| ภาคประชาชน กับการมีส่วนร่วมในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจไทย |
|
| Thursday, 13 July 2006 | ||||
|
ภาคประชาชน กับการมีส่วนร่วมในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจไทย
เดิมทีเดียวกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนหรือ NGOs และขบวนการภาคประชาชนอื่นๆ ก็ไม่ต่างไปจากผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ที่มองว่าเรื่องราวทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศนั้น เป็นเรื่องไกลตัวและมีความซับซ้อน จนเป็นผลให้ขาดความสนใจและไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องติดตามใกล้ชิดว่า รัฐบาลได้นำพาประเทศไปผูกพันทางเศรษฐกิจกับใครและอย่างไร แต่วิกฤตเศรษฐกิจของไทยที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2540 ได้ปลุกผู้คนจำนวนมาก รวมทั้งนักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวทางสังคมให้หันมาจับตาเรื่องนี้อย่างจริงจัง จนทำให้องค์การระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก (World Bank) รวมไปถึงองค์การการค้าโลก (WTO) เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในสังคมไทย น่าเสียดายว่าแทนที่รัฐบาลปัจจุบันจะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์กลับเดินหน้าเปิดเสรีทางเศรษฐกิจอย่างผลีผลาม รัฐบาลปัจจุบันเร่งรีบเปิดเสรีทางการค้าภายใต้การเจรจาระดับทวิภาคี หรือที่ได้ยินกันบ่อยๆ ว่า เอฟ ที เอ (FTA) ซึ่งมีความรุนแรงและรวดเร็วกว่าในระดับพหุภาคี (WTO) ซึ่งก็มีปัญหามากอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้เองจึงนำมาสู่การก่อตัวของกลุ่มคนที่ติดตามและเข้าใจในเรื่องราวเหล่านี้ขึ้น ช่วงประมาณ 4 ปีที่ผ่านมาองค์กรพัฒนาเอกชนและนักวิชาการไทยบางส่วนได้เฝ้าติดตาม การเจรจาการค้าภายใต้กรอบ WTO มาอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่าแต่ละบุคคลหรือกลุ่ม ไม่ได้ติดตามในทุกเรื่องที่มีการเจรจา เนื่องจากมีประเด็นในการเจรจาและทำข้อตกลงมากมาย เช่น ข้อตกลงทางการเกษตร ข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญา ข้อตกลงการค้าบริการและอื่นๆ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ แต่ละกลุ่มจะดูเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานตัวเองเป็นหลัก อย่างไรก็ตามได้มีการประสานกันระดับหนึ่ง เมื่อมีประเด็น FTA เกิดขึ้นจึงมีการรวมตัวกันได้ค่อนข้างรวดเร็วเนื่องจากเห็นความสำคัญร่วมกันอยู่แล้ว จากปลายปี พ.ศ. 2546 จนถึงวันนี้ กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชนหรือ FTA Watch จึงกลายมาเป็นพลังทางสังคมที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งในการติดตามตรวจสอบและสร้างความเข้าใจให้กับสาธารณะในประเด็นการค้าเสรี ข้อดีของการรวมตัวในลักษณะนี้ของภาคประชาสังคมก็คือ ไม่มีองค์กรใดหรือใครที่มีอำนาจควบคุมหรือสั่งการเด็ดขาด ส่งผลให้ไม่เกิดการครอบงำหรือขาดความเป็นอิสระ ทุกการตัดสินใจเป็นผลจากกระบวนการหาฉันทามติ กล่าวได้ว่ามีกลไกการตรวจสอบกันเองโดยธรรมชาติ แต่ข้อเสียก็คือ ขาดความคล่องตัวในการทำงาน การประสานงานดำเนินไปแบบไม่ง่ายนัก ตัวอย่างเช่น การนัดประชุมกันแต่ละครั้งต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร รวมทั้งหลายคนก็ไม่สามารถเข้าร่วมได้ เนื่องจากต้องไม่ลืมว่านักเคลื่อนไหวเหล่านี้ต่างมีงานประจำของตนอยู่แล้ว การมารณรงค์ร่วมกันถือเป็นส่วนที่เพิ่มเติมจากงานประจำ
ข้อจำกัดอีกประการหนึ่งของภาคประชาชน คือ ยังมีความหลากหลายน้อยในวิธีการที่จะผลักดันนโยบายทางเลือก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับฝ่ายรัฐ เท่าที่ผ่านมาถึงแม้จะมีโอกาสแลกเปลี่ยนกันหลายเวที แต่ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถสื่อสารกันได้ นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาคประชาชนต้องใคร่ครวญให้ดี ว่าความจำเป็นในการแลกเปลี่ยนโดยตรงกับภาครัฐมีมากน้อยเพียงไร จะจัดสรรทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างไร สังคมในวงกว้างจะเข้าใจถึงความแตกต่างทางความคิดนี้หรือไม่ ประเด็นสุดท้ายที่กล่าวถึงนี้สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจนถึงปัจจุบันกระแสสังคมดูเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้รัฐปรับเปลี่ยนแก้ไขนโยบายได้ ถึงแม้ว่ายังมีจุดที่จะต้องแก้ไขอีกมาก แต่การรณรงค์เรื่อง FTA ที่ผ่านมาก็พิสูจน์ว่า "การเมืองภาคพลเมือง" มีความสำคัญและจำเป็น และเหนือสิ่งอื่นใด สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นในสังคมไทยได้
Powered by AkoComment 2.0! |
||||
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|










