หน้าหลัก
หน้าหลัก
รู้จักยส
อยู่กับปวงประชา
ข่าวย้อนหลัง
เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน
ผู้ไถ่ : รายงานสถานการณ์
การศึกษาเพื่อสิทธิ&สันติภาพ
สื่อสิ่งพิมพ์ ยส.
มุมมองสิทธิฯ ในหนัง
กิจกรรม ยส.
คลังภาพ ยส.
เว็บบอร์ด ยส.
เว็บเพื่อนบ้าน
Facebook ยส.

ยส. (ยุติธรรมและสันติ)

จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 64 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

คลิก เขียนสมุดเยี่ยมคลิก เขียนสมุดเยี่ยม
ขอบคุณทุกท่าน
ที่แวะเข้ามาค่ะ

แนะนำสื่อ ฉบับล่าสุด


วารสารผู้ไถ่ ฉบับที่ 119: เด็ก เยาวชน และครอบครัว ในยุคสมัยแห่งความเปราะบาง
 วารสารผู้ไถ่
ฉบับที่ 119


วันสันติสากล 1 มกราคม 2022
 สารวันสันติสากล
1 มกราคม 2022
การเสวนาระหว่างชน
รุ่นต่าง ๆ การศึกษา
และการทำงาน เป็น
เครื่องมือสำหรับการ
สร้างสันติภาพที่ยั่งยืน


น้ำแห่งชีวิต (Aqua fons vitae)
 น้ำแห่งชีวิต
(Aqua fons vitae)
สมณกระทรวงเพื่อ
ส่งเสริมการพัฒนา
มนุษย์แบบองค์รวม


สมณลิขิตเตือนใจ...แอมะซอนที่รัก (QUERIDA AMAZONIA)
 แอมะซอนที่รัก
(QUERIDA AMAZONIA)
สมณลิขิตเตือนใจ...
ของสมเด็จ-
พระสันตะปาปาฟรังซิส


จงสรรเสริญพระเจ้า... การก้าวออกไปอย่างต่อเนื่องของเอเชีย
หนังสือแปล
จงสรรเสริญพระเจ้า...
การก้าวออกไป
อย่างต่อเนื่องของเอเชีย


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 2 และ3
หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร
ภาคที่ 2 และ3
 


ประมวลหลักคำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร ภาคที่ 1
หนังสือแปล
Compendium...
ประมวลหลักคำสอน
ด้านสังคมของ
พระศาสนจักร ภาคที่ 1



หนังสือ Jesus CEO :  พระเยซูเจ้า นักบริหารชั้นนำ
หนังสือแปล
Jesus CEO :
พระเยซูเจ้า
นักบริหารชั้นนำ



หนังสือ เส้นทางสู่สิทธิมนุษยชนศึกษา
หนังสือ เส้นทางสู่
สิทธิมนุษยชนศึกษา


พระสมณสาสน์ความรักในความจริง : Caritas in Veritate
หนังสือแปล
Caritas in Veritate :

พระสมณสาสน์
ความรักในความจริง



โปสเตอร์ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ พ.ศ.2532
โปสเตอร์
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
แห่งสหประชาชาติ
พ.ศ.2532


เว็บเพื่อนบ้าน

แวดวงต่างประเทศ

Pax Christi International - PCI

ACPP - Hotline Asia


ดูเว็บอื่นๆ ในหมวด

เว็บน่าสนใจ

เว็บด้านสิทธิฯ

ข่าวสาร/บันเทิง

หน่วยงานองค์กรคาทอลิก


รู้เขา รู้เรา กับ รศ.เสาวนีย์ จิตต์หมวด พิมพ์
Tuesday, 04 July 2006


“เราได้สร้างเจ้าทั้งหลายมาจากชายหนึ่งหญิงหนึ่ง และเราได้สร้างพวกเจ้าให้แตกต่างกัน ทั้งทางชาติพันธุ์และเผ่าพันธุ์ เพื่อพวกเจ้าจักได้รู้จักกัน มีไมตรีต่อกัน แท้จริงที่มีเกียรติ
ยิ่ง ณ พระองค์ คือ ผู้มีคุณธรรมที่สุดในหมู่พวกเจ้า...”

    พระดำรัสของพระอัลเลาะฮ์ ในคัมภีร์อัลกุรอาน

Image

 


รู้เขา รู้เรา


กับ รศ.เสาวนีย์  จิตต์หมวด

กองบรรณาธิการ สัมภาษณ์


นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบทางชายแดนภาคใต้ที่ได้ถูกจุดเชื้อไฟให้ลุกลาม มอดไหม้ ไม่เพียงทำลายชีวิตผู้คนจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังไหม้ลามลึกเข้าไปถึงจิตใจของผู้คนในสังคมไทย กระแสการแบ่งเขาแบ่งเรา กระแสชาตินิยมที่รุนแรงถึงขนาดเกิดความเกลียดชังผู้ที่นับถือศาสนาต่างจากตน ซึ่งพร้อมจะเป็นเสมือนถ่านที่รอการปะทุเชื้อให้ติดไฟได้อีกครั้ง ย่อมเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่นถึงความรุนแรงที่อาจรออยู่เบื้องหน้า

การรู้เขา รู้เรา น่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่เราทั้งหลายผู้อยู่ในสังคมที่มีความแตกต่างและความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม ได้นำมาพิจารณาทำความเข้าใจและยอมรับ บทสัมภาษณ์ รศ.เสาวนีย์  จิตต์หมวด อาจารย์หัวหน้าโปรแกรมวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ธนบุรี ประธานสภาสตรีมุสลิมแห่งประเทศไทย, ผู้ชำนาญการคณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าศูนย์มุสลิมและอิสลามศึกษา อาจช่วยให้เราได้รู้จักตัวตนและความคิดของคนมุสลิมมากยิ่งขึ้น เพื่อความเข้าใจที่ว่า “เราทั้งผองล้วนพี่น้องกัน”


ความรู้สึกต่อปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืน มาถึงกรณีกรือเซะ และล่าสุดที่ อ.ตากใบ

