หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow หน้าหลัก
จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 63 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

รับข่าวสารฟรีจาก ยส.

ใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน




แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 77 : สิทธิ หน้าที่ และ ความรับผิดชอบ

วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 77


หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ
เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา


หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือ Jesus CEO

เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCIบทความใหม่ใน PCI  => ปั๊กส์คริสตีอินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้สวดภาวนาและจัดกิจกรรมเพื่อประเทศซิมบับเว

ACPP - Hotline Asiaบทความใหม่ใน ACPP = ประกันความปลอดภัยและปกป้องแรงงานอพยพชาวชนเผ่า - อินเดีย


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

คอรัปชั่น ภัยร้ายที่ต้องรีบจัดการ : ปฏิพัทธ์ ไผ่ตระกูลพงศ์ พิมพ์
Friday, 18 January 2008


คอรัปชั่น ภัยร้ายที่ต้องรีบจัดการ

 
โดย  ปฏิพัทธ์ ไผ่ตระกูลพงศ์
ฝ่ายสิทธิมนุษยชน
คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ (ยส.)
 

Imageใครที่รู้สึกปวดใจเวลาที่ได้รับรู้เรื่องราวว่ามีการคอรัปชั่นเกิดขึ้นไม่ว่าที่ใดๆ ในโลกก็ตาม โปรดยกมือขึ้น นั่นแสดงว่าคุณเป็นผู้หนึ่งที่ควรได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริตพอสมควร โดยส่วนตัวแล้วฉันรู้สึกโกรธ เกลียด และเบื่อหน่ายต่อเรื่องเหล่านี้มากเพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับปรากฏการณ์นี้ได้ นอกจากการสาปแช่งให้คนที่ทำมีอันเป็นไปตามความเชื่อแบบไทยๆ ที่มีอยู่
 

คอรัปชั่นคืออะไร ก็คงจะรู้กันอยู่แล้วว่า คือการเบียดบังเอาผลประโยชน์ที่ควรจะเป็นของส่วนรวมมาเป็นของตน การใช้อำนาจไปในทางมิชอบเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตนหรือคนใกล้ชิด การทุจริตเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์โดยมิชอบ การฉ้อโกง พูดง่ายๆ ว่าฉ้อราษฎร์บังหลวง กินสินบาทคาดสินบน หรือโกงกินนั่นแหละ
       

ในฐานะคนหนึ่งที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ที่ผ่านมาไม่ค่อยได้สนใจหรือให้ความสำคัญกับเรื่องราวของการคอรัปชั่นมาก เพราะมองว่ามันดูไกลจากเรื่องสิทธิมนุษยชนพอสมควร แต่เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมเรื่อง บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนและสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ที่จัดโดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR
) ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่มีการพูดคุยกันคือเรื่องการคอรัปชั่น ทำให้ได้มุมมองใหม่ว่าการคอรัปชั่นไม่ใช่เรื่องที่ห่างไกลแต่อย่างใด แต่เชื่อมโยงทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชน การพัฒนาและประชาธิปไตย

คอรัปชั่นเป็นศัตรูของทุกระบบการเมือง คอรัปชั่นทำให้เกิดผลเลวร้ายในสังคมหลายประการ แต่ที่เป็นหลักใหญ่คือทำให้เกิดความอยุติธรรมในสังคม กล่าวคือแทนที่ทรัพยากรที่มีอยู่จะถูกใช้เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก แต่กลับถูกกอบโกยไปโดยคนกลุ่มหนึ่ง แทนที่จะได้ใช้เพื่อการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตด้านการศึกษา สาธารณสุขของประชาชน กลับถูกเบียดบังไปเป็นที่ดิน คฤหาสน์ ทรัพย์สมบัติของคนเพียงไม่กี่คน เหล่านี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนามนุษย์ในทุกๆ ด้าน ทำให้เกิดความไม่มั่นคง และความขัดแย้งในสังคม และจะนำไปสู่การที่ประชาชนไม่ได้รับสิทธิอันพึงจะมีพึงจะได้ในฐานะที่เป็นมนุษย์ นั่นคือการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั่นเอง

