หน้าหลักติดต่อ ยส.
หน้าหลัก arrow รายงานพิเศษ arrow รัฐไทยกับกลไกการติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิ์ของสหประชาชาติ (ตอนที่ 8) โดย กล้วยกัทลี
จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 22 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

รับข่าวสารฟรีจาก ยส.

ใส่ชื่อของท่าน

ใส่อีเมลของท่าน




แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 78 :วิกฤติสังคมไทย บทเรียน และ การตั้งรับ

วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 78


หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา

หนังสือ
เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา


หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ

หนังสือ Jesus CEO

เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCIบทความใหม่ใน PCI  => ปั๊กส์คริสตีอินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้สวดภาวนาและจัดกิจกรรมเพื่อประเทศซิมบับเว

ACPP - Hotline Asiaบทความใหม่ใน ACPP = ประกันความปลอดภัยและปกป้องแรงงานอพยพชาวชนเผ่า - อินเดีย


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

รัฐไทยกับกลไกการติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิ์ของสหประชาชาติ (ตอนที่ 8) โดย กล้วยกัทลี พิมพ์
Wednesday, 30 August 2006


{ต้องการกลับไปอ่านบทความ ตอนที่ 1  ตอนที่ 2  ตอนที่ 3  ตอนที่ 4  ตอนที่ 5 ตอนที่ 6 และ ตอนที่ 7 ก่อน}

Image
 ตอนที่ 8
รัฐไทยกับกลไกการติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิ์ของสหประชาชาติ

โดย กล้วยกัทลี


เมื่อรัฐภาคีได้ลงนามในสนธิสัญญาต่างๆ แล้ว รัฐภาคีนั้นก็มีหน้าที่ผูกพันในสนธิสัญญา คือ นอกจากหน้าที่ในการเคารพ ปกป้อง และทำให้บรรลุผลแล้ว รัฐยังต้องจัดทำรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิต่างๆ ที่ระบุไว้ในแต่ละสนธิสัญญา เสนอต่อคณะกรรมการฯ ตามระยะเวลาที่กำหนด 


โดยหลักการแล้วการทำรายงานชิ้นแรกจะเริ่มขึ้นภายหลังการเข้าเป็นภาคีได้หนึ่งหรือสองปี ส่วนรายงานชิ้นต่อๆ ไปก็อยู่ในระยะสี่ถึงห้าปี (ยกเว้น ICERD ต้องส่งทุกสองปี) หรือแล้วแต่คณะกรรมการจะร้องขอ  ส่วนแบบแผนการทำรายงานนั้น ทางสหประชาชาติได้ให้แนวทางไว้อย่างชัดเจน  ส่วนหน้าที่การทำรายงานนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐจะมอบหมายให้ใครและหน่วยงานใดทำ 

การเข้าเป็นภาคีของรัฐไทยในสนธิสัญญาต่างๆ พอประมวลได้ดังนี้ 

สนธิสัญญา

ไทยเป็นภาคี

บังคับใช้ในไทย

กำหนดส่งรายงาน
ปีที่ไทยส่งรายงาน
ปีที่เข้าพบกรรมการสิทธิของ UN*

1.  ICERD

28-01-2003

27-02-2003

ชิ้นแรก 2004

ยังไม่ได้ส่งชิ้นแรก

-

2.  ICCPR

29-10-1996

30-01-1997

ชิ้นแรก 1998ชิ้นที่สอง 2003

ส่งชิ้นแรก 2004ยังไม่ได้ส่งชิ้นที่สอง

ก.ค. 2005-

3.  ICESCR

05-09-1999

05-12-1999

ชิ้นแรก 2002

ยังไม่ได้ส่งรายงาน

-

4.  CEDAW

09-08-1985

08-09-1985

ชิ้นแรก 1986ชิ้นสี่ 2002ชิ้นหก 2006

ส่งชิ้นแรก 1987ส่งชิ้นสี่ผนวกห้า 2003ยังไม่ได้ส่งชิ้นหก

ม.ค. 1990ม.ค.- ก.พ. 2006-

5.  CRC

 27-03-1992

26-04-1992

ชิ้นแรก 1994ชิ้นสอง 1999ชิ้นสาม-สี่ 2009

ส่งชิ้นแรก 1996ส่งชิ้นที่สอง 2004-

ม.ค.- ก.พ.1998ม.ค. 2006-

 (อ่านพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนเพิ่มเติมได้จากแหล่งข้อมูลต่อไปนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ http://www.nhrc.or.th/menu_content.php?doc_id=29)องค์การสหประชาชาติhttp://www.unhchr.ch/TBS/doc.nsf/NewhvVAllSPRByCountry?OpenView&Start=170&Count=15&Expand=171#171