ถ้าหากให้มองใน 3 เหตุการณ์ ตั้งแต่การปล้นปืน, กรณีที่กรือเซะ กับที่จุดอื่นๆ และที่ตากใบ 3 กรณีเป็นคนละเรื่องกันเลย ต้องบอกว่าเป็นคนละอารมณ์คนละความรู้สึก ในแง่ของการปล้นปืนเมื่อทราบเหตุการณ์ก็เกิดคำถามว่า มันเกิดอะไรขึ้นในการที่ใครก็ไม่รู้สามารถมาเอาปืนไปจากสถานที่ราชการได้ถึงขนาดนั้นและไม่สามารถติดตามได้ แสดงว่าเหตุการณ์ตรงนี้ไม่ธรรมดาไม่ใช่เรื่องปกติ และถ้าหากเป็นเรื่องของโจรต้องบอกว่าคงไม่ใช่โจรปกติแล้วล่ะ ทีนี้ก็เลยมีคำถามหลายๆ คำถามว่า หน่วยงานที่รับผิดชอบเองบกพร่องหรืออย่างไรจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาได้ ซึ่งในฐานะของประชาชนชาวไทยไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิมก็ตามเกิดคำถามทำนองเดียวกันตรงนี้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันที่ 28 เมษายน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่กรือเซะ คงต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่สร้างความตกใจและหดหู่ วันนั้นเหตุการณ์เกิดขึ้นหลายที่ซึ่งแต่ละที่ก็มีมิติที่แตกต่างกันไป อย่างเช่น ที่สะบ้าย้อย เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนตายส่วนใหญ่นั้นเป็นเยาวชนและเป็นนักฟุตบอล คนเหล่านี้เป็นผู้ก่อการร้ายหรือ และมีความผิดร้ายแรงถึงขนาดต้องปลิดชีพกันเลยหรือ ต้องวิสามัญฆาตกรรมเหมือนกับคนเหล่านี้เป็นพวกค้ายาบ้าอะไรอย่างนี้เชียวหรือ ถ้าเขาเป็นเยาวชนแล้วเขาทำผิดในส่วนนี้ก็คงต้องบอกว่า แม้จับได้ว่าเยาวชนเหล่านั้นเป็นคนที่ฆ่าคนอื่น การลงโทษเยาวชนนั้นก็ควรพิจารณาลงโทษกันในมิติหนึ่งในแง่ของความที่เขาเป็นเยาวชน แต่ตรงนี้มีหลักฐานอะไรว่ากลุ่มเยาวชนเหล่านี้ทำความผิด การวิสามัญฯ ทั้งหมดมันคืออะไร ก็เป็นประโยคคำถามที่ค้างคาใจมุสลิมอยู่ ส่วนที่มัสยิดกรือเซะต้องบอกว่าเกิดขึ้นในศาสนสถานจึงเป็นความไม่เข้าใจว่าวิธีการแก้ปัญหาโดยสันติวิธีไม่ถูกนำมาใช้แล้วหรือ มันใช้การไม่ได้แล้วหรือ ด้วยเหตุจำเป็นจากการที่ดวงอาทิตย์จะตก   แล้วจะแก้ปัญหาไม่ได้ จึงต้องกราดยิงทั้งหมดอย่างนั้นหรือ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นการแก้ปัญหาที่มองดูว่ามันรุนแรง แล้วเมื่อเกิดความรุนแรงขึ้น ในทัศนะส่วนตัวของตัวเองจึงเชื่อว่า มันจะกลายเป็นเชื้อเพลิง กลายเป็นกองไฟที่จะทำให้ผู้ปรารถนาดีแต่ประสงค์ร้ายต่อประเทศชาติใช้จุดขึ้นมาได้อีกหลายกองจากเหตุการณ์วันที่ 28 เมษายน ว่านี่คือความไม่ยุติธรรม นี่แหละคือความรุนแรงที่รัฐทำกับประชาชน เพราะฉะนั้นถ้าเรามองว่าภาวะการณ์ตรงนี้เป็นสงครามแย่งชิงประชาชนกัน ต้องบอกว่าฝ่ายรัฐบาลเป็นฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำแล้ว ที่กระทำการรุนแรงในวันนั้น เพราะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งที่เป็นไอ้โม่งและก็ไม่รู้ว่าเป็นใครเขาสามารถหยิบเหตุการณ์ตรงนี้มาใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อจะแย่งชิงประชาชนให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับรัฐด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นเราก็ต้องบอกว่าในแง่ของคนตายตรงนั้นเราก็เศร้าแล้วนะว่าชีวิตแต่ละชีวิตที่เกิดขึ้นมาเขาไม่ควรจะต้องจบลงอย่างง่ายดาเช่นนี้ โดยที่เราก็ยังไม่แน่ใจว่าเขามีความผิดอะไร การใช้ความรุนแรงเราก็ว่าไม่ถูกแล้ว ยิ่งเป็นภาวะหรือปรากฏการณ์ที่ทำให้คนอีกฝ่ายหนึ่งใช้เป็นสาเหตุ เป็นข้อมูล เป็นชนวนในการจุดไฟด้วยแล้ว ในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่งเราก็บอกว่าไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติเลย

Imageส่วนในกรณีของตากใบ วันแรกที่ทราบว่ามีคนตายจากการสลายม็อบประมาณ 5-6 คน เราก็... ธรรมดานะ เมื่อทราบถึงคนตายไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เราก็รู้สึกหดหู่ว่าลูกเมียครอบครัวเขาจะเป็นอย่างไร แต่ถามว่ามันกระแทกหรือกระเทือนใจอะไรมากไหม ไม่ เพราะเราก็ได้ข้อสรุปในแง่ที่ว่า อาจเป็นภาวะของการสลายม็อบซึ่งเป็นไปได้ที่จะทำให้มีการตายได้บ้าง เสียใจก็เสียใจอยู่แต่ว่าไม่ถึงกับเป็นแรงกระแทกอะไร ไม่ถึงกับสลดมาก แต่วันรุ่งขึ้นมาทราบว่าคนที่ตายนั้น จำนวนไม่ใช่ 6 คนแล้ว ยิ่งมาเห็นภาพข่าวในประเทศไทยที่ออกมาเพียงเศษเสี้ยวของข่าวที่ออกในสื่อต่างประเทศ เรารู้สึกว่าทำใจลำบาก มันเป็นภาพที่เหมือนทำกับสัตว์เดรัจฉานมากกว่า ไม่ใช่ทำกับมนุษย์ เราทราบข่าวขณะกำลังอยู่ในการประชุมของการละศีลอดอยู่ ก็มีโทรศัพท์เข้ามาแต่ละจุด แต่ละจุดที่พรรคพวกจะรู้ แต่ละคนก็ลุกขึ้น ไม่ต้องแก้บวชกันแล้ว เกิดอาการทานอาหารไม่ลง อาหารโรงแรมวันนั้นก็เหลือไม่ต้องเสิร์ฟเพราะเสิร์ฟไปก็ไม่มีคนทาน แต่ละคนก็ลุกขึ้นซักถามกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งคิดว่าไม่ใช่แค่ความรู้สึกของชาวไทยมุสลิมที่รู้สึกเจ็บปวดแล้วยากจะรับได้ในการกระทำของหน่วยงานของรัฐ แม้แต่เพื่อนชาวไทยเองที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรและที่มีใจยุติธรรมพอก็มองว่าสิ่งที่ทำเป็นสิ่งที่ไม่ถูก เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันนำไปสู่การปฏิบัติจริงหรือ ปฏิญญาสิทธิมนุษยชนมันใช้ได้ในเมืองไทยหรือเปล่า เพราะว่าการกระทำนั้นไม่ได้แสดงถึงการกระทำต่อมนุษย์ด้วยกัน