ไม่ว่าจะเป็นในระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหารหรือระบอบคอมมิวนิสต์ หากมีการคอรัปชั่นในหมู่คณะผู้ปกครองหรือชนชั้นนำแล้ว ยิ่งทำให้เกิดความเลวร้ายขึ้นไปอีก ประชาชนที่ไม่มีสิทธิเสรีภาพในการตรวจสอบใดๆ อยู่แล้ว ยิ่งถูกแย่งชิงทรัพยากรอย่างถูกปิดหูปิดตาเข้าไปใหญ่ ในประเทศที่มีการปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหาร ก็พบการกอบโกยผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ เช่น กรณีที่ลูกสาวของผู้นำสูงสุดในรัฐบาลทหารพม่าจัดงานแต่งงานอย่างหรูหราและฟุ่มเฟือยเกินกว่าชาวบ้านตาดำๆ จะจินตนาการได้ ในขณะที่ประชาชนค่อนประเทศกลับต้องอดอยาก ทุกข์ทนกับความยากจน ต้องกระเสือกกระสนหนีภัยสงครามและความตายเข้ามาในบ้านเราอย่างน่าเวทนา หรือการที่ประเทศในทวีปแอฟริกาซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติอยู่มากมาย เช่น ประเทศซูดานซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ แต่รายได้ 80%
กลับถูกนำไปใช้เพื่อการทหาร แทนที่จะนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาความอดอยากหิวโหย และความยากจนของประชาชน ในระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ก็เลวร้ายพอกัน หากคณะผู้นำคอรัปชั่นเสียแล้ว จะมีทรัพยากรใดที่กระจายให้ประชาชนตามอุดมการณ์เศรษฐกิจแบบสังคมนิยมได้ จะเห็นได้ว่าในระยะหลังประเทศจีนและเวียดนามต่างเร่งกวาดล้างการคอรัปชั่นของบรรดาข้าราชการกันขนานใหญ่ ซึ่งคาดหมายได้ว่าจีนและเวียดนามจะมีความก้าวหน้าในเรื่องความโปร่งใสในการบริหารประเทศมากขึ้น

Imageการคอรัปชั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีตั้งแต่การซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้งให้ได้เข้าไปเป็นผู้แทนเพื่อที่จะกลับมากอบโกยผลประโยชน์กลับคืน นับเป็นการบ่อนทำลายการเมืองระบอบประชาธิปไตยยิ่งนัก การคอรัปชั่นในการประมูลงาน สัมปทาน หรือผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆ แทนที่เงินภาษีของประชาชนจะถูกใช้เพื่อสร้างมาตรฐานการดำรงชีวิตอย่างเท่าเทียมกันของประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม กลับต้องมาจ่ายส่วนต่างให้กับขบวนการโกงกินบ้านเมือง คงไม่ต้องยกตัวอย่างอื่นไกล เอาแบบใกล้ตัวเราที่สุดก็ประเทศไทยเรานี่แหละ  ที่การคอรัปชั่นมีให้เห็นทุกหย่อมหญ้า ตั้งแต่การเลือกหัวหน้าชั้นของนักเรียนในโรงเรียนประถม ก็เริ่มมีการแจกขนมเพื่อแลกกับคะแนนเสียงแล้ว ซึ่งเป็นการเพาะบ่มนิสัยการคอรัปชั่นตั้งแต่เด็ก เมื่อประมาณ 1-2 ปีที่ผ่านมา มีการสำรวจความคิดเห็นของเยาวชนว่าคิดอย่างไรกับการคอรัปชั่น ผลที่ปรากฏคือ เยาวชนส่วนใหญ่รับได้กับการคอรัปชั่นของนักการเมืองแต่ขอให้มีผลงานก็พอ (คงจะต้องมองย้อนถึงระบบการศึกษาของไทยว่าสอนอะไรให้กับเยาวชนบ้าง) นี่คือผลสะท้อนความคิดเห็นของเยาวชนที่จะเป็นอนาคตของชาติ ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์คอรัปชั่นของเมืองไทยในอนาคตจะน่าเป็นห่วงเพียงใด ปรากฏการณ์นี้ยังแสดงนัยยะอีกประการคือ เยาวชนเหล่านี้เมื่อไม่ได้รังเกียจการคอรัปชั่นแล้ว พวกเขาเองอาจจะเป็นผู้คอรัปชั่นเสียเองเมื่อมีโอกาส

สาเหตุของการคอรัปชั่น ก็มีทั้งในแง่โอกาสและแรงจูงใจ แต่ลึกที่สุดของปรากฏการณ์นี้ก็คือ กิเลส ความโลภ ความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของมนุษย์ และยาขนานหนึ่งที่จะแก้ได้ ซึ่งเป็นกระแสสังคมในขณะนี้อยู่ด้วยซ้ำก็คือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หากคนเรารู้จักเพียงพอในสิ่งที่ตนควรได้แล้ว การคอรัปชั่นคงจะหมดไปจากโลกนี้อย่างแน่นอน ในขณะที่ประเทศไทยกระแสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงออกจะดังน่าดู แต่ไม่เห็นนักการเมืองของไทยคนไหนที่เพียงพอสักคน