จากตารางจะเห็นได้ว่า เกิดความล่าช้าในการส่งรายงานของทุกสนธิสัญญา ทั้งนี้เนื่องมาจากปัจจัยหลายประการ แต่ประการหนึ่งคงจะหนีไม่พ้นเรื่องความไม่พร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำรายงาน เมื่อไม่พร้อม ก็ไม่สามารถจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ  นอกจากนั้น อาจเป็นได้ที่ไม่มีความเข้าใจชัดเจนในข้อผูกพันที่มีต่อสนธิสัญญา คืออาจไม่ทราบว่าต้องทำรายงาน ดังนั้น จึงไม่พร้อมที่จะตั้งหน่วยงานขึ้นมารองรับ  หรืออาจขาดผู้เชี่ยวชาญในการจัดทำรายงานดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมาย หรือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องสิทธิด้านต่างๆ เป็นต้น 

นอกจากนี้ การทำรายงานเป็นภาษาอังกฤษ ก็นับเป็นภาระที่ยากลำบากพอสมควรสำหรับประเทศไทย 

อย่างไรก็ดี การที่เราได้ยินผู้นำของรัฐไทยกล่าวว่า “UN ไม่ใช่พ่อ” จึงสะท้อนความไม่เข้าใจของผู้นำต่อภาระผูกพันที่รัฐไทยต้องมีต่อสนธิสัญญาที่ได้เข้าเป็นภาคีไว้  ภาระผูกพันที่สหประชาชาติมีหน้าที่ติดตาม สนับสนุน ช่วยเหลือ เพื่อให้รัฐภาคีสามารถปฏิบัติตามสนธิสัญญาได้อย่างเหมาะสม 

นอกจากจะส่งรายงานแล้ว คณะกรรมการในสนธิสัญญานั้นๆ ยังได้เชื้อเชิญให้รัฐบาลส่งตัวแทนเข้าชี้แจ้งต่อคณะกรรมการฯตามวันและเวลาที่กำหนด เพื่อให้เกิดการพบปะ ซักถาม ทำความเข้าใจในเรื่องที่คณะกรรมการฯ ต้องการ ตัวอย่างเช่น หลังจากคณะกรรมการว่าด้วยเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ได้รับรายงานชิ้นแรกที่เกี่ยวข้องกับสนธิสัญญา ICESCR จากไทยเมื่อปี 2004 (แม้ว่าจะล่าช้าไปถึงหกปี) ก็ได้กำหนดให้ไทยส่งตัวแทนเข้าพบคณะกรรมการฯในเดือนกรกฎาคม 2005 เป็นต้น  

เมื่อได้พบปะกันแล้ว คณะกรรมการจะผลิตเอกสารที่เรียกว่า ข้อสังเกต หรือ General Observation เพื่อเสนอต่อรัฐบาล ในข้อสังเกตนี้อาจมีการระบุให้รัฐตอบคำถามต่างๆ ที่ยังไม่กระจ่าง  แก้ไขการปฏิบัติงานด้านสิทธิ์ให้ถูกต้องตามพันธกรณี หรือทำรายงานที่มีข้อมูลเป็นปัจจุบันเพื่อส่งให้คณะกรรมการติดตามผลในระยะเวลาที่กำหนด 

ประชาชนของประเทศนั้นๆ สามารถใช้สิทธิ์ของตนในการติดตามการทำงานของรัฐบาล เพื่อให้เป็นไปตามข้อสังเกตที่คณะกรรมการนำเสนอ  การติดตามการดำเนินงานของรัฐโดยประชาชนนี้เองจะช่วยให้งานด้านสิทธิ์ของรัฐเป็นไปตามพันธกรณียิ่งขึ้น และยังช่วยให้ประเทศมีพัฒนาการด้านสิทธิ์ที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้นได้ 

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >

อนึ่ง บทความ หรือข้อเขียนทั้งหมดที่นำลงเว็บไซต์ jpthai.org เป็นทัศนะเฉพาะของผู้เขียน
และไม่ผูกพันกับคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อความยุติธรรมและสันติ

ทางเว็บไซต์ jpthai อนุญาตให้คัดลอกบทความ/ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้
แต่กรุณาระบุชื่อผู้เขียน และแหล่งที่มาด้วย ขอบคุณค่ะ