ที่บอกว่ามีผู้ปรารถนาดีแต่ประสงค์ร้าย หมายความว่าอย่างไร

Imageก็หมายความว่าเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี่ต้องมีผู้ดำเนินการ ซึ่งตัวเองขอเรียกว่า “ผู้ดำเนินการ” ซึ่งดำเนินการในหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการฆ่าโต๊ะครู ฆ่าพระ ฆ่าข้าราชการ ฆ่าผู้บริสุทธิ์ คือพยายามจะสร้างสถานการณ์ให้เกิดความเข้าใจผิดกันระหว่างคนในชาติ ดิฉันจึงเรียกว่า ผู้ปรารถนาดีแต่ประสงค์ร้าย ถ้าพูดในมิติมุมมองของมุสลิมคือ มุสลิมในภาคใต้ที่ได้สัมผัสมา เราทราบว่าเขาได้รับการกระทำในแง่ของความ อยุติธรรมติดต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน การที่คนหายไป การที่อยู่ๆ ก็เจอศพลอยมาไม่มีคอ หรือว่าการที่ถูกไข้โป้ง เป็นเรื่องที่พี่น้องเหล่านั้นเขาประสบกันมาเป็นชั่วอายุต่อๆ กันมา แต่ดิฉันมองว่าเขาอดทน มีความอดทนและความอดกลั้น เพราะฉะนั้นความ อยุติธรรมก็สามารถถูกผู้ปรารถนาดีแต่ประสงค์ร้ายมาจุดเป็นชนวนให้พี่น้องที่ได้รับความ อยุติธรรมเหล่านั้นลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องใฝ่หาความยุติธรรม ถามว่าใช่ผู้ปรารถนาดีไหม ใช่ ที่จะบอกว่าปรารถนาดีกับพี่น้องนี่นะ เราต้องต่อสู้แล้วน่ะ แต่ลึกๆ ของความปรารถนาดีนั้นดิฉันมองว่าเขาประสงค์ร้ายกับภาพรวม แล้วดิฉันมองว่าผู้ดำเนินการตรงนั้นก็พยายามสร้างปรากฏการณ์ให้เกิดความเข้าใจผิดกันระหว่างพี่น้องชาวไทยต่างศาสนาที่เคยอยู่ร่วมกันด้วยความสันติสุขมาเป็นเวลานาน เพราะฉะนั้นเขาก็ต้องจัดการกับพระบ้างเพื่อจะได้ให้มุสลิมกับพุทธปะทะกัน ดิฉันมองว่าผู้บงการกลุ่มนี้ไม่ธรรมดาที่จะทำอย่างไรก็ได้ให้ไฟมันลุกขึ้น ทำให้เกิดความเข้าใจผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ในแนวราบของประชาชนพังทลายลง


ก็ดูเหมือนว่าจะได้ผล ทำให้คนในชาติรู้สึกแตกแยกกัน

ใช่ และดิฉันมองว่ามุสลิมที่อาจจะไปประท้วงหรืออยู่ที่กรือเซะ หรือที่บอกว่าจะไปต่อสู้อะไรๆ ตรงนั้น คนเหล่านั้นคือเหยื่อของผู้ปรารถนาดีแต่ประสงค์ร้าย เขาคือเหยื่อ เหยื่อที่ว่า เขาไม่ได้รับความยุติธรรมใช่ไหม.. ใช่ พ่อแม่เขาถูกฆ่าตาย ดิฉันฟังอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์เล่าว่า เขาไปพบคนไทยในประเทศเยอรมันไม่ยอมพูดไทย ต้องพูดเยอรมันกัน เขาเป็นคนจากทางใต้และไม่ยอมเป็นคนไทยอีกแล้วเพราะว่าพ่อแม่ญาติพี่น้องเขาถูกฆ่าจนเขาต้องอพยพหลบหนีมาตั้งถิ่นฐานในเยอรมันจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีต ซึ่งลักษณะปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเยอะกับมุสลิมในภาคใต้ แต่จะมีสักกี่ครอบครัวสามารถอพยพไปอยู่ที่เยอรมันได้ คนส่วนใหญ่ยังคงต้องอยู่ใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่มันก็เป็นแผลลึกอยู่ในใจเขาที่ตอนนั้นเขาอาจจะยังเด็กและจำได้ว่ามีคนมาฆ่าพ่อเขา มาตัดหัวพ่อเขา มาลักตัวพ่อเขาหายไป ถ้ายกตัวอย่างให้เห็นในปัจจุบันนี้ เช่น ครอบครัวคุณสมชาย นีละไพจิตร อยู่ๆ พ่อหายไป หายไปไหนไม่รู้ รัฐบาลไม่มีคำตอบให้ มีแต่ข้อสรุปว่าถูกตำรวจอุ้มไป จบ ซึ่งแผลเหล่านี้มันเกิดขึ้นในใจของมุสลิม เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมากและนานสำหรับใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ก่อนเรามีความรู้สึกว่า ถ้าเราเป็นมุสลิมและอยู่ในภาคกลางเราปลอดภัย จะพูดอะไร ทำอะไรไม่ต้องกลัวใครจะมาเก็บเรา แต่ถ้าเราอยู่ในภาคใต้เราต้องระวังตัวมาก จะพูดอะไรเราสามารถถูกเก็บได้อย่างง่ายๆ แล้วสมชายทำอะไร สมชายคือคนที่ต่อสู้กับความ อยุติธรรม แต่สมชายก็ถูกเก็บ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็ไม่มีทนายคนไหนจะลุกขึ้นมาต่อสู้กับความ อยุติธรรม การต่อสู้ในที่สว่างโดยกระบวนการของกฎหมายไม่กล้าแล้ว เมื่อตรงนี้มันถูกปิด การต่อสู้ส่วนหนึ่งแน่นอนก็สามารถเกิดได้จากวิธีการที่ไม่ถูกต้อง เราก็เลยไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในภาคใต้ มือใครต่อมือใครก็ไม่รู้ เป็นโอกาสที่ใครมีความแค้นใคร ความแค้นส่วนตัว เรื่องนักการเมืองที่ชิงกัน เรื่องของผลประโยชน์ อิทธิพล ก็เป็นสิ่งที่มา    ถาโถมกันอยู่ตรงนั้น เพราะฉะนั้นเราก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร


