเจ้าไว้ 3 ขั้นตอนด้วยกันคือ 

  1. เป็นอิสระจากบาปหนักอาศัยการต่อสู้กับการประจญด้วยความพากเพียร
  2. หลีกเลี่ยงบาปเบาที่กระทำโดยตั้งใจ ทั้งนี้อาศัยความขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติคุณธรรม
  3. เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า

นอกจากสามขั้นนี้แล้ว นักบุญเทเรซา นักบุญฟรังซิส เดอ ซาล และนักบุญอีกหลายท่านได้เพิ่มระดับขั้นของความรักต่อพระเจ้าอีกมากมาย

อย่างไรก็ตาม ความรักต่อพระเจ้าไม่ได้หมายความว่า "ไม่ทำบาป" หรือ "ทำบาปไม่เป็น"  เมื่อนักบุญยอห์นพูดว่า "ทุกคนที่ดำรงอยู่ในพระองค์ย่อมไม่ทำบาป" (1 ยน 3:6) ท่านต้องการหมายความเพียงว่าความรักขั้นสูงย่อมคงอยู่ถาวร แต่ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเราจะไม่สูญเสียความรักนี้ไป  จริงอยู่บาปเบาไม่ทำให้ความรักต่อพระเจ้าลดน้อยลง แต่บาปหนักเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอที่จะทำลายความรักและมิตรภาพระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าให้ขาดสะบั้นลงได้

 

Image

Image ติดตามอ่านตอนที่ 2 ได้ในวันพุธหน้า (17 ก.ย.) 


 

 

< ก่อนหน้า   ถัดไป >