จุดเริ่มต้นที่จะแก้ไขปัญหานี้ นอกจากการปลูกฝังคุณธรรมความซื่อสัตย์ให้แก่เด็กตั้งแต่ในระดับครอบครัว (รวมทั้งคำขวัญวันเด็กยอดนิยมที่ว่า ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน) แล้ว ระบบการศึกษาจะต้องเน้นเรื่องคุณธรรมความซื่อสัตย์สุจริต จะต้องปลูกฝังกันในทุกระดับชั้นเรียน (ตั้งแต่อนุบาลยันปริญญาเอกเลยทีเดียว) ต้องมีกระบวนการให้การศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงความร้ายกาจของการคอรัปชั่น ต้องพาไปดูผลของมัน ไม่ว่าจะเป็นความยากจน ความทุกข์ยาก การละเมิดสิทธิทั้งในระดับปัจเจกบุคคล และระดับชุมชน การทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เกิดจากการพัฒนาอันไม่เป็นธรรมที่เอื้อประโยชน์แต่เฉพาะนายทุน เหล่านี้ล้วนเป็นผลมาจากการคอรัปชั่นไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ซึ่งกระบวนการเหล่านี้น่าจะช่วยให้เยาวชนของชาติได้ตระหนักถึงภัยร้ายของการคอรัปชั่นได้บ้าง นอกจากนี้ยังควรสร้างกระแสค่านิยมในสังคม ที่ต้องรับไม่ได้กับการคอรัปชั่น นักการเมืองต้องทำงานเป็นและไม่โกงกินเท่านั้น

กล่าวโดยสรุป การคอรัปชั่นเป็นตัวบ่อนทำลายทั้งระบบการเมืองไม่ว่าจะปกครองในระบอบใด ทำลายระบบเศรษฐกิจ สร้างความไม่เท่าเทียมกันในสังคม เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา และเป็นสาเหตุหนึ่งของการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ ของโลกรวมทั้งในประเทศไทย  

การเห็นความสำคัญของเรื่องการคอรัปชั่นว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของมนุษย์ในทุกพื้นที่ในโลกใบนี้ มีผลให้องค์การสหประชาชาติดำเนินการเพื่อให้มีอนุสัญญาต่อต้านการคอรัปชั่นขึ้นมา เพื่อให้ทุกประเทศได้หันมาให้ความเอาใจใส่ต่อการแก้ปัญหานี้และเข้าร่วมเป็นภาคีในอนุสัญญาฯ ดังกล่าว ซึ่งหากประเทศใดเป็นภาคีอนุสัญญาฯ นี้แล้ว มีหน้าที่ที่ต้องดำเนินการให้มีกฎหมายภายในที่มีมาตรการต่อต้านการคอรัปชั่นอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ต้องมีสถาบันที่มาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ ตัวอย่างเช่น ประเทศอินโดนีเซียแม้ว่ามีกฎหมายเพื่อจัดการกับปัญหาคอรัปชั่นแล้ว แต่การคอรัปชั่นก็ยังมีอยู่มาก เนื่องจากไม่มีสถาบันที่รับผิดชอบโดยเฉพาะ สำหรับประเทศไทยซึ่งมีหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้แก่ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งคงจะไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว เพราะการคอรัปชั่นยังมีให้เห็นในทุกวงการ

ดังนั้นสิ่งที่ภาคประชาชนจะต้องช่วยกันในขณะนี้คือ ต้องร่วมกันเรียกร้องและผลักดันให้ประเทศไทยเป็นภาคีในอนุสัญญาต่อต้านการคอรัปชั่นฉบับนี้ เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมาย มาตรการ และระบบที่จะจัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจังให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อความหวังต่ออนาคตของประเทศไทยจะได้พัฒนาไปในทิศทางที่มั่นคงมากขึ้น และเพื่อที่เราทุกคนจะได้ไม่ต้องได้ยินได้ฟังเรื่องราวการคอรัปชั่นให้ต้องรู้สึกปวดใจกันอีกต่อไป    

Image

สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมของอนุสัญญาต่อต้านการคอรัปชั่น (United Nations Convention Against Corruption) ได้ที่ http://www.unodc.org/unodc/en/treaties/CAC/index.html 

< ก่อนหน้า   ถัดไป >

อนึ่ง บทความ หรือข้อเขียนทั้งหมดที่นำลงเว็บไซต์ jpthai.org เป็นทัศนะเฉพาะของผู้เขียน
และไม่ผูกพันกับคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ

ทางเว็บไซต์ jpthai อนุญาตให้คัดลอกบทความ/ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้
แต่กรุณาระบุชื่อผู้เขียน และแหล่งที่มาด้วย ขอบคุณค่ะ