ตัวอย่างความอยุติธรรมที่มุสลิมทางใต้ได้รับ

Imageตัวเองไม่ใช่คนทางใต้ แต่เราก็รู้ว่าเขาถูกปฏิบัติจากหน่วยงานรัฐเหมือนกับเขาเป็นพลเมืองชั้น 2 ถ้ายกกรณีชัดๆ เรื่องของผู้หญิง ตามหลักการศาสนาอิสลามต้องคลุมศีรษะด้วยผ้าฮิญาบ เพราะฉะนั้นเวลาไปสอบเข้าอะไร ขั้นแรกคือการสอบข้อเขียน ข้อเขียนผู้หญิงมุสลิมสามารถสอบผ่าน แต่ขั้นต่อไปคือการสอบสัมภาษณ์และมีข้อต่อรองว่าจะยอมถอดไหม ถ้าไม่ยอมถอดก็จบ ไม่ผ่าน อันนี้เป็นกรณีตัวอย่างหนึ่งของความอยุติธรรมที่เขาได้รับ อย่างง่ายๆ และเป็นปัจจุบัน ยังไม่ต้องพูดถึงกรณีซับซ้อนที่เกิดขึ้นมาในอดีต ตอนนี้ผู้หญิงมุสลิมจำนวนไม่น้อยเลยนะ ที่หมดโอกาสเข้าไปทำงานในหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชนจากการที่เมื่อเห็นตัวกันแล้วเธอไม่ยอมถอดผ้าคลุม


เท่าที่อาจารย์ได้มีโอกาสลงไปทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบันหลายต่อหลายครั้ง ชาวมุสลิมที่นั่นเป็นอย่างไร

น่ารักมาก ไม่ได้แตกต่างไปจากชาวชนบทของไทยในภูมิภาคต่างๆ ที่เขาจะมีความใส บริสุทธิ์ เขาจะมีลักษณะของความเป็นสังคมชนบทที่ซื่อ ใส จริงใจ โอบอ้อมอารี ทีนี้ในแง่ของมุสลิมทางใต้ จากการที่เราเป็นมุสลิมและเขาเป็นมุสลิมก็อาจจะมีความสัมพันธ์อีกระดับหนึ่งที่เขาปฏิบัติต่อเราเหมือนเป็นลูกหลานคนหนึ่ง แต่ว่าสรุปแล้ว มองภาพรวมแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่เป็นประชาชนที่ถ้าจะมีการใช้คำว่า แบ่งแยกดินแดน ตอบแทนได้เลย ว่าประชาชนชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด มิใช่คนที่มุ่งหวังจะแบ่งแยกดินแดน แค่เขาจะเอาตัวรอดเองไม่ได้เลย แล้วเขาจะไปแบ่งแยกดินแดนอะไรประการที่หนึ่ง  ประการที่สองมุสลิมไม่ได้ติดกับตัวดินแดนเลย แต่ดินแดนที่มุสลิมคาดหวังซึ่งคงไม่ได้ต่างจากชาวคริสต์นั่นคือ ดินแดนในโลกหน้าต่างหาก ดินแดนในโลกนี้ มุสลิมมีฐานคิดว่า เป็นแค่โลกเพียงชั่วพริบตาเดียวเอง เป็นโลกแห่งการทดสอบ เพราะฉะนั้นถ้าเขาอยู่ดีมีสุขแล้ว หรือสามารถอดทนอดกลั้นกับปัญหาได้แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เขามีทั้งความอดทนอดกลั้น มีทั้งความพอเพียง และอย่างที่ท่านนายกฯ ว่า ค่อนข้างจะมุ่งไปสู่เรื่องของโลกหน้า เพราะฉะนั้นก็เลยเหมือนกับเขาไม่ค่อยสนใจอะไรเลยกับโลกนี้ ดินแดนนี้ แต่ถามว่า มีคนบางส่วนไหมที่มีแนวคิดกับการแบ่งแยกดินแดน อันนี้เราต้องไม่ปฏิเสธ ตัวเองก็ยอมรับว่าเมื่อคนที่เขาถูกความอยุติธรรมมากๆ แนวคิดนี้ย่อมเกิดขึ้นได้ แต่ถามว่ามากไหม ตัวเองเชื่อว่าไม่มากนะ แต่หากแก้ไขปัญหาโดยใช้ความรุนแรงมากเท่าไรนั่นแหละเป็นการผลักให้ประชาชนไปสู่อีกฝ่ายมากขึ้น เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหาของภาคใต้จะใช้เวลาเป็นตัวกำหนดไม่ได้ว่าจะต้องแก้ได้ภายใน 6 เดือนหรือกี่เดือน เพราะปัญหามันสั่งสมมานาน ต้องใช้เวลา ค่อยเป็นค่อยไปและต้องอยู่บนแนวทางของสันติวิธี ซึ่งจริงๆ แล้วการใช้สันติวิธีในสังคมไทยไม่น่าจะยาก เพราะว่าแนวทางของพุทธศาสนาเป็นแนวทางของสันติอยู่แล้ว เช่นเดียวกันถ้าหากว่ารัฐหรือกลไกของรัฐนำเอาความรุนแรงไปใช้นั่นคือการผลักประชาชนที่มีแผลให้เป็นเหยื่อของผู้ปรารถนาดีแต่ประสงค์ร้าย


อาจารย์เคยบอกว่า เราเป็นคนไทยเหมือนกันแต่เราไม่ค่อยเข้าใจกัน อยากให้ช่วยขยายความ

Imageใช่ เราไม่ค่อยเข้าใจกัน และไม่ใช่ไม่ค่อยเข้าใจกันอย่างเดียวนะ  ไม่ค่อยรู้จักกัน ในแง่ของประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ก็คือ เป็นพี่น้องชาวพุทธ และเป็นคริสต์ใช่ไหมคะ ต้องบอกว่าเป็นข้อได้เปรียบของมุสลิมและชาวคริสต์ที่ตั้งแต่อดีตที่ผ่านมานั้นระบบการศึกษาต้องให้เด็กทุกคนได้เรียนรู้พุทธศาสนา ถ้าหากว่าใครเรียนในโรงเรียนของราชการเด็กทุกคนจะต้องเรียนพุทธศาสนา สำหรับตัวเองจะท่องนะโมได้หมดเลยเพราะว่าเดี๋ยวสอบไม่ได้ แต่ชาวพุทธส่วนใหญ่กลับไม่ได้เรียนเรื่องเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม จึงเป็นความได้เปรียบของมุสลิมที่รู้จักพุทธ แต่ชาวพุทธส่วนใหญ่กลับไม่รู้จักมุสลิม เพราะฉะนั้นเมื่อไม่รู้จักก็ไม่เข้าใจ และเมื่อไม่เข้าใจก็ปฏิบัติต่อกันไม่ถูกต้อง

ในแง่ของอิสลามไม่ใช่เป็นเพียงแค่ศาสนา แต่อิสลามนั้นเป็นวิถีในการดำเนินชีวิต ดังนั้นทุกย่างก้าวของมุสลิมก็ต้องอยู่บนครรลองของอิสลาม ถ้าหากเราอยู่ด้วยกันแล้วเราไม่เข้าใจกัน เราไม่รู้เขารู้เรา มันก็ปฏิบัติต่อกันหรือพูดจาทำให้เกิดการกระทบกระทั่งบาดหมางน้ำใจและไม่เข้าใจกันได้ ซึ่งกรณีตัวอย่าง คือ ท่านผู้ว่าฯ จังหวัดหนึ่งจะไปเปิดร้านข้าวต้มหมู สั่งให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดแต่งชุดโต๊ฟ ไปร่วมงานเปิดร้านข้าวต้มหมูกับท่านผู้ว่าฯ ด้วย เมื่อมีการทักท้วงว่าไม่ได้ เป็นมุสลิมแล้วไปในงานเปิดร้านข้าวต้มหมู แล้วชุดใหญ่นี่ด้วยซึ่งจะแสดงถึงความเป็นมุสลิมอย่างเต็มที่ ถ้าผู้ว่าฯ สรุปว่า นี่คือการไม่ให้ความร่วมมือ เป็นการทำตัวแปลกแยก นี่แหละคือการแสดงถึงความไม่เข้าใจ ทำไมไม่ใช้มุสลิมไปงานอื่นล่ะ ถ้าหากใช้ว่า เออ แต่งชุดใหญ่นะไปงานเปิดร้านโทรทัศน์ ร้านรถยนต์ อะไรอย่างนี้ ก็คงจะรับกันได้ แต่เล่นให้ไปงานเปิดร้านข้าวต้มหมูอย่างนี้ ก็เป็นความขัดแย้งน่ะ ถ้าถูกบังคับ ใช่ไหมคะ นี่เป็นตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ ของการที่ไม่เข้าใจ


ยิ่งไปทำเหมือนเป็นการลบหลู่ด้วย

นั่นน่ะซิ เขาสามารถคิดได้อย่างนั้นไง ว่า กฎอัยการศึกชี้ ต้องไป ถ้าแย้ง ไม่ให้ความร่วมมือ ไม่จงรักภักดีกับประเทศชาติ ทำตัวแปลกแยก ไปสรุปอย่างนี้มันสรุปผิดไง


แล้วเราจะเข้าใจกันได้อย่างไร

ก็คงต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกันนะ ส่วนตรงนี้มุสลิมเองต้องยอมรับผิดด้วย ตัวเองเคยเขียนหนังสือหรือเวลาพูดยอมรับว่ามุสลิมเป็นฝ่ายผิดที่ไม่ทำให้เพื่อนร่วมชาติได้เข้าใจตัวเอง เพราะว่าในสังคมทั่วไปตั้งแต่อดีตมามักจะมีข้อสรุปว่า สังคมมุสลิมเป็นสังคมปิด ไม่ค่อยชี้แจงให้คนอื่นรู้ว่ามุสลิมเป็นอย่างไร อิสลามเป็นอย่างไร เวลาเราสอนคำสอนหรือเผยแพร่ศาสนา มุสลิมจะมีความต่างจากคริสต์ตรงที่ว่า ถ้ามองภาพกันในแง่ของนักวิชาการนะ ก็คือว่า มุสลิมจะเผยแพร่ศาสนาอยู่ภายในมุสลิมด้วยกันเพื่อปฏิบัติตนได้ถูกต้องเพื่อที่เขาจะได้เข้าถึงสวรรค์ในโลกหน้า แต่มุสลิมส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจเลยว่า แล้วเพื่อนร่วมชาติของเราล่ะ เราบอกให้เขาเข้าใจเรา เราบอกให้เขารู้จักเรา หรือเผยแพร่คำสอนให้เขาได้รู้จักเราหรือเปล่า มุสลิมจะไม่ทำจุดนี้ มุสลิมจะมีวงการ อย่างเช่น ดาวะห์ ก็จะดาวะห์กันอยู่ภายในพวกเดียวกันเอง จะทำอย่างไรให้พี่น้องเราได้ขึ้นสวรรค์ในโลกหน้า เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้สนใจในโลกนี้ นี่คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนว่ามุสลิมเหมือนกับไม่ได้สนใจสังคมปัจจุบันสักเท่าไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนรอบข้างว่าจะเป็นอย่างไร แต่ว่าไปห่วงพื้นที่ดินแดนในโลกหน้าซะมากกว่า เพราะฉะนั้นก็จะดาวะห์กันเผยแพร่ศาสนากันภายในกลุ่มด้วยกันเอง ไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีการเขียนหนังสือ ไม่ได้เขียนให้คนอื่นอ่านเข้าใจเลย ศัพท์แสงจะมากมายไปหมดเลย ใครคนอื่นอ่านไม่รู้เรื่องหรอก พอเขียนเสร็จแล้วก็ไม่มีการตีตลาดข้างนอกด้วย ขายกันแต่ในร้านของมุสลิม ถ้าใครสนใจจะซื้อหนังสือมุสลิมก็ต้องไปหาที่ ส.วงศ์เสงี่ยมถึงจะซื้อได้ ไม่มีขายหรอกที่ดวงกมล จะเผยแพร่กันอยู่ในวงการเท่านั้นเอง หรือถ้าหากว่าจะเป็นในแง่ของการเปิดเวทีอภิปรายบรรยาย ก็เปิดกันแถวสุเหร่าเวลามีงานสุเหร่างานของมุสลิมที่ใดก็ตาม สิ่งที่เป็นหลักในการจัดงานคือการบรรยายศาสนธรรม คนฟังก็คือมุสลิม ไม่พูดให้คนอื่นฟัง เพราะฉะนั้นคนอื่นก็จงไม่เข้าใจกันต่อไป อันนี้ตัวเองมองนะ มองว่าเป็นความผิดของมุสลิมเองด้วยที่ไม่พยายามสื่อสารที่จะเผยแพร่ให้คนอื่นได้รู้จักอิสลาม เขาอาจจะคิดอย่างนั้นไหม คิดว่าไปเผยแพร่คือไปชวนให้เขามาเป็นมุสลิม ซึ่งมันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเวลาตัวเองเขียนหนังสือก็เขียนไว้ชัดเลยว่า มิได้ต้องการที่จะเผยแพร่ให้เขามาเป็นมุสลิม เพราะรู้ว่าการเป็นมุสลิมไม่ง่าย เป็นของยากมากเพราะว่าข้อห้ามเยอะ ถ้าคนไม่ศรัทธาเป็นไม่ได้หรอก  ตรงนี้ถึงบอกว่าเป็นความบกพร่องของมุสลิม และจากบริบทของสังคมที่เป็นลักษณะของการที่มุสลิมรู้พุทธ รู้คริสต์ แต่ชาวพุทธจะไม่ค่อยรู้จักมุสลิม

เพราะฉะนั้นตอนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัส “เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา” โอ้โฮ ใช่เลย ตรงนี้ล่ะ ถ้าเกิดตรงนี้แล้วจะไม่เกิดความเข้าใจผิดกันในหลายๆ อย่าง จึงได้ชี้ถึงบทความใต้ร่มธงไทยชายแดนใต้ ที่ โกมล  คีมทองไปทำค่าย (พ.ศ.2510) และไม่ใช่โกมลคนเดียว มีชาวค่ายของ ช.น.ท. คือ ชุมนุมนิสิตนักศึกษาไทย-มุสลิม จะมีทั้งพุทธและคริสต์ครึ่งต่อครึ่งของมุสลิมเลย เพราะเวลาเราคัดเลือก ตัวเองเป็นกรรมการคัดเลือกชาวค่าย มุสลิมส่วนหนึ่งมาสมัครก็จะไม่ได้นะ ก็จะคละเคล้ากันไปเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ให้รู้เขารู้เรา ทำกันในคอนเซ็พท์ของนิสิตนักศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจดีต่อกัน ตรงนี้เห็นได้ชัดเลยว่าพี่น้องชาวใต้ไม่ว่าจะเป็นค่ายใดก็ตาม เพราะเราทำทั้ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เลย ไม่มีปัญหาในแง่ที่ว่า ชาวค่ายคนไหนไม่ใช่มุสลิมแล้วชาวบ้านจะปฏิเสธ อย่างกรณีของโกมล กลับกลายเป็นคนที่ได้รับของขวัญซึ่งเป็นเสื่อกระจูดของบ้านทอน (จ.นราธิวาส) ซึ่งตอนนี้มีชื่อเสียง โกมลได้รับมากที่สุดเลยในแง่ของผู้ชาย ซึ่งจะได้รับอยู่คนเดียวหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ แล้วเด็กๆ จะร้องไห้กันระงม โกมลนี่ได้รูปของเด็กมาไม่น้อยเลย


เท่าที่ได้เห็น คุณโกมล เป็นแบบอย่างอย่างไร

คือจริงจัง และจริงใจกับชาวบ้าน เขาไม่ได้มองว่า ชาวบ้านกับเขาเป็นคนละพวกกัน เขาก็ทำตัวไปคลุกคลี เรียนรู้กับชาวบ้าน ชาวบ้านไปทำประมง  โกมลก็ “ผมขอออกไปด้วย” โกมลมีหน้าที่หลักคือสอนหนังสือ โกมลทำหน้าที่ครูได้อย่างดีมากๆ เตรียมการสอนตามอุดมการณ์ ตอนหลังเมื่อเขาจบแล้วพวกเราก็ได้เรียนรู้งานของเขา ในค่ายตอนนั้นโกมลอยู่ปีหนึ่ง โกมลก็ทำเต็มที่ตั้งแต่ตรงนั้นน่ะ และก็สอนให้ลูกชาวบ้านเป็นคนดี เชื่อไหม โกมลเอาเด็กนักเรียนเหล่านั้นซึ่งมีเหา เนื้อตัวมอมแมม โกมลเกณฑ์พวกเรา แล้วจับเด็กเหล่านั้นอาบน้ำถูขี้ไคลสระหัวน่ะ ถามว่าชาวบ้านเห็นไหม เพราะว่าโรงเรียนก็อยู่ในชุมชนนั้น ชาวบ้านก็รู้เพราะลูกเขาก็ต้องกลับไปเล่า เนี่ยะ พวกเรา ครูโกมล ครูเสาวนีย์ จับอาบน้ำถูขี้ไคลสระผม สิ่งต่างๆ ที่พวกเราทำด้วยความจริงจังและจริงใจตรงนี้ชาวบ้านไม่ได้มองเลยว่าใครนับถือศาสนาอะไร แล้วยิ่งโกมลทำอะไรหลายๆ อย่างตรงนี้ ตัวเองยังทำได้ไม่เท่าโกมลนะ ถ้ามีคนอย่างนี้ แล้วถ้าข้าราชการเป็นคนแบบนี้นะ โอ้โห ไม่มีปัญหาเลย ขอให้เข้าใจเขา จริงใจกับเขา ไม่รังแกเขา แล้วยิ่งกรณีโกมลไปช่วยพัฒนาให้เขา ถ้าเรามีข้าราชการอย่างนี้ส่วนหนึ่งลงไปทำงาน ปัญหาภาคใต้ไม่น่าจะปะทุมาได้อย่างนี้นะ แต่อดีตที่ผ่านมาเราก็ทราบจากข้อสรุปแล้วว่าภาคใต้กลายเป็นที่ระบายข้าราชการที่มีความผิด ใครมีความผิดส่งไปทางใต้ เพราะฉะนั้นคนไม่ดีให้ไปปกครองพื้นที่ที่มีปัญหาอ่อนไหวอยู่แล้วก็เลยยิ่งไปสร้างตัวปัญหาให้กับพื้นที่ตรงนั้นกับประชาชนตรงนั้นมากยิ่งขึ้นเหมือนกับส่งคนเกเรไปรังแกประชาชนมากยิ่งขึ้น ประชาชนก็เลยมีภาวะที่ถูกรังแกมาโดยตลอดเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน ก็ขอพูดคำพูดของ ส.ว. และอีกหลายคนที่ประเมินออกมาว่า เขายอมรับเลยว่า ชาวบ้านอดทนอดกลั้นมานานมาก มุสลิมมีความอดทนสูง เพราะเราถูกสอนมามากเลยในเรื่องของความอดทน


ทำไม ถึงได้อดทนอดกลั้นได้มาก ถูกสอนกันมาอย่างไร

Imageในคัมภีร์อัลกุระอานบอกเลยว่า แท้จริงพระเจ้านั้นอยู่กับผู้ที่มีความอดทน พระเจ้าทรงรักผู้ที่มีความอดทน และพระเจ้าจะตอบแทนกับผู้ที่มีความอดทน แล้วยังมีคำสอนในแง่ที่ว่า ถ้าพระเจ้ารักใครมากเท่าไร พระองค์ก็จะทรงทดสอบคนเหล่านั้นมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นเวลาใครถูกทดสอบด้วยการที่ว่า มีคนตายไป หัวหน้าครอบครัวเขาถูกอุ้มหายไป อย่างกรณีของคุณสมชาย ภรรยาเขาก็จบได้ด้วยว่า นี่คือข้อพิเคราะห์จากอัลเลาะห์ อันนี้เหมือนเป็นพระประสงค์ของพระองค์ เขาก็จะไปสรุปตรงนั้น และเขาก็ต้องอดทน อดกลั้น และให้อภัย มุสลิมจะอยู่ในภาวะนี้ เพราะฉะนั้นก็เลยเงียบมาตลอด แต่ถามว่าเขามีแผลไหม มี แล้วสำหรับคนในรุ่นหลังนี่ ทุกคนสามารถอดทนและอดกลั้นได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ แล้วมีคนมาจุดไฟ มาจี้จุด อะไรจะเกิดขึ้น ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเขาเหล่านั้นก็คือเหยื่อในการจุดไฟ


ได้มีโอกาสคุยกับภรรยาคุณสมชายบ้างไหม เธอสะท้อนอะไรให้ทราบบ้าง

เราไม่ได้คุยกันในจุดลึกอะไรมากนักและอาจจะผ่านมานานแล้ว แต่สิ่งที่รู้และสรุปได้อย่างแน่ชัดว่าผู้หญิงคนนี้เก่ง ผู้หญิงคนนี้มีความอดทนอดกลั้นสูงมาก ซึ่งตัวเองตั้งคำถาม ณ เวลานั้นว่า ถ้าเป็นเรา ทำได้อย่างเขาไหม... ทำไม่ได้ ทำไม่ได้ที่จะไม่ร้องไห้ให้ใครเห็น ทำไม่ได้ที่จะมีสติถึงกับจะกันลูกไว้ ไม่ให้สื่อถ่ายรูปลูกเขาให้เห็นลูกเขากำลังทุกข์ระทมอยู่ ด้วยประโยคที่ว่า ถ้าสื่อถ่ายทอดภาพออกไปว่าเขาเองและลูกของเขาร้องไห้กระจองอแง ฟูมฟาย ทุกข์ระทมจากการหายไปของคุณสมชาย อะไรจะเกิดขึ้นในภาคใต้ พี่น้องในภาคใต้จะต้องเจ็บช้ำมากขึ้นใช่ไหม ที่เห็นภาพพวกเขาทุกข์ระทม เพราะฉะนั้นเขาต้องไม่ให้ภาพเขาและลูกในภาวะของความทุกข์ระทมผ่านสื่อใดๆ ออกไปทั้งสิ้น นี่คือคำพูดของภรรยาคุณสมชาย เพื่อไม่ให้สถานการณ์นี้กลายเป็นไฟที่ไปลุกขึ้นในภาคใต้ นี่คือคำพูดของคุณอังคณา หลังจากที่คุณสมชายตายเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2547


เพราะว่าคุณสมชายเหมือนเป็นตัวแทนของความยุติธรรม

ถูกต้อง แล้วคุณสมชายก็เป็นคนที่ยืนหยัดในการต่อสู้กับความอยุติธรรมที่พี่น้องทางภาคใต้ได้รับมาโดยตลอดไม่รู้ตั้งกี่คดี รวมทั้งคดีสุดท้ายที่กำลังเปิดโปงพฤติกรรมของตำรวจ


อาจารย์เคยพูดถึง ความจริงที่เป็นความจริง กับ ความจริงที่เป็นความเท็จ แล้วประชาชนอย่างเราจะแยกแยะได้อย่างไร

ยากนะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อ เราต้องบอกว่า สมัยนี้เป็นยุคของการบริโภคสื่อ แล้วสื่อก็เยอะ แต่สื่อที่มีคุณภาพและมีจริยธรรมมันน้อยลงหรือเปล่า เราประชาชนก็เลยไม่สามารถแยกความจริงแท้กับความจริงเทียมได้ว่าอะไรเป็นอะไร เมื่อไม่นานมานี้ ปี 2546 สภาความมั่นคงแห่งชาติได้พานักศึกษาระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทางภาคเหนือไปเรียนรู้วัฒนธรรมของนักศึกษาทางภาคใต้ กลับมาสิ่งที่นักศึกษาสะท้อนก็คือว่า ความเข้าใจ การรับรู้เกี่ยวกับชาวไทยมุสลิมโดยเฉพาะชาวไทยมุสลิมทางภาคใต้ กับความเป็นจริงที่ไปเห็นเป็นคนละเรื่อง สรุปว่า ไอ้ความจริงที่อยู่ในความรู้สึก ข้อมูลที่พวกเด็กๆ หรืออาจารย์เองก็ตามได้รับมันเป็นความจริงที่ไม่แท้ที่เขาบริโภคจากสื่อ เพราะเขาไม่เคยได้สัมผัส แต่เมื่อเขาเดินทางไปสัมผัสแล้วถึงแม้เวลาจะไม่นานนัก แค่ 3 - 4 วันก็ตาม เขาก็สามารถบอกได้เลยว่าสิ่งที่เขารับรู้มามันผิดหมดเลย จนหลายคนบอกไว้ก่อนปิดประชุมประกาศตัวเลยว่า ทำงานจบเมื่อไรจะลงไปทำงานภาคใต้ ด้วยเห็นความใสบริสุทธิ์ของพี่น้องตรงนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้คงจะบอกได้ว่า การจะแยกได้คงต้องใช้วิจารณญาณนะ ใช้การกลั่นกรองว่าอะไรเป็นอะไร นี่ของเราโดยมากพอใครพูดอะไรมาเรารับเลย ซึ่งบางทีสิ่งที่เรารับมาบางทีเราไม่ได้พิจารณาอะไรเลย

ขอยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างกรณีของตากใบ ได้ข่าวจากสื่อ สรุปออกมาว่ามีคนในเหตุการณ์นี้พูดภาษาอาหรับ ไม่ได้พูดภาษามลายู มีข้อสรุปว่าพบเงินมาเลเซียในกระเป๋าของผู้ตาย เพราะฉะนั้นจากการสรุปตรงนี้คือกำลังจะโยงไปว่า มีต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง กำลังจะโยงไปว่าไม่ใช่แค่คนมลายูพื้นที่ตรงนี้แล้วนะ แต่มีคนต่างชาติซึ่งพูดภาษาอาหรับ แสดงว่ากำลังโยงไปขบวนการต่างประเทศแล้ว ตรงนี้ไง ทุกคนรับรู้หมดแล้ว แต่ความจริงข้อมูลที่สื่อนำเสนอมาไม่ได้เป็นความจริงแท้ มันเป็นความจริงระดับหนึ่งซึ่งถูกโยงไปเรียบร้อยแล้วซึ่งไม่ใช่ เพราะแท้จริงแล้วมุสลิมทุกคนต้องพูดภาษาอาหรับได้เนื่องจากว่าคัมภีร์อัลกุรอานเป็นภาษาอาหรับ และในสภาพการณ์ที่คนจำนวนไม่น้อยรู้ตัวว่ากำลังจะถูกยิงตาย เพราะปืนมันจี้อยู่ ปั้ง เดี๋ยวก็ ปั้ง จ่อไปทีละคน ทีละคน ตรงนี้ แล้วคนที่ก้มหน้าอยู่แล้วถูกห้ามไม่ให้เงยหน้าขึ้นมา แน่นอนที่สุดในแง่ของมุสลิม หนึ่งเวลามีภัยมา เขาก็ต้องกล่าวคำอุทานเพื่อระลึกถึงพระเจ้า และยิ่งคนที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย ประโยคทองที่สุดคือประโยคที่จะกล่าวรับว่ามีพระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้นซึ่งคำกล่าวนั้นเป็นภาษาอาหรับ คำอุทานทั้งหมดเป็นภาษาอาหรับ ดูอาห์ คำขอพรทั้งหมดเป็นภาษาอาหรับ มุสลิมจะต้องกล่าวได้พูดได้ เพราะฉะนั้นเวลาทหารได้ยินปุ๊บ มันพูดภาษาอาหรับ ไม่ได้พูดภาษายาวี โยงแล้ว ไปเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ตรงตากใบนั้นเป็นชายแดนที่คนข้ามไปในการซื้อของฝั่งนู้น (ฝั่งมาเลเซีย) หลายอย่างถูกกว่าเมืองไทย คนกรุงเทพฯ ก็ชอบข้ามไปซื้อ เพราะฉะนั้นก็เลยเป็นว่า การมีเงินมาเลย์นี่ อ้าว ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ ซึ่งแท้จริงแล้วคือ คนที่จะข้ามไปซื้อของได้นั้น ถ้าจะให้ได้อัตราที่ดีก็ควรจะแลกเงินตั้งแต่ประเทศไทยไป ไปซื้อของแล้วเงินเหลือกลับมา หรือว่าไปทำงานฝั่งนู้น มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่คนชายแดนประเทศไหนก็ตามจะต้องมีเงินอีกฝั่งน่ะ แต่ว่าถูกโยงไปเรียบร้อยแล้ว แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะไปโยงเรื่องของผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ


อาจารย์มองว่ายังมีความหวังที่จะเห็นสันติสุขกลับคืนมาสู่ภาคใต้ไหม

ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องมีความหวัง สำหรับตัวเองนะ แล้วสิ่งใดที่เราพยายามจะทำได้ด้วยมือของเรา ด้วยปากของเรา เราก็พยายามทำในแง่ที่จะสมานรอยร้าว อุดรอยปริแยกของคนในสังคม และในแง่ของความเป็นมุสลิมที่ทำอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เราถือว่าเราไม่มีอำนาจ ไม่มีพลัง แต่อำนาจและพลังทั้งหมดเป็นของพระเป็นเจ้า เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่มุสลิมทั้งมวลต่างทำและร่วมกันทำก็คือ การขอพรจากพระเจ้าในการที่จะให้พระองค์ทรงสร้างสันติสุข ทรงสร้างความสมานฉันท์ ให้คนในสังคมนี้ประเทศนี้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขต่อไป เพราะแท้จริงแล้วการอยู่ร่วมกันอย่างหลากหลายทางด้านศาสนาวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งแปลกของมุสลิม ถ้าดูประวัติศาสตร์อิสลามแล้วนี่ ในสมัยของท่านศาสดามูฮัมหมัดเมื่อท่านไปอยู่นครมาดีนะห์นั่นก็คือที่อยู่ของชาวคริสต์ ส่วนหนึ่งก็เป็นยิวเพราะฉะนั้นพี่น้องชาวคริสต์ ชาวยิว และมุสลิม ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขในความแตกต่างทางศาสนาและวัฒนธรรมโดยมีผู้นำที่ชื่อมูฮัมหมัดมาแล้วในอดีต เพราะฉะนั้นการที่มุสลิมจะอยู่ในแผ่นดินใดก็ตามในโลกนั้นเราถือว่าเป็นความประสงค์ เป็นความเมตตาของพระเป็นเจ้าที่ให้เรากำเนิดมา ณ แผ่นดินตรงนั้น พระองค์ทรงบอกไว้ชัดเจนในพระคัมภีร์ว่า พระองค์ทรงกำเนิดมนุษย์ในความแตกต่างหลากหลายเพื่อให้เขาได้รู้จักกัน เพราะฉะนั้นความแตกต่างหลากหลายก็คือของขวัญจากพระเจ้าและเป็นหน้าที่ของมุสลิมที่จะต้องปฏิบัติ ตรงนี้ต้องบอกว่ามุสลิมที่เป็นมุสลิมจริงๆ ปรารถนาในสิ่งนั้น เพราะว่าในความสันติสุขนั้น เขาก็จะได้มีวิถีชีวิตในการปฏิบัติศาสนธรรมที่เขาต้องปฏิบัติทุกๆ วัน โดยเฉพาะการละหมาดได้อย่างปกติสุข หรือแต่ละปีที่เขาถือศีลอด เขาจะได้ถือศีลอดได้อย่างปกติสุข แต่ละวันที่ผู้ชายจะต้องเดินทางไปละหมาดที่มัสยิดวันละ 5 เวลา เขาก็จะได้เดินทางไปละหมาดโดยไม่ต้องกลัวอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น หรือว่าชีวิตหนึ่งที่เขาจะต้องไปประกอบพิธีฮัดจ์เขาก็จะได้เดินทางไปได้อย่างปกติสุขโดยไม่ต้องหวาดระแวงอะไร เพราะฉะนั้นที่จริงแล้วมุสลิมเราต้องการสันติสุข ต้องการสงบสุขเพื่อเราจะได้ใช้ชีวิตในการประกอบศาสนกิจที่ต้องปฏิบัติทุกวันได้อย่างมีคุณภาพและเราจะได้มีความหวังในแง่ที่ว่าเราจะได้อยู่ในดินแดนแห่งสรวงสวรรค์ในโลกหน้าอันเป็นนิรันดร์ อันนั้นเป็นยอดปรารถนาของมุสลิมทั่วโลก

Image

แล้วคิดว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ทุกคนต้องร่วมมือกัน ทุกคนที่ว่าก็คือ ไม่ว่าจะมองในมิติศาสนา ศาสนิกชนทุกศาสนาในประเทศต้องร่วมมือกัน ถ้ามองในแต่ละภาพของผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองทั้งสองฝ่ายก็ต้องร่วมมือกัน และใช้แนวทางของสันติวิธีที่จะไปสู่สันติภาพ เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้วเราไม่ใช้ความรุนแรงไปดับความรุนแรง สันติภาพน่าจะเกิดขึ้น แต่ถ้าหากว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์แล้วเราใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาเท่ากับเราไปราดน้ำมันลงไปในกองเพลิง สันติภาพก็อาจจะไกลออกไป เราควรหันหน้าเข้าหากัน เราต้องการให้มีกรรมการสมานฉันท์เพื่อให้เกิดความสามัคคีของคนในชาติ นั่นเป็นสิ่งที่เป็นความหวังของเรามุสลิมที่อยากอยู่อย่างเป็นคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของแผ่นดินนี้

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >